ลูกดาราย่อมโดนสปอยล์ คำขอจาก หนิง ปณิตา รักณิรินจริง ต้องดุต้องสอน

ออกตัวว่าเป็น “คุณแม่สายสตรอง” สำหรับ หนิง ปณิตา ธรรมวัฒนะ เพราะลำพังแค่เป็นคุณแม่ในแสงสปอตไลต์ก็ยากแล้ว แต่นี่เธอยังต้องประคับประคอง ณิริน ปณิริน ธรรมวัฒนะ ลูกสาวที่เริ่มแตะๆ ขาเข้ามาในวงการ โดยมีทั้งผลงานการแสดง และงานพิธีกรออกมาให้ได้เห็น ก็ยิ่งยากขึ้นไปอีก

แต่กระนั้นหนิงก็เต็มใจยิ่ง

“เราต้องสอนเขาเยอะมาก ในวันที่เขายังเป็นเด็ก ก็ต้องสอนแบบเด็ก ที่จะไม่ไปกดดันเขาด้วย”

สิ่งที่คนเป็นแม่อย่างเธอพยายามอยู่ คือต้องใจเย็น พยายามเข้าใจเขา และในขณะเดียวกันก็ต้องมองสิ่งต่างๆ ในแง่บวกมากขึ้นไปด้วย

“ต่อให้เจออุปสรรค หรือเจอเรื่องที่แย่ที่สุด เราก็ต้องมีรอยยิ้มกับมัน อะไรแบบนี้”

ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจที่หลายคนซึ่งรู้จักเธอมานาน ตั้งแต่เริ่มเข้าวงการ จะบอกว่า “หนิงเปลี่ยนไปเยอะมาก”

จากคนตรงๆ และพูดจาขวานผ่าซากมาก ก็เปลี่ยนไป

“การตัดสินใจหลายๆ อย่างบางทีต้องอยู่บนพื้นฐานของการใจเย็น นิ่ง แล้วก็ใช้เหตุใช้ผลมากขึ้น ไม่ได้ใช้อารมณ์อย่างเดียว” คือหนึ่งในความเปลี่ยนแปลงที่ว่า

ดังนั้น ณ ปัจจุบัน หากการเป็นคนตรงๆ จะส่งผลทำร้ายจิตใจคนอื่น เธอจึงเลือกที่จะปรับ

ในส่วนของณิรินที่มีสถานะเป็นลูกดารา แถมเจ้าตัวก็เริ่มเข้ามาอยู่ในวงการ หนิงบอกว่า ทั้งหมดนั้นทำให้เธอรู้สึกเป็นห่วงตอนลูกไปโรงเรียนมาก ไม่ใช่เพราะกลัวจะถูกใครรังแก แต่กังวลการปรับตัวเข้ากับสังคมของโรงเรียนและเพื่อนๆ มากกว่า

“อย่าลืมว่าเวลาเขาอยู่ข้างนอก หรือที่บ้าน ทุกคนคอยสปอยล์เขา แต่พอไปโรงเรียน เขาจะต้องเป็นเด็กธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่มีใครสปอยล์”

ด้วยเหตุนั้น เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี เธอจึงนำเรื่องนี้ไปหารือกับครู “เล่าให้ครูฟังว่าธรรมชาติของเด็กคนนี้เขาเจออะไรมาบ้าง”

ทั้งยังเปิดทางกว้างๆ ไว้เรียบร้อย บอก “เวลามีอะไรให้กล้าที่จะดุ กล้าที่จะว่า แบบไม่เกรงใจ มีอะไรขอให้ช่วยเตือน ช่วยสอน เหมือนเป็นลูก เป็นหลาน”

ซึ่งเรื่องดังกล่าว ก็ไม่ใช่ว่าจะบอกเพียงแค่คุณครูเท่านั้น แต่กับคนรอบตัว เพื่อนๆ รวมถึงทีมงานของเธอ ก็ได้ฟังถ้อยความนี้เช่นกัน

