พร้อมเคลียร์พรบ.ภาพยนตร์ฉบับใหม่ นโยบายจากใจพรรคการเมือง สู่ภาพยนตร์ไทยปี 2562

6.03.19 | 18:48 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย ร่วมกับ มูลนิธิศิลปวัฒนธรรรมเพื่อประชาชน จัดงานเสวนา อนาคตหนังไทยหลังการเลือกตั้ง ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

ซึ่งอลงกรณ์ พลบุตร จากพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า ทางพรรคจะผลักดันอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยเข้าไปอยู่ในโมเดลเศรษฐกิจใหม่ ตามนโยบายเศรษฐกิจสร้างชาติ ยกระดับวงการภาพยนตร์เป็นวาระแห่งชาติ  เน้นการให้ความสำคัญ บทเรียน และการเรียนรู้  ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์อย่างเต็มที่และต่อเนื่อง ให้เป็นอุตสาหกรรมที่สอดรับกับยุคโลกาภิวัฒน์  เนื่้องจากมองว่าภาพยนตร์เป็นสินค้าทางวัฒนธรรม และปัญญา เป็นเครื่องมือการพัฒนาประเทศในอนาคต ทางพรรคตั้งเป้าหมายว่า ภาพยนตร์จะเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในการขับเคลื่อนประเทศ ตั้งเป้าหมายเม็ดเงินไว้ 50,000,000 บาท ภายใน 4 ปี

จากนั้นจะขยายเป็นศูนย์กลางภาพยนตร์แห่งเอเชีย เพิ่มการส่งออกสู่ตลาดโลก ในจำนวนเงิน 1.4 ล้านล้านบาท เพิ่มส่วนแบ่งตลาดของภาพยนตร์ไทยให้ได้ 50 % กับภาพยนตร์ต่างประเทศที่เข้ามาฉายในบ้านเรา เพื่อพัฒนาให้วงการภาพยนตร์เป็นอาชีพที่มั่นคง  ส่งเสริมให้โลเคชั่นประเทศไทยเป็นสถานที่ถ่ายภาพยนตร์ในวงการภาพยนตร์ระดับโลก บริหารนักท่องเที่ยวต่างปรเทศให้เป็นประโยชน์ ให้นักท่องเที่ยวเหล่านั้นชมภาพยนตร์ไทย รวมถึงตั้งใจจะปฏิรูป พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ที่ความซับซ้อน ให้มีความชัดเจน  ยกเลิกกฎหมายที่ไม่มีความทันสมัย หน่วยงานส่งเสริมภาพยนตร์ และเซนเซอร์ภาพยนตร์ ควรมีทีมบริหารทีมเดียวกัน เพื่อความคุณภาพในภาพยนตร์ ขจัดการเรียกรับผลประโยชน์เกินควรในวงการนี้ ปราบปรามผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ และเพิ่มงบประมาณสนับสนุน ทุนสร้างภาพยนตร์ จัดตั้งระบบไฟแนนซ์  เพื่อให้โอกาสผู้มีทุนน้อยในการสร้างภาพยนตร์ และพัฒนาบุคลากร

ส่วน อนุสรณ์ สร้อยสนิม จากพรรคสามัญชน กล่าวว่า หากมีโอกาสจะร่วมพัฒนาวงการภาพยนตร์ 1อยากให้สถานที่ราชการเแดถ่ายทำภาพยนตร์โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ไม่มีการเรียกเก็ยค่ายใช้จ่ายแบบ’ใต้โต๊ะ’

2.รัฐบาลต้องสนับสนุนคนทำภาพยนตร์รุ่นใหม่ และอยากให้รัฐบาลสนับสนุนภาพยนตร์ทุกประเภทเท่าเทียมกัน

Advertisement

3.ให้การคุ้มครอง และสวัสดิการผู้ทำงานด้านภาพยนตร์ทุกคน ทั้งที่ไม่มีสังกัดเทียบเท่ากับบุคลากรในอาชีพอื่น

