เมื่อครั้งที่ยอดผู้กำกับภาพยนตร์อิตาเลียนนามกระเดื่อง “เฟเดริโก เฟลลินี” (2463-2536) ซึ่งนักดูหนังและนักวิจารณ์กระเซ้าว่า ถ้าเฟลลินีทำหนังเรื่องไหนแล้วดูรู้เรื่องแสดงว่า มือตก (ฮา) ได้ทำเรื่อง “เฟลลินี”ส โรมา” (2515) ออกมา มีคำอธิบายงานตามมาว่า ประวัติศาสตร์เหมือนจิตรกรรมฝาผนังที่เก่าแก่ ภาพกะเทาะหลุดล่อน หนังของเขาเป็นเหมือนจินตนาการที่แต่งเติมเข้าไปยังส่วนที่หลุดล่อนนั้น
ซึ่งเช่นเคย ดูรู้เรื่องบ้างนิดหน่อย (ฮา) จากภาพที่ตั้งใจแสดงความฟอนเฟะของสังคมยุคกำลังอำนาจอาวุธกดขี่เสรีภาพของการแสดงออกได้ง่ายๆ
อย่างไรก็ตาม หากถือเอาตัวอย่างที่เฟลลินีอธิบาย ประวัติศาสตร์แต่ละชนชาติไยมิใช่ภาพจิตรกรรมฝาผนังโบราณที่กะเทาะหลุดล่อน คำถามและข้อสงสัยมากมายของคนปัจจุบัน นำไปสู่การศึกษาค้นคว้าซึ่งทำให้วิชาการแขนงนี้เกิดรสชาติเข้มข้น เป็นการถกเถียงสร้างสรรค์ขึ้นมา
แน่นอน ที่ไม่สร้างสรรค์ในสังคมอนารยะ อาจมีมากกว่า และฮาไม่ออก
ประวัติศาสตร์ไทยก็เช่นเดียวกัน นับจากต้นรัตนโกสินทร์มาจนรัชกาลพระพุทธเจ้าหลวง ขุนนางมีกำลังอำนาจแก่กล้าขึ้นเรื่อยๆ ปลายรัชกาลพระพุทธเลิศหล้านภาลัย แม้พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระยศศักดิ์โดยตรงยิ่งกว่าพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่พระบารมีในพระราชโอรสผู้พี่ ประสมด้วยกำลังขุนนางเสนาพฤฒามาตย์ ก็สามารถถวายราชบัลลังก์ให้พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวก่อน
ครั้นถึงรัชกาลพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่เสวยราชย์แต่ทรงพระเยาว์ ขุนนางตระกูลบุนนาคซึ่งแทบจะคุมอำนาจบริหารเบ็ดเสร็จ นำโดยสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ที่แม้จะคุ้มบัลลังก์อยู่ ก็เป็นโจทย์สำคัญที่พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต้องทรงแสดงพระปรีชาสามารถในการบริหารเอกอุ กว่าจะค่อยๆ ถ่ายโอนอำนาจกลับสู่พระองค์อย่างเด็ดขาด
ยกตัวอย่างปมประวัติศาสตร์กรณีนี้เองที่นักวิชาการก็ยังไม่อาจคลี่คลายคำถามในใจของนักเรียนประวัติศาสตร์ให้กระจ่าง ได้เพียงอธิบายพฤติกรรมที่ปรากฏชัดเจนของสมเด็จเจ้าพระยา เจ้าพระยา และพระยาทั้งหลายของตระกูลบุนนาค ในการบริหารราชการแผ่นดิน แม้จนการถกปัญหาผลประโยชน์ระหว่างสยามกับอังกฤษ ที่สมเด็จเจ้าพระยาต่อสู้พิทักษ์มิให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบอย่างแข็งขัน จนฝ่ายนั้นยังนิยมยกย่อง มอบโคมไฟระย้ายักษ์แก่ราชสำนักเป็นของขวัญว่า เป็นพฤติกรรมอันแสดงความจงรักภักดีต่อพระราชวงศ์อย่างชัดแจ้ง
ไม่มีเหตุอันควรสงสัยไปถึงความในใจใดๆ