“อย่าคิดว่าเขาเป็นลูกเราแล้วไม่ดุ ไม่ว่า ถ้ารักเขา ต้องว่าเขา ซึ่งหนิงจะไม่โกรธเรื่องนี้”

ยังบอกด้วยว่า แม้ณิรินจะอายุถึง 6 ขวบแล้ว แต่ด้วยที่เธอเองไม่เคยเลี้ยงเด็กที่ไหน ด้วยมีณิรินเป็นลูกคนเดียว จึงรู้สึกว่าความพยายามเลี้ยงลูกด้วยความเข้าใจ ไม่ใช่เรื่องง่ายจริงๆ ทางออกที่คิดว่าดีที่สุดของเธอ จึงเป็นการเข้าไปปรึกษาจิตแพทย์เด็ก เพื่อหวังรับมือกับลูกที่ต้องเติบโตและมีความเปลี่ยนแปลงขึ้นทุกวัน

“ล่าสุด เขาก็จะมีดื้อกับคุณพ่อเขา ปกติ จิน (จรินทร์ ธรรมวัฒนะ-สามี) จะไม่ดุเท่าไหร่ พอดุขึ้นมาที ตกใจ วันนั้นเขาคิดว่าเขาต้องโดนหนิงหนักแน่ แต่กลับกลายเป็นหนิงให้เขานั่งฟังคำสอนธรรมะครึ่งชั่วโมง”

หลังจากที่ฟังจบปฏิกิริยาของลูกสาวตัวน้อยคือ ร้องไห้ และไปขอโทษพ่อกับแม่

“เขาบอกว่าณิรินรู้เลยค่ะถ้าณิรินไม่มีพ่อคนนี้ ไม่มีแม่คนนี้ ณิรินอาจจะแบบเละเทะก็ได้ค่ะ ณิรินเข้าใจแล้วค่ะ”

นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งที่เธอนำคำแนะนำจากจิตแพทย์เด็กมาปรับใช้ในการเลี้ยงดูลูก

หนิงยังยอมรับด้วยว่า การเป็นลูกของคนมีชื่อเสียง แถมมีข่าวคราวออกมาหลายครั้ง สิ่งเหล่านั้นส่งผลกระทบต่อลูกไม่น้อย

“น้องมาถาม เพราะเขาเคยคลิกเข้าไปเจอข่าวในเรื่องสมัยก่อน ก็ถามคุณพ่อเขาว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น”

ณ ตอนที่ถาม ณิรินเพิ่งจะมีอายุเพียง 4 ขวบ ซึ่งหนิงก็เลือกที่จะไม่ปิดบัง และใช้วิธีอธิบายในรูปแบบที่คิดว่าเด็กวัยนั้นจะเข้าใจได้ ซึ่งหากตอนนี้ลูกนำเรื่องเดิมมาถามอีกครั้ง เธอก็ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการ เพื่อให้เขาเข้าใจตามวัยของเจ้าตัว

อย่างไรก็ดี หนิงย้ำว่า ท้ายที่สุดแล้วสิ่งหนึ่งที่เธอพยายามจะบอกลูกมาตลอดก็คือ ไม่ว่าพ่อกับแม่จะมีปัญหาอะไรก็ตาม มันคือธรรมชาติของคนทุกคน ที่ต้องมีปัญหากัน

“บอกเขาว่าณิรินยังเคยทะเลาะกับเพื่อนเลย แล้วณิรินรักเพื่อนไหม คุณพ่อ คุณแม่จะทะเลาะกัน หรือมีปัญหาอะไร สุดท้ายก็รักณิรินนะ แล้วเห็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ทุ่มเทไหม ก็จะพยายามคุยให้เขาฟัง

“เพราะฉะนั้นเราต้องเข้าใจ แล้วค่อยๆ อธิบาย”

