หน้าแรก บันเทิง สิเหร่ &#8230...

สิเหร่ … บทสนทนาของเพลงแจ๊ซในงานมูราคามิ

15.05.16 | 14:27 น.
สิเหร่

คงมีนักอ่านน้อยมากที่จะไม่รู้จักนักเขียนอย่าง “ฮารูกิ มูราคามิ”

หนึ่งความโดดเด่นในงานเขียนของมูราคามิที่ปรากฏอยู่ในแทบทุกเรื่องไม่ว่าจะเป็นเรื่องสั้นหรือนวนิยายก็คือ “บทเพลง”

มูราคามิเป็นนักฟังเพลงตัวยง ฟังแบบเข้าเส้น ฟังได้หลากหลายแนว บทเพลงของเขาไม่ได้ปรากฏขึ้นมาในเรื่องเล่าแบบเฉยๆ ลอยๆ ใส่มาให้ดูเท่ๆ มีรสนิยม แต่บทเพลงเหล่านั้นกลับสอดประสานกับความรู้สึกนึกคิดของตัวละครในแต่ละห้วงขณะ

สิเหร่ หรือ จิรภัทร อังศุมาลี นักวิจารณ์เพลงแจ๊ซระดับตำนานของบ้านเรา เป็นนักอ่านอีกคนที่ชื่นชอบผลงานของนักเขียนระดับโลกคนนี้ เพราะ “เสียงเพลง” ที่เชื่อมโยงระหว่างกัน

ความประทับใจดังกล่าวนำมาสู่ผลงานเล่มล่าสุดของสิเหร่ “Jazz Murakami” ที่เพิ่งจะพิมพ์ออกมาไม่นาน แต่กลับพิมพ์ซ้ำครั้งที่ 2 ในเวลารวดเร็วมาก เพราะนอกจากแฟนเดิมของนักวิจารณ์ชื่อดังแล้ว ยังมีกลุ่มคนอ่านรุ่นใหม่ๆ ที่ทั้งกำลังเริ่มฟังเพลงแจ๊ซและสนใจงานของมูราคามิมาเป็นแฟนกลุ่มใหม่ด้วย

Advertisement

“ในมุมของเราแจ๊ซเป็นแนวเพลงที่มีเสน่ห์มาก เราชอบฟังเพราะเราอยากรู้ ในเพลงแจ๊ซแต่ละยุคมีหลายอย่างที่แตกต่างกัน เราเริ่มเรียนรู้จากแจ๊ซยุค 70 พอเราฟังมากขึ้นเราก็ย้อนกลับไปฟังที่เก่ากว่า ฟังยุคฮาร์ดบ๊อป บิ๊กแบน แล้วงานแต่ละพีเรียดมันเยอะมาก เราก็หลงใหลไปเลย ช่วงหลังๆ เราชอบฟังคูลแจ๊ซยุค 50 อย่าง สแตน เกตซ์, เชต เบเกอร์ เพราะเมโลดี้มีความละเมียดละไมทางอารมณ์ ฟังแล้วสบายใจ สำหรับเราแล้วแจ๊ซเป็นเหมือนการคุยกันและให้อิสระแก่คนฟัง เป็นบทสนทนาระหว่างเรากับเพลง”

และเพราะสภาวะของบทสนทนานี่เอง ที่ดึงดูดสิเหร่ให้สนใจงานของมูราคามิ เพราะคิดว่าเพลงในหนังสือของมูราคามิไม่ได้มีความหมายแค่เพลงประกอบเรื่องเล่าเท่านั้น

“เราเริ่มอ่านเล่ม South of The Border, West of the Sun แล้วก็ตามเพราะรู้สึกว่าฟังแจ๊ซเหมือนเรา แผ่นเสียงที่พูดถึงก็ฟีลลิ่งเดียวกับเรา รสนิยมคล้ายกับเรา แล้วเพลงที่มูราคามิเขียนถึงเราก็มีแผ่นเสียง ที่ต่างคือเราไม่รู้เรื่องคลาสสิก แต่มูราคามิเขารู้เรื่องคลาสสิกดีมาก อย่างในเรื่อง 1Q84 เราอ่านแล้วก็สงสัยว่าซินโฟนิเอ็ตต้าของยานาเช็คเป็นยังไง เราก็ไปหาฟัง ฟังแล้วก็อึ้งมาก เลยกลายเป็นจุดที่ทำให้เราเริ่มชอบเพลงคลาสสิกไปเลย หลังจากชอบแจ๊ซมาร่วม 30 ปี แต่ทั้งหมดคือฟังคนเดียวไม่สนุกไง เลยมาเล่าถึงดนตรีแจ๊ซของมูราคามิในเฟซบุ๊ก นี่ก่อนที่จะรีไรต์รวมเล่มคือเขียนในมือถือเลยนะ เขียนไปเขียนมาชักสนุก อยากให้คนอื่นได้ฟังเพลงที่มูราคามิเขียนถึงในวรรณกรรมด้วย เพราะเขาไม่ได้พูดลอยๆ นะ ทุกเพลงมีความหมาย มีบรรยากาศ ไม่ใช่นึกอยากใส่ก็ใส่” สิเหร่อธิบายถึงจุดเริ่มต้น

