จากน้ำมูลถึงไทบ้าน : เมื่ออีสานเฮ็ดหนัง

ท่ามกลางเรื่องเล่าและอัตลักษณ์ของภาพยนตร์ที่มีศูนย์กลางอยู่ในกรุงเทพมาโดยตลอด ภาคอีสานเหมือนจะเป็นภูมิภาคเดียวที่สามารถแทรกเข้ามา จนเกิดเป็นหนังอีสาน พูดอีสานโดยคนอีสาน ซึ่งได้รับความนิยมจากผู้ชมภาพยนตร์ไทยในปัจจุบัน และเพื่อสำรวจเส้นทางของวัฒนธรรมภาพยนตร์อีสานจากอดีตถึงปัจจุบัน หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) จึงคัดสรรหนังอีสานโดยคนอีสานมาจัดฉายให้ชมในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายนนี้ โดยเรื่องที่คัดมามีตั้งแต่ ‘มนต์รักแม่น้ำมูล’ (2520) ภาพยนตร์อีสานเรื่องแรกๆ ที่ได้รับความนิยม และเป็นจุดกำเนิดของดวงกมลมหรสพ ค่ายหนังอีสานที่โด่งดังในช่วงยุคทศวรรษที่ 2520 ซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันของ กมล กุลตังวัฒนา และ สุรสีห์ ผาธรรม 2 นักพากย์หนังชาวอีสาน ที่ได้ชักชวน พงษ์ศักดิ์ จันทรุกขา นักพากย์และนักแต่งเพลงชาวอีสานมาเป็นผู้กำกับ ก่อนที่ปีถัดมา ดวงกมลมหรสพจะสร้าง ‘ครูบ้านนอก’ (2521) หนังแนวสะท้อนปัญหาสังคมในภาคอีสาน กำกับโดย สุรสีห์ ผาธรรม ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่จนสามารถปลุกกระแสภาพยนตร์อีสานขึ้นมาได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทย

นอกจากภาพยนตร์ทั้งสองเรื่อง ในโปรแกรมยังมี ‘ทุ่งกุลาร้องไห้’ (2524) หนังสะท้อนชีวิตคนอีสานที่เข้มข้นอีกเรื่องของค่ายดวงกมลฯ รวมทั้งหนังตำนานพื้นบ้านอีสานที่ พงษ์ศักดิ์ จันทรุกขา แยกตัวไปสร้างและกำกับเองเรื่อง ‘ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่’ (2523) และหนังสะท้อนชีวิตคณะหมอลำในยุคเปลี่ยนผ่านเรื่อง ‘ราชินีดอกหญ้า’ (2528) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งผลงานขึ้นชื่อจากการกำกับของ สุรสีห์ ผาธรรม

จากผลงานของสามผู้ยิ่งใหญ่ที่บุกเบิกวงการหนังอีสาน ก็เข้ามาสู่ยุคของ พันนา ฤทธิไกร นักแสดงคิวบู๊ชาวขอนแก่น ที่เก็บเกี่ยวประสบการณ์ในวงการหนังจากการเป็นสตั๊นท์แมนในกรุงเทพ ก่อนจะลงทุนลงแรงสร้างหนังของตนเองชื่อ ‘เกิดมาลุย’ (2529) โดยรวบรวมญาติมิตรมาร่วมแสดงและถ่ายทำที่อีสานเป็นหลัก และสามารถปลุกกระแสหนังบู๊ต่างจังหวัดให้เกิดขึ้นในเมืองไทย อย่างไรก็ตามแม้ผลงานเรื่องต่อ ๆ มาของเขาจะเป็นเน้นโชว์ความสามารถในคิวบู๊เป็นหลัก ในโปรแกรมนี้ยังมีผลงานที่แปลกไปจากหนังพันนาเรื่องอื่นคือ ‘ฅนลูกทุ่ง’ (2539) ที่พันนาสร้างเพื่อถ่ายทอดวิถีชีวิตอันเรียบง่ายและรื่นเริงของบ้านเกิด รวมทั้งเต็มไปด้วยฉากร้องเพลง มากกว่าฉากบู๊ที่แฟนหนังคุ้นเคย

เมื่อเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ช่วงทศวรรษ 2540 ค่ายหนังอิสระในต่างจังหวัดเริ่มล้มหายตายจาก แต่ก็ยังมีผู้กำกับชาวอีสานมีโอกาสได้นำเสนอหนังเกี่ยวกับภูมิภาคบ้านเกิด ผ่านการทำงานกับบริษัทใหญ่ในกรุงเทพ เช่น เพ็ชรทาย วงศ์คำเหลา หรือ หม่ำ จ๊กมก ดาวตลกคนดังที่ได้กำกับเรื่อง ‘แหยมยโสธร’ (2548) หรือ ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ ที่สร้างชื่อจากวงการหนังสั้นและหนังนอกกระแส จนได้มากำกับ ‘ฮักนะสารคาม’ (2553) เป็นหนังในตลาดเรื่องแรก

