เรื่องจริงไม่น่าเชื่อ ของใบเฟิร์น พิมพ์ชนก ‘อีโง่’ ผู้น่ารัก

ต้องบอกว่าบทสนทนากับใบเฟิร์น พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์ ครั้งนี้ มีหลายอารมณ์ ทั้งที่จริงจัง เมื่อคุยเรื่องงานอันเป็นสิ่งที่รัก และตั้งใจจะทำให้ดี เพื่อเป้าหมาย “อยากเป็นนักแสดงที่เก่ง ทุกคนรัก และอยากร่วมงานด้วย” ทุกๆวันจึงตั้งใจทำการบ้าน อ่านบทแล้วอ่านบทอีกเพื่อตีความ เข้าเวิร์คช็อปเพื่อพัฒนาความสามารถเมื่อโอกาสอำนวย รวมถึงรักษาระเบียบวินัยในการทำงาน

เรื่องความไม่มั่นใจในตัวเองซึ่งมีสาเหตุ ที่พูดแล้วน้ำตาก็ร่วง

รวมไปถึงอีกต่างๆนานา ที่หลายเรื่องฟังแล้วอดขำไม่ได้จริงๆ

….

“คนชอบหาว่าดูหวาน น่าจะเรียบร้อย ใสๆ แบ๊วๆ” เธอเริ่มต้นด้วยการเล่าถึงตัวเองจากสิ่งที่ได้ยิน

ซึ่ง “ไม่เลย” คือคำปฏิเสธชัด

“เป็นคนห้วนๆ มึงมาพาโวยประมาณนึง เฮฮา ตรงไปตรงมา และแคร์คนอื่นมาก”

ฟังแล้ว เราพยักหน้าเพื่อแสดงความหมายผ่านร่างกายว่า ‘รับรู้’ ต่างจาก ศุภรดา สุนทรเนตร ผู้จัดการส่วนตัวของเธอ ที่แม้จะออกอาการเดียวกัน แต่นั่นเพื่อยืนยันว่าที่ใบเฟิร์นพูดเป็นเรื่องจริง

“เขาจะรู้สึกแย่กับเราไหมนะ หรือจะรู้สึกแย่กับตัวเองไหม ถ้าเราทำอย่างนั้นอย่างนี้” คือสิ่งที่คิดอยู่เสมอ

ทั้งยังบอกด้วยว่า สำหรับเธอแล้วการตื่นเช้าขึ้นมาแล้วมีงานแสดงรออยู่ คือเรื่องที่ดีที่สุดของชีวิต ด้วยเหตุนี้จึงรับ รับและรับงานแสดงตลอด

“ทำทุกวันค่ะ” บอกด้วยเสียงใส

ก่อนจะพบเสียงแทรก “วันละหลายที่ เป็นเวลา 2 ปีแล้ว” จากศุภรดา ที่พอได้ยิน คนขยันก็ออกตัว “ดีกว่าตอนไม่มีงานน่า”

“คือไม่ได้รู้สึกว่าออกมาทำงานขนาดนั้นนะ ส่วนใหญ่ตอนมากอง สนุกมากอ่ะ ชอบที่จะไป”

ดังนั้นในบางครั้งที่เกิดเหตุสุดวิสัย ทำให้ว่าง 2-3 วัน เอาละสิ , จะใช้ชีวิตยังไงดี คิดแล้วคิดอีก ทำโน่นก็แล้ว ทำนั่นก็แล้ว ยังไม่หมดวันสักที สุดท้ายจึงตัดสินใจโทรหาผู้จัดการ ถามว่าเวลาอย่างนี้คนอื่นเขามักทำอะไร
จะบอกให้นอนพัก ใบเฟิร์นก็ไม่นอนกลางวัน ไปห้าง นั่นก็ไม่ชอบอีก-ผู้จัดการเล่า

ดูซีรี่ย์สิ เราแนะมั่ง ซึ่ง “ก็ดู” เธอบอก ก่อนถาม “แล้วยังไงต่อ”

“จนคนนี้ (ชี้ไปที่ผู้จัดการ) ทนไม่ไหว บอกออกไปยืนตากแดด ให้แดดเผาไป เลิกโทรหาฉันสักที” นี่ใบเฟิร์นแฉ

“เศร้าชิปเป๋ง เหมือนเชื้อโรคเลย”

