“ผมคุยกับ UNHCR มาสักพัก ว่าอยากทำงานใหญ่ด้วยกัน ตอนแรกทางนั้นจะให้ร้องเพลง ผมนี่บอกแบบเสียงหลงเลย ไม่เอา” นี่ วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล เล่าแบบปนอาการหัวเราะ ก่อนบอกต่อว่า หลังหารือกันไปมา ภายใต้โจทย์ 2 ประการ คือ หนึ่งสามารถระดมทุนให้สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) นำไปช่วยเหลือผู้ลี้ภัยทั่วโลก และสอง ต้องเป็นงานศิลปะที่เขารู้สึกสนุกกับจะทำ ขณะเดียวกันก็สามารถสื่อสารปัญหาของผู้ลี้ภัยที่กำลังอยู่ในภาวะวิกฤตให้คนได้รับรู้ ในที่สุดก็ลงตัวกับ นิทรรศการภาพถ่าย Serenity in Chaos-จลาจลอันงดงาม฿ซึ่งกำลังเปิดแสดงให้ชมที่หอศิลปแห่งกรุงเทพมหานครระหว่างนี้ถึง 2 มิถุนายน
“นิทรรศการภาพถ่ายคิดในหัวมาหลายปีแล้วว่าอยากทำ” ชายวัย 34 ซึ่งในช่วง 10 กว่าปีมานี้เดินทางไปกว่า 70 ประเทศทั่วโลก ถ่ายภาพสิ่งที่พบเห็นมาหลายหมื่นภาพ และแทบจะไม่ได้นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์บอก
มาคราวนี้เขาจึงใช้เวลานานนับเดือนคัดสรรภาพจำนวนหนึ่งมาแสดง โดยมุ่งหวังให้ผู้มาชมได้สัมผัสเรื่องราวของชีวิต ความสวยงาม ความมหัศจรรย์ของโลก และของมนุษย์ ที่ซ่อนอยู่ในหลายๆ มุมบนโลกใบนี้
สำหรับชื่อ “จลาจลอันงดงาม” วรรณสิงห์บอกเขาตั้งใจจะสื่อสารในหลายมิติ ในแบบที่ “ตาเห็น” ก็คือในหลายมุมของโลกที่ซ่อนอยู่ในซอกหลืบ ยากเหลือเกินกว่าจะเดินทางเข้าไปถึง แล้วพอบรรลุจุดหมายก็ “แทบหยุดหายใจ”
“โลกมีมุมเหล่านั้น ที่ทำให้เราตกหลุมรักกับโลกซ้ำแล้วซ้ำอีก”
ขณะเดียวกันในอีกมิติ “ก็มีมุมของความสัมพันธ์และความเข้าใจในความเรียนรู้กับผู้คนจากทั่วทุกมุมโลก คนที่ไม่คิดว่าจะได้พูดคุยกับเขามาก่อน”
บอกอีกว่าคำ “จลาจลอันงดงาม” นั้น สำหรับเขา เกิดขึ้นในช่วงหลังๆ ของการทำงาน “ที่ความสนใจเบนไปยังพื้นที่มืดดำค่อนข้างเยอะ”
“ซึ่งแน่นอนว่าสงครามเป็นเรื่องใหญ่ในนั้น”

ขณะเดียวกันก็ยังเป็นเรื่องของยาเสพติด การก่อการร้าย การค้าประเวณี สลัม
“เราอยากรู้ อยากเข้าใจ ว่าคนที่เรามองว่ามืดดำ อยู่ในพื้นที่มืดดำของโลกใบนี้ ทั้งผู้กระทำและผู้ถูกกระทำ จริงๆ แล้วเขาคิดอะไรอยู่ หรือเราจะสามารถทำความเข้าใจในตัวพวกเขาได้ไหม เขามาจากจุดไหน เป็นมนุษย์เหมือนกันหรือเปล่า”
