หนังซอมบี้ผีดิบไล่กัดคน ไม่ได้มีแต่ในหนังฝรั่ง หรือหนังไทยที่อาละวาดย้อนไปถึงสมัยอยุธยา วันนี้ยังคืนชีพขึ้นมาในสมัยโชซอนของเกาหลีอีกด้วย
หนังชุดที่ออกอากาศมาตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา และจบภาคแรกภายใน 6 ตอนเรื่องนี้ ที่จริงความระทึกก็ไม่หนีคนตายไล่กัดคนเป็นเหมือนเรื่องทำนองเดียวกันอื่นๆ แต่เป็นที่กล่าวขวัญกันได้ นอกเหนือจากบทที่กระชับเพราะจำนวนตอนน้อย ต้องเดินเรื่องฉับไวแล้ว ผลงานสร้างยังละเอียดลออ แค่ผีดิบนับร้อยวิ่งไล่กัดคน หรือคนนับร้อยอพยพหนีผีดิบ ก็ควบคุมภาพและการแสดงกันเหนื่อยแล้ว
แต่ยิ่งเป็นหนังเรื่องที่ 2 ของ เน็ตฟลิกซ์ ความถี่ถ้วนของงานสร้างยิ่งตกหล่นไม่ได้ง่ายๆ
ฉากที่จำเพาะเจาะจงเพื่อให้ได้ภาพที่สวยงามติดตา ของสถานที่ที่เป็นเมือง วัง หรือในหมู่บ้านชนบทอนาถา ทำได้สมจริงสมจังมาตรฐานเดียวกับหนังชุดเกาหลีทั่วๆ ไป เครื่องแต่งกายที่นานไป
ผู้ชมสามารถแยกแยะได้ว่าไหนเป็นชาววัง ไหนเป็นขุนนางข้าราชการ และไหนเป็นคนชั้นสูงชั้นต่ำก็ประณีต
เมื่อบวกกับการแสดงของตัวละครซึ่งคัดความเหมาะสมตามบทมา ไม่ได้เพ่งเฉพาะหน้าตาหล่อสวย อันอยู่ในระดับสากลแล้ว จึงทำให้ผู้ชมใช้เวลากับหนังชุดนี้ได้รวดเดียวจบ 6 ตอนกันเป็นส่วนใหญ่ แถมโอดครวญตามหลังกันอึกทึกว่า ต้องรออีกปีหรือถึงจะได้ดูภาค 2

ทั้งนี้ เมื่อความเร้าใจรู้อยู่แล้วว่า เป็นเรื่องผีดิบไล่กัดคนจะสร้างเรื่องอย่างไรให้อุ้มความเร้าใจนั้นไว้ชนิดดึงดูดผู้ชมให้ติดตามได้ ไม่ใช่แค่คนวิ่งหนีปอบลงโอ่ง ประเด็นนี้ไม่เป็นปัญหาแต่แรก เพราะนำต้นเค้ามาจากการ์ตูนเรื่องดัง “เดอะ แลนด์ ออฟ เดอะ ก้อดส์” ของ คิมอึนฮี วาดภาพโดย หยางเกียงอิล แถมคนเขียนเรื่องมาทำบทเองอีก จึงประกันความตื่นเต้นได้เน้นๆ ตั้งแต่ฉากแรกทีเดียว ถึงบางคนจะคาดเดาได้ก็เถอะ แต่ยังระทึกอยู่ดี
ส่วนผู้กำกับ คิมซึงออน นั้น เคยเขียนบทควบคู่กับงานกำกับหนังใหญ่มาก่อน และได้รับรางวัลจากงานประกวดหนังมาแล้วทั้ง 2 ประเภท โดยเฉพาะ “อะ ฮาร์ด เดย์” ในปี 2547 และยังมีหนังที่ผู้ชมจำได้อีกเรื่องคือ “เดอะ ทันเนล” ในปี 2549 ซึ่งทำหน้าที่ทั้ง 2 อย่างดังกล่าวทั้ง 2 เรื่อง
