นักแสดงทำละครพัง หรือละครทำตัวเองพัง

21.01.19 | 10:00 น.

ละครเก่าเก็บ  3  ปีของช่อง 3  เรื่อง  ‘บ่วงนฤมิต’  สร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์ได้แต่แรกลงจอ  2  ตอน   เนื่องจากผลวัดปริมาณผู้ชมตกรูด   ว่าเพราะเนื่องจากพฤติกรรมนอกจอของนางเอกทำให้คนไม่อยากดู   หรือตัวละครไม่สนุกเอง

พฤติกรรมนอกจอก็คือ  ไปมีสัมพันธ์กับพ่อม่ายเพิ่งหย่าเมียมาหยกๆ   โดยเป็นข่าวคาบเกี่ยวเวลาอยู่ระหว่างที่สองสามีภรรยากำลังมีปัญหาชีวิตสมรสกัน

จนเมื่อฝ่ายนางเอก  ทักษอร  ภักดิ์สุขเจริญ  หย่าสามีอุ้มลูกน้อยไปเรียบร้อย   ภาพความใกล้ชิดระหว่างนางเอกบ่วงนฤมิตกับฝ่ายชายจึงปรากฏเป็นระยะ   จนเธอเป็นฝ่ายแสดงภาพเธอกับฝ่ายชายออกมาเองชัดแจ้ง   ช่วงละครลงจอ

ดังนั้น   เมื่อปริมาณผู้ชมจากการวัดผลลดลงฮวบฮาบ   จึงเกิดคำถามขึ้นท่ามกลางเสียงวิจารณ์ในสื่อสาธารณะว่า   นี่เป็นผลมาจากตัวเธอเอง   หรือเป็นเพราะละครไม่สนุกกันแน่

แน่นอน   เป็นคำถามที่ยากจะชี้ชัด   หากไม่ทำวิจัยจากกลุ่มผู้ชมมาให้เห็นตัวเลขกระจ่าง   เนื่องจาก   ตรวจดูความเห็นที่แสดงในสื่อสาธารณะแล้ว   ปรากฏให้เห็นทั้งสองด้าน   มีผู้ชมจำนวนไม่น้อยซึ่งไม่ชมละครเรื่องนี้เพราะนางเอก   มีแม่บ้านที่กำลังดูละครบอกว่า   พอลูกสาวกลับจากเรียนหนังสือนั่งลงจะดูด้วย   เห็นนางเอกเท่านั้นก็ลุกหนีไป   เช่นเดียวกับหญิงสาวทำงานบ้านที่ดูละครประจำเป็นเพื่อนเจ้าของบ้าน   พอถึงเรื่องนี้   ชักชวนกันบอกว่าดูรายการอื่นดีกว่า

Advertisement

ขณะเดียวกับที่มีอีกหลายคน   ไม่สนใจเรื่องดารา   แต่ดูละครเพราะหวังสนุกว่าจะถูกอกถูกใจหรือไม่   บอกว่า   ละครเรื่องนี้ใครเล่นก็ได้   เพราะเป็นงานกลางๆไม่ถึงกับโดดเด่น   ขณะเดียวกันก็ไม่ได้แย่ถึงกับดูไม่ไหว   แต่ไม่สนุก

ในเมื่อมีทั้งคนดูละครที่ไม่สนใจตัวบุคคล   กับคนดูที่ไม่อยากดูเพราะไม่ชอบตัวนักแสดง   ว่าไปแล้วก็เป็นเรื่องธรรมดา   ละครไม่สนุกก็ไม่ดู   เหมือนหนังไม่สนุกก็ไม่ดู   เช่นเดียวกับดาราหรือนักแสดงคนนี้เราไม่ชอบ   เพราะคิดว่าเล่นไม่เก่งหรือหน้าตากวนโอ๊ยเกินไป   ก็ไม่ดู    ถึงไม่มีพฤติกรรมอะไรให้สังคมวิพากษ์วิจารณ์ก็ตาม    นานาจิตตังแท้ๆ

ถ้างั้น   ปัญหานี้คนเดือดร้อนจะมีใครบ้าง

คนดูไม่เดือดร้อนอยู่แล้ว   หนังละครมีให้เลือกดูสารพัด    ที่เดือดร้อนน่าจะเป็นผู้จัดละครหรือสถานีที่เสนอละคร   เพราะมีรายรับรายจ่าย   กับนักแสดงที่เป็นประเด็นการวิพากษ์วิจารณ์   เพราะเกี่ยวกับอนาคตของตัว

การที่ผู้จัด  วรายุฑ  มิลินทจินดา  ยอมรับว่า   ละครกระแสตกหลังจากนางเอกเป็นผู้เสนอภาพใกล้ชิดกับฝ่ายชายสู่สาธารณะเองนั้น   เท่ากับเข้าใจสภาพสังคมว่า   ไม่มีใครที่เรียกว่า  “คนของสาธารณชน”  คนไหน   พ้นไปจากความสนใจของชาวบ้าน   และจะมากหรือน้อยก็ตาม   พฤติกรรมของคนเหล่านั้น   ก็มีส่วนที่ชาวบ้านจะยอมรับหรือไม่ยอมรับได้ด้วยเช่นเดียวกัน

