ทำไมต้องตกหลุมรัก?: ปรัชญาความรักกับความเสี่ยงในโลกดิจิตัล

19.05.19 | 01:36 น.

ว่ากันว่าหนึ่งในเรื่องที่เข้าใจยาก รับมือยาก และเสี่ยงที่สุดในชีวิตมนุษย์คือเรื่องของ “ความรัก”

ก็น่าจะจริง มีความพยายามมากมายที่จะอธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในความรัก ทั้งความรู้สึกแบบนามธรรม และเหตุการณ์แบบรูปธรรม ผู้คนต่างก็อยากรู้ว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น ทำไมถึงเกิดอย่างนี้ ทำไม…?

ไม่น่าแปลกใจเลยที่หนังสืออย่าง “ทำไมต้องตกหลุมรัก?: Alain Badiou ความรัก และ The Lobster” จะกลายเป็นหนังสือขายดีแบบติดชาร์ตร้านหนังสือทั้งออฟไลน์ออนไลน์ รีทวีตกันเพียบในทวิตเตอร์ ทั้งที่นี่คือหนังสือเชิงวิชาการ … ก็ความรักคือเรื่องที่คนสงสัยเสมอนี่นา

ทำไมต้องตกหลุมรัก?: Alain Badiou ความรัก และ The Lobster เป็นงานวิชาการอ่านสนุกของ รศ.สรวิศ ชัยนาม จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ จาก Illuminations Editions ที่ชวนผู้อ่านมาค้นหาปรัชญาความรักผ่านวัฒนธรรมป๊อบอย่างภาพยนตร์ ยิ่งยุคสมัยที่มีความเร่งเร็วและเต็มไปด้วยความเสี่ยงของเทคโนโลยีดิจิตัล ปรัชญายิ่งมีความสำคัญ ดังที่ อแลง บาดิยู นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งในปัจจุบันได้กล่าวย้ำไว้เช่นกัน

สลายวอย ชิเชค นักปรัชญาชื่อดังชาวสโลเวเนียนกล่าวว่า บาดิยูคือ “เพลโตและเฮเกลที่เดินอยู่ในหมู่พวกเรา” คำยกยอของเพื่อนที่มีต่อเพื่อนออกจะมากเกินไปสักหน่อย แต่ความเห็นของชิเชคที่ว่า ปรัชญาฝรั่งเศสเน้นการปฏิวัติก็คงไม่ผิดไปจากความจริงเท่าใดนัก สำหรับบาดิยูแล้ว ปรัชญาทำให้เยาวชนเสียคนเหมือนกับที่ชาวเอเธนส์กล่าวหา โสเครติส เมื่อสองพันกว่าปีมาแล้ว  ซึ่งทำให้นักปรัชญากรีกคนสำคัญผู้นี้ต้องโทษประหาร โทษฐานสอนเด็กหนุ่มชาวเอเธนส์ให้นอกลู่นอกรอย ในตอนต้นของหนังสือเล่มนี้ เปิดเปลือยให้เราเห็นว่าแท้จริงแล้วปรัชญาบอกให้เราตั้งคำถามกับระบอบที่สถาปนาไว้มั่นคงแล้ว และทำให้เราเพิกเฉยต่อการใช้ชีวิตที่แท้จริงของตนเอง โดยเดินตามสังคมไปอย่างเชื่องเชื่อ

Advertisement

บาดิยูเห็นว่าปรัชญาต้องพูดถึงความจริง และความจริงที่ว่านี้ก็มีความเป็นสากล นั่นคือจริงทุกที่ทุกเวลา เขามองว่าครรลองของความจริงมีอยู่ 4 อย่างด้วยกัน ได้แก่ วิทยาศาสตร์ ศิลปะ การเมือง และความรัก ความจริงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราสมาทานหรือมีความซื่อตรงต่อ “เหตุการณ์” บางอย่าง เช่น ในทางวิทยาศาสตร์ ชื่อกาลิเลโอ คือต้นกำเนิดของฟิสิกส์สมัยใหม่ และเรียกร้องให้เราร่วมหัวจมท้ายไปกับเหตุการณ์ดังกล่าว

คำว่า “เหตุการณ์” ที่ว่ามานี้แตกต่างจากสภาพการณ์ทั่วไป เพราะเหตุการณ์เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถใช้ความรู้ที่มีอยู่เข้าไปอธิบายหรือจัดการแก้ปัญหาได้ เพราะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเพื่อแตกหักจากอดีตหรือสิ่งที่เคยมีมาก่อนหน้า ความจริงจึงผูกมากับความเสี่ยงเสมอ

ความรักเองก็เช่นกัน เมื่อคู่รักพบกันแล้วสานต่อเรื่องราวของความรักที่จะนำไปสู่ครรลองของความจริงอย่างเช่นการสร้างครอบครัว ย่อมมีความเสี่ยงเพราะสิ่งที่คาดการณ์ไม่ได้