นิยายไทยน่าอ่านที่รังสรรค์โดยอาจารย์ “สุกิจ สุวานิช” อดีตรองอธิการบดีราชภัฏอยุธยาเรื่อง “ผลัดแผ่นดิน” เป็นงานชิ้นหนึ่งซึ่งใช้จินตนาการอุดช่องว่างส่วนนี้ในประวัติศาสตร์ไว้

“ผลัดแผ่นดิน” นิยายที่ให้ภาพการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองตั้งแต่ปลายสมัยกรุงธนบุรี ผ่านต้นรัตนโกสินทร์ถึงสมัยพระพุทธเจ้าหลวง ได้ให้รสชาตินิยายแทรกคำอธิบายต่างๆ ที่ตกหล่นหรือขาดหายไป ให้เกิดความเข้าใจต่อการผลัดแผ่นดินในแต่ละช่วง โดยเฉพาะในกรณีดังกล่าวมาแต่แรก
เริ่มตั้งแต่เหล่าสหายที่คบหามาแต่วัยเยาว์ สิน ทองด้วง บุญมา บุนนาค มีสัมพันธ์กันอย่างไร จากนั้นจึงเสริมความเข้าใจเข้าไปอย่างเรียบง่ายว่า เมื่อแผ่นดินเปลี่ยนแปลงผู้ปกครอง มารดาของบุนนาคได้ให้บุตรมีคำมั่นว่า จะต้องรับราชการอย่างจงรักภักดีในพระราชวงศ์จักรีโดยแน่วแน่ สืบไปจนชั่วลูกชั่วหลาน
นี่จึงเรียกว่านิยายอธิบายประวัติศาสตร์ เป็นฝีมือการแต่งแต้มส่วนที่กะเทาะหลุดล่อนไปของผู้เขียน ซึ่งติดตามอ่านได้อิ่มเอมเพลิดเพลิน
เป็นนิยายประวัติศาสตร์ไทยอีกเล่มที่แม้นักเรียนซึ่งเริ่มเรียนประวัติศาสตร์น่าหาอ่าน เพราะอย่างน้อย หลักฐานเอกสารพงศาวดารที่ใช้เดินเรื่อง ก็เป็นส่วนที่ยึดถือกันมา ผสานส่วนที่เป็นนิยายช่วยให้เข้าใจเรื่องราวได้ง่าย จดจำได้เร็วขึ้นกว่าท่องตำราโดยตรง
ไม่ว่าเรื่องจริง หรือข้อเท็จจริง (ที่ยากจะรู้) จะเป็นอย่างไรก็ตาม แต่นี่คือนิยายประวัติศาสตร์ ที่ช่วยให้การเรียนรู้มีรสชาติและมุมมองเพิ่มขึ้น สร้างจินตนาการความคิดที่จะศึกษาค้นคว้าต่อไปได้อีก
เช่นเดียวกับนิยายจีนอิงประวัติศาสตร์ซึ่งมีผู้แปลแพร่หลายอย่างมากในบรรดาหมู่นักอ่านไทย โดยเฉพาะการก่อเกิดของราชวงศ์ถัง อันเต็มไปด้วยบรรยากาศไฟสงครามและการต่อสู้ฟาดฟันกันอย่างโชกเลือด ของกลุ่มกำลังอำนาจมากมายที่ต่างรวบรวมไพร่พลกันเข้ามาช่วงชิงแผ่นดิน
ประเด็นก็คือ ผู้เขียนมักสร้างตัวเอกซึ่งเป็นตัวละครสมมุติ โลดแล่นอยู่ท่ามกลางตัวละครจริงในประวัติศาสตร์ เช่น “มังกรคู่สู้สิบทิศ” อันลือลั่นของ “หวงอี้” ผู้ล่วงลับไปเร็วอย่างไม่คาดฝัน แปลโดยยอดนักแปลนิยายจีน “น.นพรัตน์” ผู้ทำงานบำเรออารมณ์นักอ่านมาอย่างยืนยงคงทน
ตัวละครเอก “โค่วจง” กับ “ฉีจื่อหลิง” เด็กข้างถนนสองพี่น้อง ซึ่งสร้างตัวขึ้นมาจากความยากไร้จนมีกองกำลังของตัวเอง ผงาดขึ้นมาระหว่างกองกำลังติดอาวุธต่างๆ ซึ่งลุกฮือขึ้นเมื่อราชวงศ์สุยเสื่อมโทรม เช่น กองกำลังชาวบ้านของ “หลี่มี่” เป็นอาทิ ไปจนถึงกองกำลังข้าราชบริพารซึ่งไม่ได้ความไว้วางใจจากราชสำนัก “หลี่เอียน” ที่ถูกผลักดันไปคุมพื้นที่อยู่ตะวันตกเฉียงเหนือไกลนครหลวง
นักเรียนประวัติศาสตร์ย่อมรู้อยู่แล้วว่า ท้ายที่สุด “หลี่ซื่อหมิน” บุตรคนรองของหลี่เอียนสังหารพี่และน้อง ขึ้นครองแผ่นดินต่อจากบิดาที่ร่วมกันยึดอำนาจปกครองร่วมกันมาได้
