เมื่อปีที่ผ่านมา เหตุการณ์ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน น่าจะทำให้หลายคนได้เห็นภาพ “ครูบาบุญชุ่ม ญาณสังวโร” พระห่มจีวรสีแดงกรัก คล้องลูกประคำ ทำพิธีเปิดถ้ำ-ถอนขึด ในการตามหานักฟุตบอลทีมหมูป่า แสดงให้เห็นถึงความเชื่อเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของ “ตนบุญ” ที่เรียกว่า “ครูบา” คำว่า “ครูบา” น่าจะเป็นคำที่คุ้นเคยกันดี แต่หลายคนยังไม่เข้าใจความหมายแน่ชัด
หนังสือ “ครูบาคติใหม่: แต่งองค์ ทรงเครื่อง พุทธศรัทธาหลังกึ่งพุทธกาล” ของ “ณัฐพงศ์ ดวงแก้ว” โดย “สนพ.มติชน” ทำให้เราเข้าใจถึงความเป็นมาของคติเรื่องครูบา ซึ่งสัมพันธ์กับประวัติศาสตร์ล้านนาทั้งทางการเมือง สังคมและวัฒนธรรม รวมทั้งครูบาคติใหม่ที่ถูกทำให้กลายเป็นสินค้าในปัจจุบัน
หนังสือเล่มนี้ปรับมาจากวิทยานิพนธ์ปริญญาโทที่เสนอต่อภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปีการศึกษา 2559 เบื้องหลังของงานศึกษาชิ้นนี้น่าสนใจมาก คือมาจากความอยากรู้และโจทย์ที่ผู้ศึกษาตั้งเอาไว้ด้วยความสนใจคติเรื่องครูบาเป็นการส่วนตัว
ครูบาคติใหม่ฯ สำรวจหลักฐานเกี่ยวกับที่มาของการใช้คำว่า “ครูบา” รวมทั้งความหมายที่ลื่นไหล พบว่ามีการใช้คำนี้ในหลักฐานประวัติศาสตร์ล้านนาครั้งแรกในช่วงทศวรรษ 2270 เหตุการณ์สำคัญที่ทำให้ครูบามีบทบาทสำคัญได้แก่การรวมศูนย์อำนาจการปกครองเข้าสู่ส่วนกลางของกรุงเทพฯ การปฏิรูปหารปกครองในหัวเมืองล้านนาช่วงทศวรรษ 2440 ทำให้ตำแหน่งสงฆ์ที่ได้รับการสถาปนาจากเจ้าหลวงได้รับผลกระทบ
เหตุการณ์สำคัญที่ขับเน้นความหมายของคำว่า “ครูบา” ได้แก่กรณีที่ “ครูบาศรีวิชัย” ขัดแย้งกับรัฐส่วนกลาง แต่การนำเสนอประเด็นความขัดแย้งกลับถูกลดทอนให้เป็นเพียงความไม่เข้าใจกันระหว่าง “ระบบเก่า” กับ “ระบบใหม่” หลังจากกรณีขัดแย้งนี้ก็มีการเรียกพระสงฆ์ด้วยคำว่า “ครูบา” แพร่หลายขึ้น ซึ่งสะท้อนลักษณะของครูบาศรีวิชัย ไม่ว่าจะเป็นการห่มจีวรสีแดงกรัก การสวมลูกประคำ ใช้ตาลปัตรที่ทำจากใบลานหรือหางนกยูง

ณัฐพงศ์ ดวงแก้ว อธิบายว่า ภาพลักษณ์ของครูบาศรีวิชัยถูกสร้างขึ้นโดยเริ่มในช่วงปี 2470 แต่ได้รับการผลิตซ้ำมากขึ้นในช่วงปี 2530 ผ่านสื่อกลางที่หลากหลาย อาทิ หนังสือชีวประวัติ ซึ่งมีโครงเรื่องคล้ายๆ กัน เช่น การเน้นเหตุการณ์แปลกประหลาดในตอนเกิด เน้นจริยวัตรช่วงที่ครูบาศรีวิชัยอยู่เพศบรรพชิตว่าเป็นผู้ใฝ่สันโดษ เพลงซอ อนุสาวรีย์ เรื่องเล่ามุขปาฐะ เครื่องรางวัตถุมงคล ภาพถ่าย รวมทั้งตำนานที่เล่าต่อกันมา ล้วนเป็นพื้นที่ความทรงจำที่สำคัญในการผลิตซ้ำภาพลักษณ์ของครูบาศรีวิชัย ซึ่งทำให้ครูบาคติใหม่ในปัจจุบันได้หยิบยืมเอกลักษณ์/อัตลักษณ์เหล่านั้นมาใช้