เจออย่างนี้ คนถูกพาดพิงจึงใช้สิทธิชี้แจง บอกด้วยหน้าที่ซึ่งต้องดูแล เริ่มแต่เช้าที่ต้องขับรถไปส่งกองถ่าย แล้วยาวไปจนดึกดื่น และด้วยพื้นฐานการเป็นเพื่อนสนิทมานาน 7 ปี จึงตกลงกันว่าน่าจะสะดวกกว่าถ้านอนด้วยกัน เธอจึงสิงอยู่ที่บ้านใบเฟิร์นเป็นหลัก

“แล้วเขาตื่นเช้ามาก 8 โมงก็เอาแล้ว วางแก้วอะไรก็เสียงดัง หรือบางทีเราแค่ลุกมาเข้าห้องน้ำ ยังไม่ตื่นนะ นางก็บอกซื้อกาแฟมาให้ละ”

ซึ่งทั้งหมดน่ะ ใบเฟิร์นสารภาพว่าเป็นความตั้งใจที่จะปลุก “หนูเหงา” สาวเจ้าลากเสียง

พอมีวันว่างดังว่าผู้จัดการเลยถือโอกาสลากลับบ้าน ตั้งใจจะนอนให้ฉ่ำ แต่ก็ยังมีโทรศัพท์มากวนใจ สุดท้ายเลยไล่ให้ไปยืนตากแดดนั่นละ

555555

….

“ข้อเสียของเฟิร์นคือเป็นคนแพนิคมาก ขี้กังวล ขาดความมั่นใจ รู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า ไม่ดีพอสำหรับอะไรทั้งนั้น” ทั้งๆที่เพิ่งผ่านเสียงหัวเราะไปหยกๆ หากทันทีที่พูดถึงเรื่องนี้เสียงของใบเฟิร์นก็เครือจนฟังได้ชัด

ความคิดนี้มีที่มาจากไหน เธอเองก็ไม่รู้

“อาจจะหาสาเหตุไม่เจอ 100 % แต่มีความไม่มั่นใจมาตั้งแต่เด็กแล้ว เคยได้ยินคำพูดที่ว่าคนอย่างเธอไม่สวยพอจะเป็นนางเอก ในสังคมบูลลี่ แบบถ้าเธอไม่มีของสิ่งนี้  ถ้าไม่แต่งตัวเป็น  ไม่แฟชั่นนิสต้า เธอไม่เหมาะ”

คนที่พูดเป็นใคร ใบเฟิร์นไม่ขอระบุ บอกก็แค่ตอนที่ได้ยินนั้น เธอเข้าวงการและเป็นนางเอกแล้ว

“เราเป็นคนคุยง่าย เขาคงเข้ามาด้วยความหวังดี แต่ความหวังดีบางทีมันก็เปลี่ยนทัศนคติ เปลี่ยนความมั่นใจที่เรามีกับตัวเอง”

คนหวังดีอะไรจะพูดแบบนั้น เราตั้งข้อสงสัย แต่กระนั้นใบเฟิร์นยังยืนยัน “เขาอาจจะเชื่อแบบนั้นจริงๆก็ได้นะ ว่าแบบนี้มันจะดีกับเรา”

พูดแล้วน้ำตาของคนเล่าก็ไหล

ก่อนแจงความรู้สึกบอก ถึงตอนนี้จะรู้สึกมั่นใจและเชื่อในศักยภาพว่าสามารถเป็นนางเอกได้ “แต่มันเหมือนเป็นปมไปแล้ว ว่าฉันไม่ใช่คนสวย”

“แต่มันก็ดีนะ เพราะทำให้เราไปโฟกัสเรื่องอื่นแทน ในเมื่อไม่สวย ก็ไม่ต้องห่วงอยู่แล้ว เล่นเต็มที่ไป”

ฟังนักแสดงของตัวเปิดใจ แล้วผู้จัดการก็เสริม “เขาเป็นคนโลกสวย ไม่มีใครไม่ดีเลย” ด้วยเหตุนี้จึง “โดนหลอกบ่อย บ่อยมาก” ซึ่งพอได้ยินอย่างนั้นใบเฟิร์นก็มองค้อน แล้วว่า “อย่าขี้ฟ้องน่ะ”

แต่แน่ละมาถึงตรงนี้ มีหรือเราจะไม่ถาม อะไรคือโดนหลอก โดนหลอกอะไร?

