ริท เดอะ สตาร์ กับโชคชะตา ฟ้าลิขิต และความรักที่ไม่จำเป็นต้องแก่งแย่ง

28.03.19 | 13:27 น.

“ปกติคนที่สมหวังในความรักจะเรียกว่าเนื้อคู่ แต่นี่เป็นเนื้อคี่” นี่คือคำอธิบายจาก ริท เดอะสตาร์ หรือว่า นพ.เรืองฤทธิ์ ศิริพานิช ถึงหนังเรื่อง “สิ้น 3 ต่อน” ที่เขาเป็นหนึ่งในนักแสดงนำ

เป็นหนึ่งในจำนวนชิ้นเนื้อเหล่านั้น

เป็น “จิหล่อ” เจ้าของร้าน

อาหารเล็กๆ มี “สิโห” เป็นเพื่อนซี้ ก่อนที่จะมารู้ภายหลังว่า ความสัมพันธ์ถูกแทรกแซงจากรักสามเส้า ด้วยเขาทั้งคู่ต่างหลงรัก “ผิผ่วน”

เช่นเดียวกัน

Advertisement

หากกระนั้นเรื่องก็ไม่ออกแนวเศร้า ด้วยโทนถูกวางไว้ให้เป็นหนังโรแมนติกคอมเมดี้

ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากเนื้อเรื่อง และจากทีมงานซึ่งเป็นทีมเดียวกับเรื่อง “ส่มภัคเสียน” ที่ โตโน่ ภาคิน คำวิลัยศักดิ์ พี่คนสนิทเคยเล่นแล้วประสบความสำเร็จดี อีกทั้งบุคลิกตัวละครที่จะออกแนวสบายๆ เฮฮา ไม่ดราม่า ซึ่งตรงกับตัวจริง ซึ่งไม่ค่อยซีเรียส ริทเลยตอบรับ ตอนได้รับการติดต่อแบบไม่ต้องคิดมาก แม้จะแอบๆ กลัวการแสดงภาพยนตร์ ซึ่งเป็นศาสตร์ที่แตกต่างจากละคร หรือ

ซิทคอมที่เคยเล่นมาก็เถอะ

ริทซึ่งให้คะแนนตัวเองเต็ม 10 ในแง่ความตั้งใจและทุ่มเทบอกด้วยว่า นอกจากความสนุกสนานเฮฮาที่จะได้รับแน่ๆ จากเรื่องนี้ ที่คนดูจะได้รับไปอีกอย่างก็คือเรื่องของคำว่า “เพื่อน”

ด้วยทันทีที่ผู้ชาย 2 คนซึ่งสนิทกันถึงขั้น “ปรึกษาหารือกันเรื่องผู้หญิงของเราเป็นอย่างนี้ ผู้หญิงของเราเป็นอย่างนั้น” ก่อนความจริงจะปรากฏว่า “เป็นผู้หญิงคนเดียวกันที่จีบอยู่” แถมเธอคนนั้นก็ “ไม่ได้โฟกัสใครคนใดคนหนึ่ง เหมือนอยากเก็บเธอไว้ทั้ง 2 คน” ความขุ่นข้องระหว่างกันก็เกิดขึ้น

“แต่สุดท้าย เพื่อนยังไงก็คือเพื่อนอยู่ดี”

เอ, แล้วถ้าเกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้นจริงในชีวิตล่ะ?

คำตอบแบบไม่ต้องเสียเวลาคิดจากริทคือ “ถ้าเป็นริทในชีวิตจริง ริทจะตัดสินใจไม่เหมือนตั้งแต่ขั้นตอนแรก”

นั่นคือ ถ้ารู้ว่าตั้งแต่ตอนเริ่มต้นว่ากำลังโฟกัสคนคนเดียวกันกับเพื่อน ก็จะเปิดใจคุย “แล้วริทอาจจะเป็นคนถอย หลีกทางให้เขาเลย”

“ไม่สู้คนครับ” ริทให้เหตุผล

อีกอย่าง “ความรักก็ไม่ใช่ไพออริตี้แรกในชีวิตสำหรับริท ถ้าเป็นเรื่องนี้ก็ไม่มีความจำเป็นต้องแก่งแย่ง ทะเลาะกัน”

“สำหรับริท ความรักไม่จำเป็นต้องเป็นที่หนึ่งเสมอไป”

