“แม่จิ๋ม มยุรฉัตร” เปิดใจ หลังถูกมองเป็นมาเฟียของวงการบันเทิง

3.06.19 | 16:46 น.
เป็นผู้จัดอันดับต้นๆ ของวงการบันเทิงที่มีผลงานออกสู่สายตาประชาชนมามากมาย สำหรับ แม่จิ๋ม มยุรฉัตร เหมือนประสิทธิเวช ซึ่งหลายคนก็จะมองว่าแม่จิ๋มคือมาเฟียของวงการบันเทิง ถ้านักแสดงคนไหนเล่นไม่ดีสั่งปลดเลยทีเดียว
ล่าสุด แม่จิ๋ม มาเปิดใจผ่านทางรายการ คุยแซ่บshow ทางช่องone31 ที่มีหนิง ปณิตา และ นุ้ย สุจิราเป็นพิธีกร
อยู่ในวงการมา 50 ปี เป็นผู้จัดอันดับต้นๆ ของประเทศไทย หลายคนบอกว่าการเป็นผู้จัดเราก็นั่งทำงานในออฟฟิศ ชี้นิ้วสั่งให้ดารามากราบไหว้ หรืออะไรเราบ้าง ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลหลายคนอาจจะเข้าใจผิดทั้งหมด?
แม่จิ๋ม : ผู้จัดสมัยก่อนตอนที่แม่เข้ามาเป็นมันยังไม่เยอะ และไม่เรื่องมากเท่าทุกวันนี้ พอเข้ามาเป็นผู้จัดปุ๊บก็จะเริ่มประสาทแตก คนนี้อย่างนั้น คนนั้นอย่างนี้ วันนี้มาไม่ได้ วันนี้ต้องรีบไป แต่สมัยนั้นไม่มี สมัยนั้นคือ คุณต้องให้เราตั้งแต่ 6 เช้าถึง 2 ทุ่ม
อย่างกองของอาถ้าห้องน้ำไม่สะอาดก็ไปลงทุนล้างห้องน้ำเอง?
แม่จิ๋ม : สมัยนั้นไม่มีแม่บ้าน คือมีอยู่วันนึงไปถ่ายละครที่วัด เราก็เดินไปดูห้องน้ำ ซึ่งคนมาเข้าเยอะ เราเห็นคือห้องน้ำไม่ไหวแล้ว พวกนักแสดง ทีมงาน เขาต้องอยู่อีกทั้งวัน เราก็จะบอกคนที่เก็บกวาดกองเราว่าไปทำ เขาก็เดินเข้าไปเอากระดาษทิชชู่ม้วนๆ ไปวาง เราก็เดินเข้าไปถามทำไมถึงไม่ทำ เขาบอกหนูทำไม่ได้ หนูจะอาเจียน เราก็เลยบอกงั้นไม่เป็นไร ก็เดินไปเอาถังมาใบนึงรองน้ำมาแล้วราดๆ แล้วฉันก็ล้างก็ไม่เห็นเป็นไรเลย แล้วพอเราทำได้ ทุกคนทำได้หมด คือเราอยากให้ใครทำอะไรเราทำ แต่เราถือว่าอันนี้มันคืองานของเรา เมื่อก่อนไปถ่ายละครร้านเพชร กระจกมันก็ใสๆ แต่พอคนจับเยอะๆ มันก็เขอะหมดเลย เราก็บอกเด็กฝึกงานให้ไปเช็ดกระจก เราก็ยืนรอว่าเมื่อไหร่มันจะมาเช็ดสักที เราก็ทำเอง อาจะเป็นแบบใช้ใครไม่ได้ก็จะไม่ใช้ ทำเอง แล้วเด็กที่เราให้เช็ดมันบอกว่า เออ แม่ก็เช็ดได้ เออฉันเช็ดได้แล้วฉันก็ไม่อายใครด้วย เขาก็บอกว่าแต่หนูอาย คือแม่อะถ้าใครเดินผ่านไป ผ่านมาก็รู้ว่าแม่ไม่ใช่เด็กเช็ดกระจกหรอก แต่ตัวเขาเป็นเด็กกลัวเพื่อนเห็น เราก็บอกว่าอย่าอยู่เลยกองถ่าย ไปฝึกที่อื่น แต่ว่าบางทีถ้าจะเป็นผู้จัดจริงๆ ต้องเอาใจใส่ว่าอาหาร บางทีออกมาแล้วนักแสดงทานไม่ได้ บางทีเขามีเงินเป็นหมื่นในกระเป๋า แต่เขาออกไปซื้อไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราต้องให้อะไรที่เขาแฮปปี้
แต่ก็มีคนเม้าท์ว่าแม่จิ๋มเป็นมาเฟียวงการบันเทิง?