ทำไมต้องตกหลุมรัก? พาให้เราเห็นถึงข้อเสนอของบาดิยูเกี่ยวกับครรลองของความจริงที่เรียกว่าความรัก โดยกตัวอย่างภาพยนตร์ จุดเด่นของหนังสือเล่มนี้คือ ไม่ใช่เพียงการนำแนวคิดหรือทฤษฎีไปใช้อธิบายภาพยนตร์ หากแต่เป็นการ “ทำปรัชญา” ในความหมายที่แท้จริงของคำๆนี้ จะเห็นได้จากการผูกร้อยข้อเสนอของนักปรัชญาสกุลความคิดต่างๆ แม้แต่คนที่คิดต่างกัน เพื่อนำเสนอข้อถกเถียงของตนเอง  เราจะเห็นการหยิบยกแนวคิดของ เทอรี่ อีเกิลตัน นักทฤษฎีวรรณกรรมชื่อดังชาวอังกฤษมาสนับสนุนข้อเสนอบาดิยู ทั้งๆ ที่อีเกิลตันเคยวิจารณ์ข้อเสนอเรื่องความรักของบาดิยูว่าไม่ได้มีความเป็นสากลอย่างที่เขาเอ่ยอ้าง หากแต่เป็นความรักแบบชาวปารีสเท่านั้น

อีกตัวอย่างหนึ่งคือการอ้างแนวคิดของ บยอง-ช็อล ฮัน นักปรัชญาชาวเกาหลีที่มีชื่อเสียงมากในปัจจุบัน (เขาเขียนงานปรัชญาเป็นภาษาเยอรมัน!) ทั้งๆที่เขาเป็นนักปรัชญาที่ได้รับอิทธิพลจาก มาร์ติน ไฮเดกเกอร์อย่างสูง และไฮเดกเกอร์เป็นหนึ่งในเป้าโจมตีของบาดิยู ถ้าจะพูดว่าอาจารย์สรวิศตีความบาดิยูจากจุดยืนของตนเองก็คงไม่ผิด เราเห็นเรื่องนี้ได้ชัดขึ้นจากการที่บาดิยูเสนอว่าครรลองของความจริงทั้ง 4 อย่างเป็นเอกเทศจากกัน และครรลองของความจริงทางการเมืองจะเริ่มต้นเมื่อความรักสิ้นสุดลง ดูเหมือนว่าการตีความภาพยนตร์เรื่อง The Lobster ในหนังสือ ทำไมต้องตกหลุมรัก? กลับบ่งชี้ว่า ความรักของคนสองคนอาจจะเป็นจุดตั้งต้นของเหตุการณ์ทางการเมืองได้เช่นกัน

แล้วอะไรจะช่วยประคับประคองความรักในท่ามกลางความเสี่ยงเหล่านี้… ทำไมต้องตกหลุมรัก? บอกว่าต้องอาศัย “ความเชื่อใจ” และ “ความอดทน” เราต้องเชื่อใจคนรักเพราะเราไม่มีทางเข้าใจอีกฝ่ายได้ทั้งหมด เราทุกคนล้วนมีความลับ หรือสิ่งที่อีกฝ่ายไม่เข้าใจ และเราต้องอดทน เพราะอาจมีบางช่วงเวลาที่คนรักของเราอาจจะหงุดหงิด เศร้าหมอง จิตตก  ซึ่งเกิดจากการที่แต่ละคนสามารถกลายเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่ตัวอง หรือไม่เข้าใจตัวเอง เราจึงมีหน้าที่เข้าใจจุดนี้ของคนรักของเรา

ในโลกทุนนิยมที่มีเทคโนโลยีดิจิตัลเร่งความเร็ว เราจะเห็นความพยายามที่จะทำให้ความรักไม่มีความเสี่ยง ซึ่งอาจารย์สรวิศมองว่าเป็นเพียงความ “โรมานซ์” ไม่ใช่ความรักแต่อย่างใด เหมือนกับกาแฟดีแค็ฟ อย่างเช่นแอพพลิเคชั่นหาคู่ หรือรายการทีวีหาคู่ต่างๆ ในปัจจุบัน คู่รักจึงมีพันธกิจที่ทำให้ความรักบรรลุผลท่ามกลางความเสี่ยงที่ต้องเผชิญ เพื่อยืนยันการมีชีวิตอย่างที่ควรจะเป็นในสังคมทุนนิยม

ความรักก็เป็นศาสตราหนึ่งที่จะใช้ยืนหยัดทัดทานระบอบทุนนิยม ที่ครอบงำชีวิตของคนในปัจจุบันนั่นเอง

……………

ดอกฝน