4. ไม่ควรคิดรายได้ภาพยนตร์แค่จังหวัดใหญ่ๆ ควรคิดเป็นค่าเฉลี่ยทั้งประเทศ

5. ยกเลิกการแบนภาพยนตร์ คนไทยควรได้ชมภาพยนตร์หวามหวิวของคนไทย และหากภาพยนตร์เรื่องไหนได้เรตติ้ง 18+ ควรระบุให้ชัดเจนว่า เพราะอะไรภาพยนตร์เรื่องนั้นจึงได้เรตติ้งดังกล่าว

6.ผลักดันภาพยนตร์เป็นสินค้าส่งออกของประเทศไทย

7. ควรมีเทศกาลภาพยนตร์เป็นของตัวเอง

8. ลดภาษีภาพยตร์ที่นำเข้าจากต่างประเทศ

9. ควรมีการแลกเปลี่ยนความรู้ ระหว่างองค์กรที่สอนเรื่องภาพยนตร์

ส่วน เถกิง สมทรัพย์ จากพรรครวมพลังประชาชาติไทย กล่าวว่า อยากให้มีการจัดตั้งองค์กรมหาชนให้บุคคลในวงการภาพยนตร์ดูแล จัดสรรมอบอำนาจ ผู้บริหาร จัดการ ในองค์กรต้องมีอำนาจในการดูแล ทั้งผลประโยชน์ และปัญหา กันเอง ตนมองว่าหลังการเลือกตั้ง ภาพยนตร์ไทยจะมีอนาคตที่รุ่งโรจน์  สิ่งที่สำคัญคือการโฟกัสผู้ชมภาพยนตร์ที่อยู่ต่างจังหวัด และควรเพิ่มสัดส่วนโรงภาพยนตร์ในต่างจังหวัดให้มากขึ้นกว่านี้ หากมีโอกาสอยากจัดตั้งคณะทำงานขึ้นในวงการภาพยนตร์  ที่ต้องโปร่งใส และตรวจสอบได้ อีกทั้งคาดหวังว่าองค์กรดังกล่าวจะเป็นองค์กรที่มีเวลาการทำงานยืนยาวไม่ว่าจะจะอยู่ในรัฐบาลใดก็ตาม

ขณะเดียวกัน รัฐชมทรัพย์ นิชิด้า จากพรรคชาติไทยพัฒนากล่าวว่า อนาคตภาพยนตร์ไทยหลังการเลือกตั้งควรสร้างคนรุ่นใหม่มารองรับงานด้านความคิดสร้างสรรค์ พัฒนางานเขียนบทภาพยนตร์  ทางพรรคชาติไทยพัฒนาจะไม่เข้าไปกำหนดแนวทาง แต่จะให้คนรุ่นใหม่เป็นผู้กำหนดอนาคตวงการภาพยนตร์ไทยด้วยตัวเอง  ทั้่งนี้ตนมองว่าการสนับสนุน ของรัฐบาลควรสนับสนุนอย่างมีเหตุผล และควรผลักดันให้  พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์  มีความชัดเจน ควรตั้งจัดองค์กรมหาชนให้คนรุ่นใหม่ในวงการภาพยนตร์ร่วมกันดูแล ควรพัฒนาบุคลากรทางภาพยนตร์ให้มีคุณภาพ สนับสนุนการทำให้เกิดนิมิตรหมายในการสร้างภาพยนตร์ ควรทำให้ภาพยนตร์เป็นพื้นที่โฆษณาวัฒนธรรมของประเทศ นี่คือสิ่งที่ตนและพรรคจะผลักดันคนรุ่นใหม่

ส่วน ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ กล่าวว่า จะปลูกฝังรากฐานของผู้ชม ให้มีเปิดกว้างในการรับชมภาพยนตร์มากยิ่งขึ้น ไม่ปิดกั้นจินตนาการ และการเรียนรู้  ทำให้รากฐานของผู้ชมมีความแข็งแรงและหลากหลาย