“ที่เคยเห็นในภาพยนตร์ นวนิยาย เราจะเคยชินกับการแบ่งคนเป็นมิติเดียว ว่าพวกนี้เลว พวกนี้อ่อนแอ พวกนี้ดำ พวกนี้ขาว แต่มันไม่เคยเป็นอย่างนั้นในการเดินทาง พอเราได้คุยกับเขาจริงๆ แล้ว มีอะไรหลายมิติ ที่ซับซ้อนกว่านั้น ให้เข้าใจและค้นหา และสัมผัส เยอะมาก”
“ในแง่หนึ่งเรารู้สึกว่า นี่คือความงดงามที่สุดอย่างหนึ่งของการได้ออกไปดูโลก ซึ่งส่วนใหญ่สำหรับผมมันอยู่ในรูปแบบของการเดินทาง แต่สำหรับผู้อื่น มันไม่จำเป็นจะต้องอยู่ในรูปแบบการเดินทางไปในที่ไกลๆ แต่ว่าเป็นการสื่อสารและเปิดตัวเองให้เข้าใจคนที่ไม่ได้เหมือนเรา ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมไทยควรจะทำในตอนนี้ ก็ได้”
ในส่วนนิทรรศการ วรรณสิงห์เลือกที่จะจัดแบ่งออกเป็น 4 ส่วน คือ Civilization (อารยธรรม) /NATURE (พิภพ)/ Human (มนุษย์) และ WAR (สงคราม) โดยตั้งใจให้สงครามเป็นโซนหลัก เพื่อจะได้สะท้อนภาพของผู้ลี้ภัย และความเดือดร้อนของผู้คนทั่วโลก อย่างไรก็ดี “นั่นไม่ใช่เรื่องเดียวที่เราพูด” เพราะยังมีเรื่องชีวิตจริงของผู้คนที่อยู่อาศัยในพื้นที่เหล่านั้น ซึ่งอยากนำมาให้ทุกคนได้เห็น

ขณะที่ในโซน “มนุษย์” ก็เป็นเรื่องของผู้คน “ซึ่งมีเรื่องราวบางอย่างที่น่าสนใจ ที่เราอยากให้เห็น ว่าโลกนี้มีคนเหล่านี้อยู่”
อย่างคู่ตายายชาวยูเครน ที่ตัดสินใจย้ายกลับไปอยู่บ้าน ในบริเวณที่อาจได้รับอันตรายจากกัมมันตรังสีจากเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิด เนื่องเพราะแม้จะอยู่พื้นที่ปลอดภัย แต่ตลอด 2 ปีที่อพยพไปก็ยังคงรู้สึกคิดถึงบ้าน
“แล้วเขาก็อยู่กับกัมมันตภาพรังสีเรื่อยมา จนผ่านไป 30 ปีแล้ว ก็ปลูกไร่ ปลูกองุ่น เอาองุ่นมาให้ผมกิน แล้วผมก็กินองุ่นนิวเคลียร์” เล่าแล้วเขาก็ยิ้ม
“หรือเผ่ากินคนที่ปาปัวนิวกินี หลายคนได้ยินชื่อก็กลัวแล้ว แต่ผมไปอยู่บ้านเขามา 5 วัน ก็อยากเล่าให้ฟังจังเลย ว่าจริงๆ แล้วคนพวกนี้เป็นแบบไหน”
ส่วนในโซน “พิภพ” เขาก็นำเอาโลกของสัตว์ป่า โลกของธรรมชาติ ขณะที่ในโซน “อารยธรรม” ก็นำเสนอสภาพสังคมในพื้นที่ต่างๆ
“ผมเลือกมา 55 รูป จากทั้งหมด 40,000 รูป จาก 30 กว่าทริป เลือกรูปที่มีเรื่อง ต้องเป็นภาพที่สวยแหละ แต่ว่าถ้ารูปในสวย แล้วไม่มีเรื่องอะไรจะเล่าเลย ก็ไม่เอา”
ภาพเหล่านั้น สำหรับตัวคนถ่าย ไม่มีภาพไหนที่เขาชอบที่สุด แต่มีภาพหนึ่งซึ่งมีความหมายสำหรับตัวเอง