แล้วก็ได้ตัวอย่างแบบเห็นภาพ ว่าถ้ามีคนคุ้นเคยบอกว่าอยากได้อะไร ชอบของชิ้นไหน “ก็จะคิดว่าถ้าเขาได้ เขาต้องมีความสุขแน่ๆ” ว่าแล้วก็ซื้อ

ก่อนจะมาตระหนักภายหลังว่า สำหรับ ‘บางคน’ นั่นคือวิธีการได้ของโดยไม่ต้องลงทุน แค่อาศัยความรู้สึกดีๆของเธอเป็นสะพาน ก็เท่านั้น

เรื่องเหล่านี้ศุภรดาบอกว่า เธอและเพื่อนคนอื่นๆเคยเตือนแล้ว หากไม่ได้ผล อาจเพราะใบเฟิร์นเติบโตมาท่ามกลางคนรอบข้างที่รักและคอยดูแล “เขาเลยไม่เจออะไร ก่อนเรื่องแย่ๆจะมาถึงเขา คนอื่นก็ตัดไว้หมดแล้ว”

โลกของใบเฟิร์นจึงสวย และทุกคนจึงเป็นคนดีไปหมด

เรื่องนี้ใบเฟิร์นก็ยอมรับ

“เมื่อก่อนเคยคิดว่าฉันดูแลตัวเองจ้า ฉันโตแล้วจ้า พวกเธอมองโลกในแง่ร้าย ความคิดพวกเธอทำให้พวกเธอไม่มีความสุข ทำไมชอบคิดถึงคนอื่นในแง่ไม่ดี”

“แล้วจะชอบหาเหตุผลที่เป็นข้ออ้างให้คนอื่น เขาอาจไม่ได้เป็นแบบนี้ แต่เพราะเจอสิ่งนี้มา เหมือนวิเคราะห์ตัวละครน่ะ เขาไม่ได้จะหลอกเราหรอก แต่เขาอาจจะโตมาลำบากมั๊ง ที่บ้านอาจให้เงินไม่พอ เลยมาเอาเงินเรา แต่ความเป็นจริงคือเขาอาจจะมีเงินพอ แต่เขาชอบเงินเรา”

แม้จะเป็นเรื่องควรเศร้า แต่ฟังเหตุผลที่ยกมาอ้าง พร้อมท่าทีแสนชิลล์ขณะบรรยาย บรรยากาศก็ดูผ่อนคลาย
แถมพอเราบอกไปว่า โห , ชีวิตแย่อ่ะ

เธอยังเถียง “ไม่แย่” แบบเสียงสูง

ก่อนบอก “ตอนให้รู้สึกมีความสุข อบอุ่น”

โอยยยย อดหัวเราะไม่ไหวจริงๆ

“เพื่อนเรียกอีโง่อ่ะทุกวันนี้ อีโง่ มึงโง่ อยู่อย่างนี้ทั้งวัน” แน่นอน นี่คือเสียงแทรกจากคนที่คุณคงรู้ว่าใคร

ใบเฟิร์นยังว่า ที่ผ่านมาเคยถูกเพื่อนซึ่งควบตำแหน่งผู้จัดการคนนี้ละถามว่า หากในอนาคตแต่งงานไป โดยบ้านที่อยู่ด้วยกันเธอเป็นคนซื้อ แล้วเกิดต้องหย่า จะทำยังไงกับบ้านหลังนั้น ครั้นตอบไปว่าก็ต้องแบ่งให้เขาอยู่สิ เพราะไม่อย่างนั้นเขาจะไปอยู่ที่ไหน ฟังแล้วเพื่อนก็ลงไปนอนดิ้น พร้อมโวยวายอยู่กับพื้น

ช่างน่าอิจฉาชายผู้โชคดีคนนั้น

ถามไปว่าทำไมไม่เปลี่ยนตัวเอง

“มันเปลี่ยนไม่ได้” ใบเฟิร์นตอบมาทันที

“ไม่รู้จะเริ่มคิดจากตรงไหนก่อน มีคนบอกหัดมองโลกในแง่ร้ายสักทีได้ไหม” เล่าแบบเลียนเสียงหงุดหงิดๆของคนบอก

ก่อนเปลี่ยนโทนเป็นเสียงอ่อน ถ่ายทอดบรรยากาศการตอบคำถามว่า “ใจเย็นๆ ไม่ได้จะเถียง ไม่ได้จะไม่ทำ แต่ทำยังไง แล้วเขาสอนว่าไงรู้ป่ะ สมมติเห็นใครสักคน ขวาสุดเห็นอะไร มองลึกๆแล้วคิดสิว่าซ้ายสุดเป็นอะไรได้บ้าง เราก็ยังไม่รู้จะเริ่มตรงไหน ไม่ใช่ไม่อยากคิด อยากระวังตัวเหมือนกัน แต่ไม่รู้จะเริ่มจากอะไร”