นี่เป็นการกำกับหนังชุดเรื่องแรก จึงไม่น่าแปลกใจที่หากดูๆ ไปแล้ว เห็นฉากเห็นมุมภาพชวนให้รู้สึกเหมือนกำลังดูหนังใหญ่อยู่สักเรื่อง
เมื่อย้อนกลับไปยุคโชซอนซึ่งมีอายุยาวนานกว่า 600 ปี ความสนุกของหนังชุดย้อนยุคเกาหลีส่วนหนึ่งก็คือสร้างภาพการช่วงชิงอำนาจราชบัลลังก์ อยู่ๆ ก็มีข่าวเล็ดลอดออกมาว่าพระราชาสิ้นพระชนม์ เป็นเวลาสิบวันที่ขุนนางและข้าราชบริพารไม่ได้พบพระพักตร์ แม้แต่เจ้าชายรัชทายาท ยกเว้นพระมเหสีสาวที่กำลังตั้งท้อง ซึ่งเป็นธิดาของอัครมหาเสนาบดี ขณะเดียวกันก็เกิดโรคระบาดน่าสะพรึงกลัว จนหมอหลวงที่ถวายการรักษากลับสำนักแล้วยังไม่ได้สติ

ระหว่างนั้นองค์ชายรัชทายาทซึ่งถูกกีดกันมิให้เข้าพบพระราชบิดา ก็พัวพันกับข่าวกบฏที่นักศึกษาปัญญาชนถูกเสนาบดีใหญ่กวาดล้าง จนต้องหนี
จากนั้นเรื่องจึงดำเนินควบคู่กันไป ระหว่างการช่วงชิงอำนาจในวังที่แม้บิดากับลูกสาวก็มีทีท่าเหมือนไม่ลงรอยกัน กับการหาความจริงเรื่องโรคระบาดของเจ้าชายหนุ่ม เพื่อเป็นหลักฐานโต้ตอบมหาเสนาบดีที่ดูพยายามปกปิดเรื่องไม่ชอบมาพากลในวัง
กระทั่งตอนสุดท้ายของภาคแรก ซึ่งปมถูกขมวดไว้แน่นจนผู้ชมนึกไม่ออกว่าจะคลี่คลายอย่างไร นอกจากติดตามไปโดยใจจดใจจ่อ ด้วยเสียงดนตรีที่เร่งเร้า เหตุการณ์ที่พลิกผัน พลพรรคผีดิบซึ่งใหญ่โตเป็นกองทัพ กับการตั้งรับของมนุษย์ การตัดต่อหรือลำดับภาพที่ถือเป็นจุดเด่นของหนังเกาหลียุคใหม่ เมื่อประกอบกับเสียงดนตรี ทำให้นึกขึ้นมาดื้อๆ ถึงช่วงสุดท้ายของหนังมหากาพย์ชั้นเยี่ยม “เดอะ ก้อดฟาเธอร์” ภาคแรกของ “ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปล่า”
ที่มือสังหารแยกย้ายกันออกกำจัดหัวหน้าแก๊งต่างๆ จนสิ้นซาก
และเมื่อจบภาคลงนั่นเอง จึงทำให้ผู้ชมไม่น้อยเกิดอาการ “ลงแดง” ขึ้นมาได้
บทพระเอกรัชทายาททีแรกทาบทามไปยังซงจุงกิ แต่ถูกปฏิเสธ จึงตกเป็นของ จูจีอุน ที่เล่นหนังใหญ่มามากกว่าหนังชุด แต่ไม่ได้ยากเย็นอะไร หน้านิ่งๆ คั้นน้ำตาออกได้ตรงเวลาที่เหมาะสม ตีรันฟันแทงก็ทะมัดทะแมง หกตอนแรกยังไม่ใกล้จังหวะเข้าพระเข้านางเลย เพียงแต่เหตุการณ์กระชั้นจนไม่มีเวลาอาบน้ำอาบท่าเท่านั้น