“มันเป็นงานหนักสำหรับมนุษย์แม่มากๆ” เธอว่า

แต่ถึงอย่างนั้นนั่นก็เป็นงานที่ทำให้มีความสุข และภาคภูมิใจยิ่ง

“หนิงจะเลี้ยงอย่างเป็นธรรมชาติทุกอย่าง ไม่เลี้ยงแบบ อย่านะ ไม่กินข้าวเดี๋ยวจิ้งจกกัดนะ เขาไม่เชื่อหรอก

“ต้องอธิบายผลของการไม่กินข้าวคืออะไร จะพูดความจริงกับเขาทุกเรื่อง เล่าให้เขาฟังด้วยเหตุและผล เขาเลยจะเป็นเด็กที่เวลายังไม่ได้เหตุผลอะไรที่เขาเข้าใจ ก็จะถามทำไม ทำไม ไปเรื่อยๆ”

กับความชอบ ความสนใจของลูกสาวนั้น หนิงบอกว่า ก่อนหน้าสนับสนุนให้ลูกเรียนทุกอย่างที่อยากเรียน แต่สุดท้ายก็ตัดเหลือแค่เพียงเปียโนและศิลปะ

“ถ้าเป็นกิจกรรมตอนนี้ชัดเจนเลย เขาจะชอบร้องเพลง เปียโน ศิลปะ ชอบมาก บางทีเขาสามารถนั่งวาดรูปได้เป็นชั่วโมงๆ แล้วก็เริ่มเรียนภาษาไทยกับจีนเพิ่ม”

ส่วนในอนาคตนั้นเธอบอกว่า ไม่คิดขีดเส้นให้ลูก จะเรียนหรือทำงานอะไรก็ได้ตามแต่ชอบ และทำแล้วมีความสุข

“แต่สิ่งหนึ่งที่จะสอนเขาเสมอ คือเราต้องไม่ลืมว่าตัวเราเป็นใคร ทำอะไร และอย่าดูถูกคน”

ที่ต้องย้ำอย่างนั้น ก็เพราะเห็นว่ามีอยู่ช่วงหนึ่งที่ณิรินหวงของมาก เธอจึงตัดสินใจสอนด้วยการพาไปบริจาคของต่างๆ ซึ่งขณะเดียวกันนั่นก็ทำให้ลูกได้รู้จักคุณค่าของสิ่งที่มี

ทุกวันนี้หนิงบอกว่าเธอให้เงินลูกอาทิตย์ละ 500 บาท ซึ่งหากลูกอยากได้อะไรก็ต้องเอาเงินนั้นซื้อ ถ้าเงินหมดต้องรอเก็บเพิ่ม หรือไม่ก็ต้องทำความดีเพื่อให้ได้มา

การเข้มงวดในหลายๆ เรื่องที่เธอนำมาใช้กับลูกนั้น หนิงบอกว่า ทีแรกคนเป็นพ่อไม่เห็นด้วย แต่เมื่อเจอฤทธิ์ของลูกสาวในบางคราว พร้อมฟังคำอธิบายของผู้เป็นภรรยาก็เริ่มเข้าใจ

“บอกเขาว่าถ้าปล่อยให้ลูกทำแบบนี้ เขาก็จะไปทำกับคนอื่น ซึ่งขนาดยูยังโมโหเลย ถ้าเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่พ่อแม่เรา แล้วถ้าคาดหวังกับณิรินมากๆ จะยิ่งเสียใจ จะยิ่งโกรธไหม

“สังคมโซเชียล ออนไลน์สมัยนี้เป็นสิ่งที่จับจ้องตัวเขา และหากมีข่าวขึ้นมาเป็นเรื่องเลยนะ พาดหัวใหญ่เลยนะ จะกลายเป็นตราบาปอยู่ที่เขา”

การบ่มเพาะอย่างเหมาะสมจึงเป็นหนทางที่เธอเลือกใช้

 

 

 

บทความก่อนหน้านี้หน้า1 หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันศุกร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2562
บทความถัดไปสหรัฐยึดเรือขนสินค้าโสมแดง ชี้ละเมิดมาตรการคว่ำบาตรยูเอ็น