“โง่ก็ได้ ยอมรับ”

ใบเฟิร์นบอกอีกว่าเธอเป็นคนมีความสุขกับชีวิตวันนี้ “ไม่ใช่คนที่คาดหวังอะไรไกลๆ รู้แค่พรุ่งนี้ออกกอง อยากเล่นซีนไหน ซีนไหนกังวล มีแค่นี้เองต่อวัน แล้วทำการบ้านของพรุ่งนี้ วันที่ 3 ก็ไม่รู้แล้วว่าต้องไปไหน”

อย่างนั้นถ้าหากวันนี้ไม่ได้เป็นนักแสดง จะทำอะไร?

ฟังแล้ว เธอก็ยิ้ม ก่อนตอบ “เป็นคนทำอย่างอื่นไม่ได้ดีสักอย่าง พี่เฟิร์นเคยบอกว่าถ้าหากวงการบันเทิงล่มสลาย ก็ช่วยตายไปเลยแล้วกัน ทำอะไรไม่เป็น ร้องเพลงไม่ได้ บริหารจัดการก็ไม่ได้ ทุกวันนี้ยังหลงทางกลับบ้านตัวเอง เหมือนเซลล์สมองหายไปส่วนหนึ่ง ถ้ากูเกิล แมพ ดับ พอเลี้ยวออกจากคอนโดปุ๊บ จะบังคับเลี้ยวซ้าย เราก็จะขับวนไปเรื่อยๆ”

อ้อ,อย่านึกว่าที่เป็นเช่นนี้เพราะทางบ้านไม่เคยปล่อยให้ไปไหนมาไหน ด้วยอันที่จริง “ปล่อยตลอดเลยค่ะ ก็หลงตั้งแต่เด็กจนทุกวันนี้ เสมอต้นเสมอปลาย”

แล้วถ้าแค่ในรัศมี 1 กิโลเมตรใกล้บ้าน?

“หลงค่ะ ชอบนึกไม่ออก ใช่ซอยนี้หรือเปล่านะ ซอยนี้เหมือนจะใช่ แต่ซอยนั้นก็น่าจะใช่เหมือนกัน”

หันไปถามคนเป็นผู้จัดการว่าหากให้พูดถึงใบเฟิร์นสักนิด จะพูดว่ายังไง คำตอบที่ได้มาแบบทันควันคือ “โง่” จากศุภรดา และ “ว่าแล้ว” จากใบเฟิร์น

จากนั้นศุภรดาก็เข้าสู่โหมดจริงจัง โดยว่า “เขาเป็นคนมีความรับผิดชอบมาก เราไม่เคยเครียด เรื่องงาน ไม่เคยห่วง ห่วงเรื่องชีวิตมากกว่า เป็นคนไม่มีอะไรไม่ดี คิดถึงคนอื่นมาก เทคแคร์คนอื่นตลอด จนต้องบอกไปว่าให้รักตัวเองก่อน ถึงจะรักคนอื่นได้ดี”

ทั้งหมดนั้นใบเฟิร์นบอก เธอฟังเข้าใจ แต่ทำไม่ได้

“ฟังแล้วมันดี แต่เริ่มต้นอ่ะ ทำยังไง”

“โดนบูลลี่มาเยอะไง เลยไม่อยากให้ใครเจ็บช้ำ จึงชอบคิดแทนความรู้สึกคนอื่น”

ส่วนเมื่อขอให้ใบเฟิร์นพูดถึงตัวเอง เธอก็ว่า “อย่าเชื่อสิ่งที่เห็น อย่าดูลักษณะหน้ากับผม เขาชอบคิดว่าเฟิร์นหน้าหวาน ให้คิดไปในทางตรงกันข้าม อย่างซ้ายสุดกับขวาสุดเป็นยังไง”

นางน่ารักเนอะ-ว่าไหม?

 

บทความก่อนหน้านี้กรมสรรพากรจับมือกรมบังคับคดีเชื่อมระบบพิทักษ์ทรัพย์-ล้มละลาย
บทความถัดไปคอลัมน์ แกะรอยต่างแดน : ท่าอากาศยาน”จูเอิล ชางงี” ความงดงามแห่งการเดินทาง