นางเอกหมอสามัญชน แบดูนา ซึ่งอายุจริงมากกว่าพระเอกถึง 3 ปี นักดูหนังคงจำได้จากหนังญี่ปุ่น “แอร์ดอลล์” ปี 2552 ในบทตุ๊กตายางที่อยู่ๆ เกิดมีชีวิตขึ้นมารักผู้ชายได้ เรื่องนี้เธอยังไม่ได้ทำอะไรมากเลย นอกจากหน้าตากังวลกับใช้มือคลุกฝุ่นขุดดินหาสมุนไพร เธอเล่นกับ จอนซุกโฮ เจ้าเมืองไม่เอาไหนที่คอยตามรวบรัดเอาเป็นคู่ มากกว่าเล่นกับพระเอกเสียอีก
คิมซังโฮ ต้องกล่าวถึงก่อน เพราะเล่นตีคู่อยู่กับพระเอกในฐานะนายทหารองครักษ์ ซึ่งดูไปดูมาเผลอๆ ได้แสดงหลายอารมณ์มากกว่าพระเอกเสียอีก
หนังชุดเกาหลีนั้น นักแสดงสมทบล้วนมีบทสำคัญไม่น้อยกว่าคู่พระนาง ไม่ว่าพ่อแม่ญาติพี่น้องหรือเพื่อนฝูง ต่างต้องมีฝีมือเทียบบรรดานักแสดงนำได้ทั้งสิ้น แต่ที่เด่นมากบทหนึ่งก็คือผู้ร้าย ผู้ร้ายหนังเกาหลีหลายต่อหลายเรื่องน่ากลัว และน่าเกลียดน่าชัง ผู้ร้ายเรื่องนี้ก็เช่นเดียวกัน ริวซึงเรียง ซึ่งเล่นหนังใหญ่มาถึงกว่า 30 เรื่อง แต่เล่นหนังชุดมาแค่ 7 เรื่อง มาเป็นอัครมหาเสนาบดีที่เลือดเย็นตั้งแต่สายตา ท่าที และความคิดอันเหี้ยมโหดกระทั่งลูก
ขณะที่มเหสีสาวซึ่งตอนท้ายทำให้ความรู้สึก
ผู้ชมพลิกผัน คิมเยจอน ว่าเป็นหญิงท้องแก่ที่ทำไมอรชรอ้อนแอ้นขนาดนั้น ด้วยใบหน้าน่ารักรูปไข่ฟองโตๆ ปากคอคิ้วคางจิ้มลิ้ม แต่เลือดเย็นไม่น้อยกว่าพ่อ แถมยังลึกซึ้งไม่แสดงออกให้พ่อรู้ความคิดตัวเองอีกด้วยซ้ำ ร้ายได้น่าเชื่อทีเดียว
หนังชุดนี้พิถีพิถันด้วยคณะทำงานตลอดจนนักแสดงที่ผ่านหนังใหญ่มาส่วนมาก ทำให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายศิลปต้องเสียชีวิตไปคนหนึ่งเมื่อต้นปีก่อนจากงานหนัก อีกทั้งยังใช้งบประมาณเกินกำหนดไปอีก เพราะต่อตอนต้องใช้เงินถึงกว่า 50 ล้านบาท ถึงกระนั้น เน็ตฟลิกซ์ก็ยังเริ่มถ่ายทำภาคต่อไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพราะเมื่อแพร่ภาพแล้ว หนังชุดนี้ได้รับคำชมอย่างกว้างขวาง และการจัดเรตติ้งระบุเป็นบวกถึง 80 เปอร์เซ็นต์
แม้ “เลิฟ อลาร์ม” (Love Alarm) จะเป็นหนังชุดเกาหลีเรื่องแรกที่เน็ตฟลิกซ์สร้าง แต่ “คิงด้อม” (Kingdom) เรื่องนี้กลับเป็นเรื่องแรกที่เน็ตฟลิกซ์ส่งตรงถึงผู้ชม ส่วนเรื่องแรกนั้นกลับส่งภายหลังเรื่องนี้
คิดว่าจากปากต่อปาก หลายคนอาจดูหนังชุดนี้รวดเดียว 6 ตอนกันไปแล้ว

