การเสียชีวิตอย่างกะทันหันของ น.ส.บุตรศรัณย์ ทองชิว หรือ “น้ำตาล เดอะสตาร์” นักร้องนักแสดงสาว โดยไม่ทราบสาเหตุเมื่อวันที่ 14 มิถุนายนที่ผ่านมา
ทราบแต่เพียงว่าขณะเกิดเหตุมีเลือดออกปาก จมูก และหมดสติไปเท่านั้น ต้องช่วยกันปั๊มหัวใจก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาลที่จังหวัดสมุทรสาคร ก่อนจะย้ายเข้ามารักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลศิริราช
แต่ก็ไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้!
แพทย์เองก็ยังงงๆ กับสาเหตุการชีวิต ไม่กล้าสันนิษฐานว่าเกิดจากโรคอะไรแน่
กระทั่งล่าสุดทางคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้สรุปผลหลังจากการตรวจวินิจฉัยชิ้นเนื้อหลังโพรงจมูกของน้องน้ำตาล
ภายหลังได้ขออนุญาตครอบครัวส่องกล้องเข้าไปดูบริเวณหลังโพรงจมูก และพบบริเวณเนื้อบุหลังโพรงจมูกมีสีผิดไปจากปกติ ขนาดประมาณ 0.5-1 เซนติเมตร (ซม.) จึงตัดชิ้นเนื้อบริเวณดังกล่าวเพื่อนำมาตรวจวินิจฉัยทางพยาธิวิทยาหาสาเหตุการเสียชีวิต
โดย รศ.นพ.ปรัญญา สากิยลักษณ์ สาขาวิชาศัลยศาสตร์หัวใจและทรวงอก ภาควิชาศัลยศาสตร์ กล่าวว่า ระหว่างตัดชิ้นเนื้อพบมีเลือดไหลออกมาจำนวนมาก จึงคาดว่าบริเวณดังกล่าวอาจเป็นสาเหตุ ต่อมาได้ทำการย้อมชิ้นเนื้อและพบว่าเข้าได้กับวัณโรค แต่ไม่พบเชื้อ ทางคณะจึงได้ทำการตรวจอีกวิธีหนึ่งเรียกว่า พีซีอาร์ (PCR : Polymerase Chain Reaction) คือ การตรวจหาดีเอ็นเอของเชื้อวัณโรคเพื่อให้เกิดความแน่ใจ ปรากฏได้ผลเป็นบวก และผลการตรวจชิ้นเนื้อบ่งชี้มีเชื้อวัณโรคหลังโพรงจมูก
ด้าน ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า กรณีน้ำตาลทำให้ทราบว่าสถานการณ์วัณโรคในไทยไม่ได้น้อยลง ซึ่งสถิติปี 2560 พบคนไทยป่วยเป็นวัณโรคมากถึง 80,000 คน จากประชากร 69 ล้านคน โดยร้อยละ 83 เป็นวัณโรคปอด ร้อยละ 17 พบบริเวณนอกปอด เช่น กระดูก อวัยวะส่วนบน และวัณโรคหลังโพรงจมูกพบได้น้อยกว่าร้อยละ 1 ของวัณโรคที่พบนอกปอด ส่วนรายงานทางการแพทย์ทั่วโลกพบผู้ป่วยวัณโรคหลังโพรงจมูก 1 ใน 3 อาจไม่มีอาการใดๆ และประมาณร้อยละ 70 มีต่อมน้ำเหลืองที่คอโต หรือมีก้อนบริเวณหลังโพรงจมูก ซึ่งการวินิจฉัยจะได้จากการตรวจชิ้นเนื้อบริเวณดังกล่าว โดยคนทั่วไปหากไม่มีอาการผิดปกติบริเวณดังกล่าวจะไม่เข้ารับการตรวจ
ศ.นพ.ประสิทธิ์กล่าวย้ำว่า วัณโรคเกิดได้กับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย และสามารถเกิดขึ้นได้ในหลากอวัยวะ ซึ่งโรคนี้ไม่ใช่โรคน่ากลัว โดยรักษาให้หายขาดได้ด้วยยา ภายในระยะเวลา 6 เดือน-1 ปี พร้อมแนะนำให้ตรวจร่างกายเป็นประจำทุกปี หากพบสิ่งผิดปกติต้องเข้ารับการวินิจฉัยสาเหตุของความผิดปกติ เพราะแม้การตรวจร่างกายจะปกติ มีสุขภาพแข็งแรง แต่หากมีอาการผิดปกติระยะหนึ่ง เช่น น้ำหนักลดไม่ทราบสาเหตุ เบื่ออาหาร มีไข้ต่ำ คลำได้ก้อนผิดปกติ อย่าชะล่าใจควรรีบพบแพทย์