แจ๊ส

สิเหร่มองว่าบทเพลงในเรื่องเล่าของนักเขียนระดับโลกคนนี้นั้น มีนัยยะกับตัวละคร โดยเฉพาะอารมณ์ของตัวละครและฉากในแต่ละช่วง

“แจ๊ซเป็นเหมือนส่วนหนึ่งในตัวตนของมูราคามิ และอาจจะมีส่วนหนึ่งที่ชอบคลาสสิกด้วย เรามองว่ามูราคามิรู้สึกกับแจ๊ซเหมือนกับเห็นตัวเอง แจ๊ซส่วนใหญ่พูดถึงสังคมการเมือง วิถีชีวิตที่ค่อนข้างกดดัน แจ๊ซเป็นบทสนทนาที่ต่อล้อต่อเถียงนักดนตรีได้ รู้สึกว่าสาเหตุที่ตัวละครของเขาซึ่งมีลักษณะของปัจเจกชนไปข้องเกี่ยวกับเพลงแจ๊ซ เพราะคือการแทนตัวเขาในบางส่วน” เขาวิเคราะห์ด้วยรอยยิ้มกว้าง

ใน Jazz Murakami วางคอนเซ็ปต์ด้วยการพูดถึงนิยายและเรื่องสั้นของมูราคามิทีละเรื่อง พร้อมดึงบทเพลงทั้งแจ๊ซและคลาสสิกในเรื่องมาเล่าด้วยภาษาง่ายๆ ราวกับกำลังคุยกับเพื่อน ทว่าเปี่ยมไปด้วยความรู้ที่น่าสนใจผ่านประสบการณ์กว่า 30 ปี ของนักวิจารณ์เพลง

“อย่างในนิยายที่ลุ่มลึกและซับซ้อนทางอารมณ์อย่าง Norwegian Wood มูราคามิก็พูดถึงหลายเพลง ทั้งอัลบั้มระดับตำนานแจ๊ซ Kind of Blue ของ ไมล์ส เดวิด ซึ่งอยู่ในข้อความบางตอนของจดหมายจากวาตานาเบะถึงนาโอะโกะ วาตาเบะกำลังอยู่ในอารมณ์โดดเดี่ยวของวันอาทิตย์ที่ฝนก็กำลังตก แล้วก็คิดถึงนาโอมิ เลยหยิบอัลบั้ม Kind of Blue มาฟัง ในความไพเราะของแผ่นเสียงนี้เต็มไปด้วยความรู้สึกของความเหงา เศร้า และปวดร้าว อีกอัลบั้มในเรื่องนี้คือเสียงเปียโนโรแมนติกจาก บิลล์ เอแวนส์ ใน Waltz for Debby ซึ่งคลออยู่ในห้องขณะที่สายฝนพรำ ช่วยผูกสัมพันธ์ความรู้สึกให้คนสองคนที่กำลังประสานร่างกายและจิตใจให้รวมเป็นหนึ่งเดียวกัน แล้วเพลง My romance ในอัลบั้มนี้ก็เข้ากับอารมณ์ของตัวละครมาก คือท่ามกลางความสุขก็มีความเศร้าปกคลุมอยู่ด้วย เพราะมากจริงๆ”

เมื่อถามถึงงานชิ้นต่อไป สิเหร่บอกว่า ตอนนี้คงพักงานเกี่ยวกับเพลงไว้ก่อน เพราะยังไม่มีประเด็นใหม่ที่สนใจจะเขียนถึง แต่อาจจะมีงานอื่นรวมเล่มคือนวนิยายเรื่อง ดอกฝน ที่เคยตีพิมพ์เป็นตอนๆ ลงในนิตยสารอิมเมจและได้รับเสียงตอบรับที่ดีมาก ซึ่งกำลังรีไรต์เพิ่มเติมอยู่

ส่วนตอนนี้เปิดเครื่องเล่นแผ่นเสียง เปิดปรีแอมป์ เพาเวอร์แอมป์ อุ่นหลอดให้ร้อน แล้วสนทนากับ Jazz Murakami ไปก่อนแล้วกัน