แต่เมื่อโค่วจงกับฉี่จื่อหลิงผงาดขึ้นมาอย่างโดดเด่น เป็นคู่ต่อกรอย่างสมน้ำสมเนื้อของตระกูลหลี่ ผู้เขียนจะหาทางลงอย่างไร ให้ “สองพระเอก” ซึ่งทั้งฝีมือและไพร่พลไม่ได้อ่อนด้อยไปกว่าตระกูลหลี่ ที่ท้ายสุดได้ครองแผ่นดิน
นี่คือรสชาติการอ่านนิยายอิงประวัติศาสตร์ ในเมื่อตัวประวัติศาสตร์มีเรื่องราวแน่ชัดอยู่แล้ว การสร้างตัวละครที่ขัดแย้งขึ้นมาเช่นนี้ ความสามารถของผู้เขียนก็คือ ทำอย่างไรจะจูงใจนักอ่านให้คล้อยตามเส้นทางประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นชัดเจนไปได้ ทำอย่างไร พระเอกที่สร้างมาให้เก่งกล้าสามารถจนมีศักยภาพที่จะเป็นโอรสสวรรค์ ต้องยินยอมให้กองกำลังอื่นขึ้นครองบัลลังก์ไปทั้งๆ สามารถต่อสู้ช่วงชิง
แน่นอน “หวงอี้” หาทางลงให้สองพระเอกได้ และมีเหตุผลเหมาะสมที่จะชักจูงนักอ่านให้เพลิดเพลินคล้อยตาม จนถึงที่สุดแล้วก็ยังบังเกิดความอิ่มเอม
อิ่มเอมจากรสชาติการอ่าน การอ่านนิยายอิงประวัติศาสตร์ ที่ทำให้ข้อมูลหลักฐานเกิดสีสันอันเพริศแพร้ว
ยิ่งนักเขียนแต่ละคน มีจินตนาการที่ผิดแผกแตกต่าง การอ่านย่อมจะยิ่งสร้างความเร้าใจต่อความคิดของตัวเองยิ่งขึ้น นิยายอีกเรื่องที่ใช้ฉากรอยต่อของประวัติศาสตร์จีนช่วงนี้ วาดภาพการศึกสงคราม การช่วงชิงทั้งในสนามรบ และโดยเฉพาะในราชสำนักอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง ซึ่งดึงดูดนักอ่านให้ติดตามได้ไม่ลดละ ไม่ว่าจะเป็นนักอ่านจำนวนล้านๆ ในแผ่นดินจีนหรือนักอ่านไทย
ก็คือเรื่อง “ยุทธการล่าบัลลังก์” ของ “จิ่วถู” แปลโดย “น.นพรัตน์” เจ้าเดิม
เรื่องนี้ให้ภาพละเอียดลออของราชสำนักสุยของ “สุยหยางตี้” ผู้สร้างคุณูปการต่อแผ่นดินอย่างมากจากการขุดคลอง “อวิ่นเหอ” ซึ่งใช้เวลาถึงสามสิบปีกับแรงงานมนุษย์กว่า 6 ล้านคน เชื่อมภาคเหนือกับภาคใต้ แต่ปล่อยให้ราชสำนักตกในมือขุนนางกังฉินกับตระกูลใหญ่ที่ควบคุมราชสำนัก จนเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า ทำให้เกิดกองกำลังชาวบ้านที่กลายเป็นมหาโจรชูธงยกกองทัพธรรมกันขึ้นมาชิงแผ่นดิน
พระเอกยากไร้ที่สร้างขึ้นมา ซึ่งไต่เต้าจนเป็นยอดขุนศึกของราชสำนัก จะครองตัวท่ามกลางกองกำลังที่แต่ละฝ่ายคำนึงเฉพาะผลประโยนชน์ตนอย่างไร โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวพันกับตระกูลหลี่ ที่สร้างตัวมาแต่ละจังหวะอย่างเงียบๆ จิตใจที่คำนึงถึงแต่ความทุกข์ของชาวบ้านยากไร้ เมื่อเผชิญกับความจริงของการคำนึงเพียงผลประโยชน์ของแต่ละตระกูล แม้สัมพันธ์จะลึกซึ้งใกล้ชิดกันขนาดไหนก็ตาม จะคลี่คลายอย่างไร
เป็นยุทธนิยายยอดเยี่ยมอีกเรื่อง ที่อ่านแล้ววางไม่ลง โดยเฉพาะกลการศึกในแต่ละสมรภูมิ สร้างความตื่นใจไม่ยิ่งหย่อนกว่าภาพยนตร์สมัยนี้ที่ก้าวหน้าด้วยเทคนิคด้านภาพ