ถ้าเขาชอบ   เขาก็สนับสนุนชื่นชม   ถ้าเขาไม่ชอบ   เขาก็ปฏิเสธ   ง่ายๆเท่านี้เอง

ส่วนคนที่ส้องเสพงานเพราะเอาที่ตัวงานเป็นหลัก   ก็มีอยู่   และจะมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ   แต่แม้คนที่สามารถแยกแยะประเด็นเรื่องส่วนตัวกับงานออกเป็นสองเรื่องได้อย่างชัดเจนก็ตาม   ก็ยากจะปฏิเสธการพิจารณาใคร่ครวญ   หากจะต้องตัดสินอย่างชนิดฟันธง   เพราะบางเรื่องบางกรณีก็ไม่ใช่เรื่องที่จะฟันธงลงได้ง่ายๆ

เผลอๆไม่ใช่เรื่องที่จะต้องฟันธง   แต่เป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจ

อย่างเช่นนักเขียนที่มีความสามารถเลิศเลอ   สามารถเขียนหนังสือให้คนเลิกเหล้าเลิกบุหรี่ได้ไม่น้อยคน   แต่ความจริงเป็นคนติดเหล้าขนาดหนัก   หรือติดบุหรี่ชนิดสูบในบ้านไม่เกรงใจลูกเมีย   เราชาวบ้านจะพิจารณากรณีนี้อย่างไร

ดาราสาวที่เล่นหนังโรแมนติคจนมียุคทองของเธอเองเช่น  เม็ก  ไรอัน  ซึ่งนักดูหนังทั้งโลกรู้จัก   ตาแป๋วแหววปากสวยน่ารักน่าหลงใหล   แต่ทันทีที่เธอไปมีสัมพันธ์นอกจอกับ  รัสเซล  โครว  (Proof  of  Life – 2543)  จนต้องหย่าขาดสามี   แม้จะเล่นต่อมาอีก  8-9  เรื่อง   ก็ไม่อยู่ในความสนใจผู้ชมและไม่ประสบความสำเร็จเช่นที่เคยได้รับมาอีกเลย   จน  อิน  เดอะ  คัท  (2546)  ถึงกับเปลืองเนื้อเปลืองตัวเปลื้องผ้าเล่น   ก็แทบไม่ถูกพูดถึง

ดังนั้น   หากแม้นผู้จัดหรือฝ่ายสถานีจะไม่เข้าไปก้าวก่ายในเรื่องส่วนตัวของนักแสดง   ตั้งใจว่าถ้ามีบทที่เหมาะสมก็จะสนับสนุนต่อไป   ย่อมถือเป็นความใจกว้าง   และเป็นโอกาสที่มอบให้นักแสดงพิสูจน์ความสามารถตัวเองได้

แต่ขณะเดียวกัน   ทั้งผู้จัดและสถานีก็ปฏิเสธไม่ได้อีกเหมือนกัน   ว่าถ้าผู้ชมเขาไม่ดูเพราะไม่ชอบใจนักแสดง   ก็เป็นเรื่องของเขา   นอกจากรีโมทอยู่ในมือเขาแล้ว   ไม่ใช่เขาไม่รู้ว่า   นอกจอกับในจอเป็นคนละเรื่องกัน   ที่เขาอยากเอาเปลือกทุเรียนฟาดหน้านักแสดงสาวตัวร้าย   ไม่ใช่เพราะเขาไม่รู้ว่านอกจอเธอไม่ได้ร้ายอย่างนั้น   แต่เพราะเธอเล่นดีจนฉันอยากจะขอฟาดสักทีได้ไหม   คนอะไร – เล่นได้ร้ายกาจเหลือเกิน

เรื่องที่ว่าคนดูแยกไม่ออกนั้น   ถึง พ.ศ. นี้แล้ว   เผลอๆฟังแล้วเหมือนดูถูกคนดูเขามากไปด้วยซ้ำ   หากเขาไม่ชอบนักแสดงคนไหนเพราะไม่ชอบพฤติกรรมที่เขาเห็นว่าประเจิดประเจ้อเกินไป   เลยไม่สนับสนุนงานของคนนั้น   เป็นเพราะเขาแยกไม่ออกหรือ   ว่าไหนคือเรื่องจริงไหนคือละคร

ก็เพราะเขาเห็นเรื่องจริงนะสิ   เขาจึงพลอยไม่ชอบละครไปด้วย

ไม่ต้องเสียเวลาไปบอกให้เขาแยกแยะหรอก.

 

อารักษ์

ติดตามข่าวบันเทิงไลฟ์สไตล์ กับ Line@มติชนนิวเจน

เพิ่มเพื่อน