เรื่องเล่าที่น่าตื่นใจเรื่องหนึ่งได้แก่ การสร้างอนุสาวรีย์ครูบางศรีวิชัยที่ประดิษฐานเชิงดอยสุเทพ ตอนที่ครูบาศรีวิชัยถูกอธิกรณ์ครั้งสุดท้ายในปี 2478 มีเรื่องเล่าว่าครูบาเอ่ยว่า “ถ้าน้ำแม่ปิงไม่ไหลย้อนขึ้นทางเหนือ จะไม่ขอกลับไปเหยียบแผ่นดินเชียงใหม่” เมื่อรูปเหมือนครูบาสร้างเสร็จในปี 2502 ที่กรุงเทพฯ มีการเชิญมาประดิษฐานที่เชิงดอยสุเทพ แต่ไม่มีใครนำรูปเหมือนลงจากรถได้ จนกระทั่งปี 2507 จึงเชิญมาได้
หนังสือ ครูบาคติใหม่ฯ ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างคติเรื่องครูบาที่สืบมาจากครูบาศรีวิชัย จนกลายมาเป็นครูบาคติใหม่ ซึ่งคนที่ถูกเรียกว่าครูบาก็อายุยังน้อย หรือน้อยมากหากเทียบกับอายุของพระที่ได้รับการเรียกขานว่าครูบา ซึ่งมักจะเป็นพระที่สูงอายุ จนมีคำพูดเชิงประชดว่าเป็น “ครูบาอุกแก๊ส” หรือครูบาบ่มแก๊ส เทียบกับผลไม้ที่บ่มแก๊สเร่งให้สุก
ภาพลักษณ์ที่ชัดเจนที่สุดเห็นจะเป็นการแต่งองค์ทรงเครื่อง อย่างที่กล่าวมาแล้ว นอกจากนั้นยังมีภาพลักษณ์ “ตนบุญ” ที่มีอภินิหาร ภาพลักษณ์พระนักพัฒนา เพราะครูบาศรีวิชัยเองมีบทบาทสำคัญในการสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ การสร้างวัด กระทั่งความเชื่อที่ว่าครูบารุ่นใหม่บางรูปเป็นครูบาศรีวิชัยกลับชาติมาเกิด (ซึ่งรวมถึงครูบาชุ่มด้วย) ความสัมพันธ์กับกลุ่มชาติพันธุ์ภาคเหนือ เป็นต้น แต่การนำภาพลักษณ์ “ความเป็นครูบาศรีวิชัย” มาใช้ ก็มีความแตกต่างหลากหลาย การสร้างวัดขึ้นมาเพื่อแสดงถึงบารมีของครูบาคติใหม่บางรูปเน้นความยิ่งใหญ่และสวยงาม ไม่ใช่การใช้งาน
ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษกิจและสังคมการเมืองก็มีส่วนทำให้ผู้คนรู้สึกไม่มั่นคงในชีวิต และหันไปหาความเชื่อทางศาสนา การลงนะหน้าทอง เมตตามหานิยมได้รับความนิยมสูงในหมู่ดารา นักแสดง นักการเมือง ข้าราชการ กุมารเศรษฐี ครูบาบางรูปเน้นผลบุญจากการทำทานชนิดได้ผลบุญทันตาเห็น
ครูบาคติใหม่ : แต่งองค์ ทรงเครื่อง พุทธศรัทธาหลังกึ่งพุทธกาล ของ ณัฐพงศ์ ดวงแก้ว จึงพาเราย้อนกลับไปห้วงเวลาของประวัติศาสตร์ล้านนากับรัฐส่วนกลาง
มาจนกระทั่งปัจจุบันที่เทคโนโลยีการสื่อสารอย่างสื่อสังคมออนไลน์ มีส่วนทำให้คติเรื่องครูบาถูกทำให้กลายเป็นสินค้าอย่างน่าสนใจ
โดย.ดอกฝน