แม่จิ๋ม : ไม่เลย แสดงว่าคนพูดไม่รู้จริง ถ้าคนพูดรู้จริงก็จะรู้ว่าแม่เป็นคนที่ใจดีที่สุดในบรรดาผู้จัดทั้งหมด คือคิดออกไหม คุณให้คิวเขาอาทิตย์ละ 3 วัน แต่คุณเอาคืนไปวันครึ่ง แล้วคนที่ต้องรอเข้าฉากกับคุณ บางทีตัวประกอบมาแล้ว ยกออกไป บางทีเราทำงานไม่ได้ตามกำหนดทุกอย่างมันบานไปหมด ทุกอย่างมันเพิ่มไปหมด คุณห่วงแต่จะรับอีเว้นท์ เพราะว่าถ้าคุณไม่มีละครเสริมคุณก็ไม่ได้อีเว้นท์ ไม่ใช่อีเว้นท์มาเสริมละครนะ อีเว้นท์จะมีก็ต่อเมื่อคุณมีละครเล่น
บางกระแสบอกว่าถ้าบางคนมาเล่น แล้วเล่นไม่ดี แม่สั่งเปลี่ยนตัวกะทันหันเลย?
แม่จิ๋ม : ไม่เคยสั่งเปลี่ยนใครเลย แต่ว่าจะมีการประชุมกันภายใน สมมุติว่าคนนี้ที่เลือกมาเล่นไม่ได้จริงๆ เอามาเทรนใหม่แล้ว เข้าคลาสแล้วก็ยังไม่ได้ แล้วเขาเล่นออกไปเขาก็เสีย เราก็เสีย ถ้าเป็นลงมติทั้งในห้องส่ง ทั้งในออฟฟิศว่าเปลี่ยนเถอะเราก็จะบอกว่าขอเปลี่ยน แต่ว่าต้องสุดวิสัยจริงๆ แต่แทบไม่เคยนะ
ถ้าทางบ้านบอกคนนี้เล่นฉันไม่ดู?
แม่จิ๋ม : ก็ไม่ต้องดูก็ได้ ไม่เป็นไร ไม่ใช่ว่าหยิ่งนะ แต่งานเราทำแล้ว แล้วเราตั้งใจทำ ถามเราว่าเราเต็มที่กับงานไหม เราเต็มที่ ทำดีที่สุดแล้ว เพราะถ้าทำไม่ดีก็จะไม่ส่งงานเข้าไป
ในชีวิตการเป็นผู้จัด แม่เคยแบนใครเป็นเรื่องเป็นราวไหม?
แม่จิ๋ม : ไม่เคย เพราะว่าวงการบันเทิง วงการละคร มันต้องเวียน เดี๋ยวมันก็มาเจอกันจะโกรธอะไรกันหนักหนา
แล้วมีไหมที่แบบตื่นก็ไม่ตื่น อีเว้นท์ก็วิ่ง ผู้จัดการก็เยอะกับฉันเหมือนกัน ประสานงานกองมาบอกแม่ปุ๊บ มีไหมแบบเรื่องหน้าไม่ต้องเล่นแล้ว?
แม่จิ๋ม : ไม่พูดมั้ง อันนั้นเป็นคิดในใจป่ะ
แสดงว่าต้องเคยมีแบบนี้ เชื่อว่าความเป็นผู้จัดต้องเจออะไรแบบนี้บ้าง?
แม่จิ๋ม : ไม่แม่ก็จะบอกว่าหนูถ้าหนูไม่มีละครหนูก็ไม่มีอีเว้นท์นะลูก ถ้าหนูอยากรับอีเว้นท์อย่างเดียวก็หยุดละครก่อนนะแล้วก็ดูสิจะมีอีเว้นท์ไหม เราพูดดีๆ เราไม่ได้อะไร
เชื่อว่าทุกเรื่องจะต้องมีบุคลากรเยอะสักหนึ่งคน มันต้องเจอ เขายังกล้าไหมถ้าแม่อยู่ในกอง?
แม่จิ๋ม : ทุกคนก็ไม่กล้าต่อหน้าหรอก แต่ไอเรื่องลับหลับเราก็ต้องทำใจเหมือนกันนะว่าเราทำงานกับคน 30 คนใน 1 วัน เราก็ต้องดูว่าใครมีปัญหาอะไร เราเดินผ่านไป ผ่านมา เดี๋ยวเราก็รู้ ก็เห็น ก็คุยกัน
สมมุติเรารู้ปัญหาในกองถ่าย แม่มีวิธีรับมือยังไง?
แม่จิ๋ม : เราก็ต้องดูก่อนว่าปัญหาเกิดจากอะไร ถ้าเป็นนักแสดงไม่พร้อมที่จะเล่นก็คุยตัวต่อตัวเข้าในห้องมืดนิดนึงเผื่อสติจะได้กลับมา ถ้าเป็นทีมงานจะโดนเลย เป็นทีมงานไม่ได้เลยนะ คุณเป็นทีมงานคุณต้องรู้ว่ามาทำเพื่ออะไร คุณต้องมีจุดหมายของคุณ คุณทำอะไร ได้อะไร เสียอะไร ถ้าเผื่อไม่เต็มใจทำออกไปได้เลย จะได้เรียกคนอื่นมา คนตกงาน คนว่างงานมีเยอะแยะ ไม่เป็นไรถ้าคุณยังไม่พร้อมคุณกลับบ้าน