“ภาพสีส้ม เป็นภาพสัตว์ประจำชาติของนามิเบีย เดินเรียงกัน 4 ตัว ช่องไฟเท่ากันเป๊ะ ผ่านมาในวิวที่เป็นคู่ขนาน เนินทรายสีส้มอยู่ข้างหลัง และท้องฟ้าเป็นสีฟ้า มันสมมาตร เพอร์เฟ็กต์สุดสุด มันพิเศษกับผมเพราะนั่นเป็นทริปแรกที่ผมออกเดินทางคนเดียว และเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการเถื่อนทราเวล ทริปนั้นตอนแรกยังไม่รู้เลยว่าจะไปทำอะไร รู้อย่างเดียวว่าต้องไปรักษาปัญหาชีวิต ตอนนั้นเกือบจะเป็นโรคซึมเศร้า เลยถีบตัวเองว่าลองไปแอฟริกาแล้วกัน เผื่อหาย ซื้อตั๋วไป 20 กว่าวัน แต่ 3 วันหายเลย แล้วไปค้นพบตัวเองอยู่ท่ามกลางวิวพวกนี้ ลืมปัญหาตัวเองทุกอย่าง”
“แล้ววันหนึ่งพอกลับมาดู รูปนี้มันสวยในเชิงภาพถ่าย แต่ความหมายที่มีต่อเราคือ เราค้นพบตัวเองอีกครั้ง และหาเส้นทางของตัวเองเจอ หลังจากหลงทางอยู่สักพักในชีวิต”

นิทรรศการครั้งนี้ วรรณสิงห์บอกว่า นอกเหนือจากความอยากกระตุ้นให้คนตระหนักรู้เรื่องสงคราม ทั้งในแง่มุมของผู้ที่เดือดร้อนจากสงคราม เหตุของสงคราม และสิ่งที่เราทุกคนสามารถช่วยเหลือผู้เดือดร้อนเหล่านั้น ซึ่งทำได้หลายอย่างตั้งแต่เป็นอาสาสมัครลงพื้นที่ไปช่วยเหลือ ไปจนถึงให้เงินบริจาค
“เราตั้งใจอย่างมากที่จะไม่พูดแค่งานศิลปะ แต่จะให้คนที่เข้ามาชมรู้ว่าเงินของเขาทำอะไรได้ เงินจะไปถึงใคร และสำคัญกับคนเหล่านั้นมากแค่ไหน ทำให้รู้ว่าทุกบาท ทุกสตางค์มีความหมายจริงๆ”
“และเราพยายามจะหาเงินจำนวนหนึ่งจากงานนี้ เพราะทุกวันนี้วิกฤตผู้ลี้ภัย 68.5 ล้านคน เป็นวิกฤตที่ทาง UNHCR เองก็ไม่เคยเจอ ถึงเวลาแล้วที่ทุกคนต้องตื่นตัวและมาช่วยกัน”
“เราคาดหวังว่าข้อความต่างๆ ที่พวกเราเล่า จะเปิดใจคนที่เข้ามาดูนิทรรศการ ได้เห็นว่าผู้ลี้ภัย แม้จะไม่ใช่คนร่วมประเทศ เป็นคนต่างเชื้อชาติ ต่างศาสนา แต่เขาก็เป็นมนุษย์เหมือนเราทุกคน อยากให้คนเข้าถึงเรื่องราวต่างๆ ในเรื่องมุมมองเชิงสังคมโลก และนี่คือหนึ่งในนั้น”
“ปัญหาของโลกไม่ใช่เรื่องของคนอื่น แต่เป็นปัญหาของเราร่วมกัน”
การที่เขาลงมือทำงานนี้ วรรณสิงห์บอกว่า ความจริงแล้วก็คงไม่ต่างจากคนอื่นๆ ที่อยากคืนกลับให้สังคม
“ผมว่าทุกคนพอทำงานมาถึงจุดหนึ่ง ถ้าไม่ได้โหยหาเงินทอง และชื่อเสียง และความมั่งคั่งจนมากเกินไป ถึงจุดหนึ่งก็อยากคืนสังคมกันทั้งนั้น เพราะว่าทำแล้วมันอิ่มใจ อยากให้สิ่งที่เราทำมันไม่ได้หาเลี้ยงชีพไปวันๆ แต่มีความหมายอะไรสักอย่างกับโลกใบนี้และคนอื่นบ้าง”