Advertisement

ในฟากของหนังนอกกระแส ก็มีงาน ‘สิ้นเมษา ฝนตกมาปรอยปรอย’ (2555) ผลงานของ วิชชานนท์ สมอุ่มจารย์ ที่มีฉากหลังเป็นบ้านเกิดที่ขอนแก่นและมีมุมมองถึงคนอีสานร่วมสมัยในมุมมองที่แตกต่างออกไปจากที่ภาพจำซ้ำเดิมในภาพยนตร์

จนกระทั่งในช่วง 5 ปีหลังมานี้นังอีสานนอกกระแสได้กลายมาเป็นหนังในกระแสอย่างไม่อาจปฏิเสธ จุดเริ่มต้นที่เห็นชัดเจนเกิดจากปรากฏการณ์ป่าล้อมเมือง ของ ‘ผู้บ่าวไทบ้าน E-SAN INDY’ ของ อุเทน ศรีริวิ เมื่อ พ.ศ. 2557 ที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจากการเข้าฉายในท้องถิ่น จนสามารถเคลื่อนตัวเข้ามาฉายในโรงภาพยนตร์ที่กรุงเทพได้สำเร็จ และปลุกวงการหนังอีสานให้ฟื้นขึ้นมาได้อีกครั้ง ก่อให้เกิดผู้กำกับอีสานหน้าใหม่ที่ลุกขึ้นมา ‘เฮ็ด’ หนังกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน เช่น วรวุฒิ หลักชัย ครูมัธยมชาวหนองบัวลำภู ผู้กำกับ ‘ฮักมั่น In My Hometown’ (2560) หรือ สุรศักดิ์ ป้องศร ผู้กำกับหนุ่มชาวศรีสะเกษ เจ้าของผลงานชุด ‘ไทบ้านเดอะซีรีส์’ (2560) ซึ่งโด่งดังในปัจจุบัน

ทั้งนี้นอกจากเรื่อง ราชินีดอกหญ้าที่ฉายผ่านไปแล้ว ภาพยนตร์เรื่องอื่นมีกำหนดการฉายดังนี้

Advertisement

วันอังคารที่ 21 พ.ค. เรื่อง ‘สิ้นเมษาฝนตกมาปรอยปรอย’ ผลงานของ วิชชานนท์ สมอุ่มจารย์ นำแสดงโดย อุเทน ศรีริวิ, จิณณพัต ลดารัตน์, เสรี พิมพา ภาพยนตร์ที่ผสมผสานเรื่องจริงและจินตนาการ สารคดีและเรื่องแต่ง ภาพอดีตและปัจจุบัน เพื่อสำรวจตัวละครและสังคมไทยในภาพรวม

วันพุธที่ 29 พ.ค. ‘ฮักนะสารคาม’ กำกับโดย ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ นำแสดงโดย สุดารัตน์ บุตรพรม, ภาวิณี วิริยะชัยกิจ, ธันวา สุริยจักร เรื่องของ ‘อุบล’ ที่เรียนมหาวิทยาลัยมาถึง 7 ปี ซึ่งได้ตกหลุมรักหนุ่มหล่อรุ่นน้อง ที่สาวๆต่างหมายปอง


วันศุกร์ที่ 31 พ.ค. ‘ฮักมั่น In My Hometown’ กำกับโดย วรวุฒิ หลักชัย นำแสดงโดย มาติน วีลเลอร์, จันทร์จิรา จันทรมณี, เบญจมาภรณ์ วิลัยมาตย์, ธนชิต พลนาล้อม เรื่องราวอลวนของเด็กสาวที่ใครต่อใครพากันรุมรัก

วันเสาร์ที่ 1 มิ.ย. ฉาย 2 เรื่องคือ ‘มนต์รักแม่น้ำมูล’ ความรัก ความฝัน ของหนุ่มสาวลุ่มแม่น้ำมูล 3 คู่ กำกับโดย พงษ์ศักดิ์ จันทรุกขา นำแสดงโดย สมบัติ เมทะนี, นัยนา ชีวานันท์, ปิยะ ตระกูลราษฎร์, เนาวรัตน์ ยุกตะนันท์ ส่วนอีกเรื่องคือ ‘ครูบ้านนอก’ เรื่องของครูหนุ่มผู้ตัดสินใจสอนหนังสือที่โรงเรียนในถิ่นทุรกันดารของภาคอีสาน แต่กลับต้องพบเจอกับอำนาจที่ไม่ชอบธรรม งานกำกับของ สุรสีห์ ผาธรรม นำแสดงโดย ปิยะ ตระกูลราษฎร์, วาสนา สิทธิเวช