ด้วยเรื่องที่ยึดครองพื้นที่ในใจมากที่สุด เป็นเรื่องของงานและความรับผิดชอบ

“สำหรับริท ถ้าจะโฟกัสเรื่องความรัก ก็มีความสามารถที่จะหาได้ แต่ขอทำงานก่อน รับผิดชอบในสิ่งที่ต้องทำก่อน ถ้าไม่เอางานหรือความรับผิดชอบเป็นหลัก ป่านนี้ริทเฉไปทางไหนแล้วก็ไม่รู้ เพราะว่าริทต้องเรียนไปด้วย ทำงานไปด้วยตั้งแต่อายุน้อยๆ ซึ่งถ้าเราเลือกอย่างอื่นเป็นอย่างแรกในชีวิต เช่น ไปเที่ยว ติดแฟน คงอาจจะดำเนินมาไม่ถึง”

ไม่ถึงวันที่งานในวงการบันเทิงที่เริ่มต้นตอนอายุ 19 ก็ยังไปได้ดี และแม้จะต้องดร็อปเรียนแพทย์ไป 2 ปี ตอนที่งานฮอตแต่ก็สามารถกลับไปเรียนต่อจนจบ และสามารถทำงานเป็นหมอควบคู่ ณ ปัจจุบัน

“เรื่องรัก เดี๋ยววันหนึ่งก็มีมาเอง” เขาว่า

“สำหรับริทคิดว่ามันยังไม่ถึงเวลาด้วยซ้ำ เพราะตอนนี้ริทยังก่อร่างสร้างตัวอยู่ คนข้างนอกอาจจะมองว่าริทมีเงิน มีรายได้แล้ว สำหรับริทคิดว่ายังไม่มีอะไรมั่นคงในชีวิตเลย”

แม้จะมีการซื้อบ้านราคา 30 ล้านบาทไปแล้วน่ะนะ เราถาม

ฟังแล้วริทยิ้ม พร้อมยอมรับว่าแม้นั่นจะเป็นเรื่องจริง แต่เขายังไม่มีธุรกิจหรือการงานอื่นที่เป็นรากฐานมั่นคง

“งานในวงการบันเทิงนับเป็นอาชีพเสริม เพราะอาชีพหลักของริทคือหมอ ด้านหมอริทยังไม่ได้ลงหลักปักฐาน ยังเป็นนักเรียนคนหนึ่ง ยังเรียนต่ออยู่”

รอให้สามารถใช้ความรู้ด้านหมอผิวหนังและความงามทำงานและไปได้ดีระยะหนึ่งก่อนนั่นแหละ ถึงจะค่อยคิดเรื่องอื่นๆ ตามมา

ริทที่ทำงานหนักมานานนับ 10 ปี ตั้งแต่ช่วงแรกที่งานถาโถมตอนเป็นเดอะ สตาร์ ใหม่ๆ จนตัดสินใจดร็อปการเรียนชั่วคราว แล้วยาวไปจนถึงตอนตัดสินใจกลับไปเรียนแพทย์ที่ ม.ขอนแก่นต่อ แต่ก็ต้องบินมากรุงเทพฯ ทุกเสาร์-อาทิตย์ เพื่อทำงาน บอกว่าเขาก็เคยถามตัวเองเหมือนกัน ว่าทำไมต้องทำงานขนาดนี้

“เพราะจริงๆ อาชีพหมอ ถ้าเดินไปดีๆ ก็มั่นคงอยู่แล้ว แต่ริทให้คำตอบตัวเองว่า โชคชะตาลิขิตมาแล้ว พาเรามาทางนี้แล้ว แล้วการเข้ามาอยู่ในวงการบันเทิงซึ่งเป็นความสุขของเราอีกด้านก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ริทไม่ได้เข้ามาด้วยความสามารถที่เพียบพร้อมแบบคนอื่น แต่เข้ามาด้วยความฟลุคหรืออะไรก็ไม่รู้”

และเมื่อโชคชะตาพามา ก็ไม่อยากทิ้งให้เสียเปล่า

“ริทเลยเลือกที่จะประคองไว้”

แล้วทำให้ดีที่สุด-จนถึงเมื่อไหรก็เมื่อนั้น

ตามแต่โชคชะตาจะกำหนด