“โลกใบนี้มีปัญหาเยอะนะครับอย่างที่ทุกคนรู้ เราแก้ทั้งหมดไม่ได้ และแก้ไม่ไหว ทางออกมีสองทาง คือไม่ทำอะไรเลย นอนเฉยๆ สองคือเลือกสักหนึ่งอย่างและทำให้เต็มที่ ผมก็เลือกทำอย่างนี้”
“ส่วนตัวเราคงไม่ตั้งว่าอันนี้มันจะต้องเปลี่ยนแปลงโลก แต่รู้สึกว่าอยากเป็นส่วนหนึ่งน่ะ อย่างน้อยตอนแก่ไป ไม่บอกลูกหลานก็บอกกับตัวเอง ว่าเราไม่ได้ตื่นมาหายใจทิ้งไปวันๆ”

เดินทางกับวรรณสิงห์
นอกเหนือจากความยากลำบาก อากาศร้อน หนาว ของหนัก และต่างๆ นานาที่วรรณสิงห์บอกว่าเป็นเรื่องเบสิกของการเดินทาง จน “ตอนนี้รู้สึกว่าตัวเองทนเหนื่อย ทนหนาว ทนร้อนได้แบบไม่ต้องมานั่งคิดอะไรกับมันแล้ว” สำหรับเขา “การเดินทางไม่ได้สอนอะไรเราเลยนะครับ การเดินทางเป็นการเอาแต่ใจเต็มที่ ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรใครเลย”
“เพราะฉะนั้นผมคงไม่บอกหรอกว่าการเดินทางมันสอนอะไรในชีวิตทุกๆ ด้าน”
แต่แน่ละ ว่าอาจมีบางด้านที่ได้รู้เพิ่มจากการเดินทางเหล่านั้น เช่น การเอาตัวรอดอย่างไรในพื้นที่สีแดง
“แต่ว่ามันไม่ได้มีประโยชน์อะไรในชีวิตจริง เอามาใช้ในสถานการณ์ปกติอาจจะยากสักหน่อย”
“แต่สิ่งที่เราได้เยอะที่สุดจากการเดินทาง และมันปรับตัวเราเองไปโดยอัตโนมัติ คือเรื่องของการยอมรับความแตกต่างและหลากหลาย”
“ผมเข้าใจว่าคนอาจจะเกลียดและกลัวสิ่งที่แตกต่างจากเรา และไม่เข้าใจมัน แต่พอมีโอกาสได้เดินทาง ได้เจอสิ่งที่แตกต่างจากเราสุดขั้ว จำนวนมหาศาล ไม่ต้องมานั่งคิดเรื่องพวกนี้แล้วครับ คือยอมรับในธรรมชาติเลย ว่าทุกคนแตกต่างกัน และสิ่งที่สำคัญคือหลังจากคุยและสัมภาษณ์คนมาหลายพันคน ทุกคนสามารถถูกเข้าใจได้ ตั้งแต่ยากูซ่า ดาราเอวี ยันผู้ก่อการร้าย มือปืนที่โคลัมเบีย ถ้าคุยกับเขาจริงๆ จะเข้าใจว่าที่มาที่ไปของเขาเป็นแบบไหน ทำไมทำสิ่งนี้ ซึ่งไม่ได้แปลว่าเขามีข้อบกพร่อง หรือว่าเราเห็นด้วยนะ เพียงแต่ไม่ได้รู้สึกว่าต้องมานั่งประณามคนกลุ่มไหนว่าเลว และพอเราทำงานที่เน้นความเข้าใจมากขึ้น มันก็ส่งผลต่อตัวเราด้วย ว่าเรายินดีจะเข้าใจผู้อื่นมากยิ่งขึ้นไหม”
“แล้วพอมาเมืองไทยเราก็มีความคิดเห็นที่หลากหลาย โดยเฉพาะในเรื่องการเมือง สมมุติถ้าใครคิดไม่เหมือนเรา ในตอนที่อายุน้อยๆ เราคงไปทะเลาะ ไปเถียง เดี๋ยวนี้ก็แค่นั่งถามว่าทำไมถึงคิดแบบนั้น เพราะว่าเราสนุกกับการได้เข้าใจว่าคนที่ไม่เหมือนเราเขาคิดจากจุดไหนกัน”