วันพฤหัสบดีที่ 6 มิ.ย. ‘เกิดมาลุย’ กำกับโดย ประพนธ์ เพชรอิน เรื่องเล่าถึง ธง หนุ่มนักบู๊ที่มีภารกิจต้องตามหาเพื่อปกป้อง ทนายเสียนฟง ผู้หลบหนีมายังหนองคาย เพราะรู้ความลับของแก๊งมาเฟียฮ่องกง

วันเสาร์ที่ 8 มิ.ย. ฉาย 2 เรื่องคือ ‘ทุ่งกุลาร้องไห้’ กำกับโดย กฤษณพงษ์ นาคธน นำแสดงโดย ปิยะ ตระกูลราษฎร์, สุพรรษา เนื่องภิรมย์ ภาพยนตร์ที่อ้างถึงตำนานของทุ่งกุลาร้องไห้ เล่าเรื่องราวของชนกลุ่มน้อยที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนกับการไม่ถูกยอมรับจากคนในหมู่บ้าน ความแห้งแล้งของธรรมชาติ รวมทั้งนายทุนที่หวังเข้ามายึดครองพื้นที่ ส่วนอีกเรื่องคือ ‘แหยมยโสธร’ กำกับโดย เพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา นำแสดงโดย เพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา, เจเน็ต เขียว หนังรักตลกย้อนยุค ที่เล่าเรื่องราวของชายหนุ่มที่ถูกสาวรุกจีบ โดยที่เขาไม่ได้สนใจใยดี

วันเสาร์ที่ 15 มิ.ย. ฉาย 2 เรื่องคือ ‘ผู้บ่าวไทบ้าน E-SAN INDY’ กำกับโดย อุเทน ศรีริวิ นำแสดงโดย ธนฉัตร ตุลยฉัตร, ชูติมา วันดึก เล่าถึงหนุ่มอีสานที่ฝันอยากเป็นผู้กำกับหนังอันโด่งดัง แต่กลับต้องผิดหวังในความรักเมื่อแฟนสาวของเขากลับมาจากเมืองนอกพร้อมแฟนฝรั่ง และเรื่อง ‘ไทบ้านเดอะซีรีส์’ กำกับโดย สุรศักดิ์ ป้องศร นำแสดงโดย ณัฐวุฒิ แสนยะบุตร, ธันวาพร นาสมบัติ นี่คือภาคแรกของหนังอีสานนอกกระแสที่ได้รับความนิยมอย่างยิ่งในปัจจุบัน เล่าเรื่องราวหนุ่มขี้อายที่ตัดสินใจจีบสาว 100 คน โดยเชื่อว่าต้องมีสักคนที่ตอบรับคำขอเป็นแฟน ในขณะที่เพื่อนซึ่งเพิ่งเรียนจบจากกรุงเทพฯ และต้องการมาเปิดร้านสะดวกทันสมัยในหมู่บ้านตัวเอง กลับถูกพ่อไล่ให้ไปทำนา

วันอังคารที่ 18 มิ.ย. ‘ฅนลูกทุ่ง’ ผลงานการกำกับและนำแสดงโดย พันนา ฤทธิไกร เล่าเรื่องของหนุ่มนักร้องนำประจำวงดนตรีของหมู่บ้าน ผู้ต้องคอยปกป้องสาวคนรัก จากการถูกหลอกโดยหนุ่มชาวกรุง

วันพฤหัสบดีที่ 27 มิ.ย. ‘ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่’ กำกับโดย พงษ์ศักดิ์ จันทรุกขา นำแสดงโดย ปิยะ ตระกูลราษฎร์, วาสนา สิทธิเวช, สุลาลีวัลย์ สุวรรณทัต ผลงานที่ดัดแปลงมาจากนิทานพื้นบ้านเรื่องดังของอีสาน เรื่องของความหิวที่ทำให้เขาขาดสติและทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด


ทั้งนี้ภาพยนตร์จะฉายที่โรงภาพยนตร์ศรีศาลายา หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) รอบ 17.30 น. ในวันธรรมดา ส่วนวันเสาร์ฉาย 2 เรื่อง เวลา 13.00 และ 15.00 น.

เข้าชมได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

 

 

 

ขอบคุณข้อมูลจากหอภาพยนตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image