“เรามีหนังแปลก  ไม่มีใครดู เพราะว่าคนดู ไม่ได้โทษคนดู โทษพื้นฐานการศึกษาไทย ไม่เคยสอนให้เราใช้จินตนาการอย่างเต็มที่ เรามักถูกตัดตอนตอนเรียน เรียนเราวิชาศิลปะ

ไม่เคยให้ดูหนังแล้ววิจารณ์ว่ามีความคิดแบบไหน ซึ่งเราจะผลักดันตรงนี้ เพราะคือรากฐานแรกของผู้ชมภาพยนตร์ ”

ทั้งนี้ ตนตั้งใจส่งเสริมวงการภาพยนตร์แบบครบวงจร ส่งเสริมให้มีการรับชมภาพยนตร์ในวงกว้าง ตนอยากสร้างโรงภาพยนตร์ในชุมชน และโรงภาพยนตร์ในมหาวิทยาลัย ให้นักศึกษามหาวิทยาลัยมีสิทธิ์นำเสนอภาพยนตร์ตนเองให้ผู้ชมอื่นได้รับชม พัฒนาบุคลากรเข้าสู่ระบบธุรกิจสากล

“อยากแบ่งพื้นที่ภาพยนตร์ไปที่ชุมชน คนทำภาพยนตร์จะได้ไม่ตาย มีพื้นที่ในการฉายภาพยนตร์มากขึ้น ”

ส่วนธนพร ศรียากูล พรรคคนธรรมดา กล่าวว่า ตั้งใจผลักดันพลังของคนในแวดวงอุตสหากรรม รวมตัวเป็นสหภาพแรงงาน คำสร้างภาพยนตร์ รวมตัวกันเป็นสมาคม  ส่วนการจัดเก็บภาษีคนทำภาพยนตร์จะจัดสรรปันส่วนความตามเหมาะสม

ส่วน ฟิล์ม รัฐภูมิ โตคงทรัพย์ จากพรรคพลังท้องถิ่นไท กล่าวว่าคนทำภาพยนตร์ต้องพัฒนาตัวเองมากขึ้น ให้สามารถส่งออกภาพยนตร์เป็นวัฒนธรรมไทย จึงตั้งใจจะส่งเสริมบุคลากรทางบทภาพยนตร์ให้มากขึ้น

“หนังไทย ถ้าทำจริงชนะทั้งโลก สำหรับต่างประเทศ รัฐบาลมีส่วนรวมกับอุตสาหกรรมวงการภาพยนตร์ เนื่องจากสามารถสร้างรายได้จำนวนมากเข้าประเทศ”
ในอนาคตควรจัดเป็นงานแฟร์ ใครมีไอเดียและศักยภาพทางรัฐบาลควรให้ความร่วมมือ อีกทั้งรัฐบาลควรมีโรงภาพยนตร์มากกว่านายทุนเอกชน เพื่อป้องกันไม่ให้ราคาขายบัตรเข้าชมภาพยนตร์สูงจนเกินไป  ควรสนับสนุนให้ผู้มีรายได้น้อยเข้าชมภาพยนตร์

“หากมีโอกาส อยากทำมีแอพพลิเคชั่น ขายหนัง คืนกำไร”

ส่วน มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่
“ไม่อยากให้ภาพยนตร์ไทย ตายไป ไม่อยากเห็นภาพยนตร์ไทยหมดโอกาสในตลาดไทยและตลาดโลก”

ตนมีนโยบายสร้างอาชีพให้คนรุ่นใหม่ในกวงการภาพยนตร์ สู่วงการภาพยนตร์โลก

“เชื่อว่าศัยภาพที่คนไทยทำได้ แค่รัฐบาลยังไม่เปิดตลาดหนังไทยสู่ตลาดโลก”

ภาพยนตร์ไทยต้องแบ่งโรงฉายกับภาพยนตร์ต่างประเทศ 50% ฝากไปถึงผู้ครองตลาด ลดให้ภาพยนตร์ไทย 25%