ส่วน นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า วัณโรคเป็นโรคติดต่อระบบทางเดินหายใจ เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อว่า ไมโคแบคทีเรียม ทูเบอร์คูโลซิส (Mycobacterium tuberculosis) ส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 80 เกิดที่ปอด และสามารถแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ เช่น เยื่อหุ้มสมอง ต่อมน้ำเหลือง กระดูก เป็นต้น กลุ่มที่รับเชื้อได้ง่ายคือเด็ก จะรับเชื้อจากผู้ใหญ่ที่เป็นวัณโรคระยะแพร่เชื้อ โดยเชื้อจะออกมากับการไอ จาม ในห้องที่ทึบอับแสงเชื้อวัณโรคอาจมีชีวิตอยู่ได้ถึง 1 สัปดาห์ ถ้าเสมหะที่มีเชื้อลงสู่พื้นที่ไม่มีแสงแดด เชื้ออาจอยู่ในเสมหะแห้งได้นานถึง 6 เดือน แพร่กระจายอยู่ในอากาศและเข้าสู่ร่างกายทางการหายใจ
นพ.สุวรรณชัยกล่าวว่า ผู้ที่ติดเชื้อส่วนใหญ่มักไม่มีอาการ จะทราบว่าติดเชื้อวัณโรคได้จากการตรวจเสมหะ โดยการทดสอบทูเบอร์คิวลินจะให้ผลบวก ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักเคยติดเชื้อตอนเป็นเด็ก ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ผู้ติดเชื้อมีอาการของโรค ได้แก่ การสัมผัสกับผู้ติดเชื้อทำให้ได้รับเชื้อเพิ่มขึ้น ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง โดยเฉพาะการติดเชื้อเอชไอวี ผู้ติดยาเสพติด และโรคขาดอาหาร ประเทศไทยฉีดวัคซีนบีซีจี (BCG) ให้เด็กทุกคนตั้งแต่แรกเกิดตามคำแนะนำองค์การอนามัยโลก ซึ่งมีผลชัดเจนในการป้องกันวัณโรคชนิดรุนแรงแบบแพร่กระจาย และวัณโรคเยื่อหุ้มสมอง ทั้งนี้ สถานการณ์วัณโรคในประเทศไทย พบผู้ป่วย 108,000 รายต่อปี เสียชีวิต 12,000 ราย
ขณะที่ นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายในการค้นหาคัดกรอง ป้องกัน ดูแลรักษา และควบคุมวัณโรค เพื่อยุติปัญหาวัณโรคของประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง ในปี 2560-2561 คัดกรองค้นหาในกลุ่มเสี่ยง ประมาณ 5 ล้านคนอาทิ ผู้ต้องขัง ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้สัมผัสร่วมบ้าน ผู้สูงอายุที่มีโรค ผู้ป่วยเบาหวาน แรงงานข้ามชาติ บุคลากรสาธารณสุข พบผู้ป่วยวัณโรค 22,784 ราย และส่งต่อผู้ป่วยเข้าสู่ระบบการรักษา สำหรับในปี 2562 ตั้งเป้าหมายลดผู้ป่วยรายใหม่ให้เหลือ 88 คนต่อแสนประชากรในปี 2564 จากที่พบ 156 คนต่อแสนประชากรในปี 2560
“ขอให้ประชาชนสังเกตอาการตัวเองและคนในครอบครัว หากมีอาการไอเรื้อรังเกิน 2 สัปดาห์ น้ำหนักลด เบื่ออาหาร เหงื่อออกกลางคืน หรืออยู่ร่วมบ้านกับผู้ป่วยวัณโรค โดยเฉพาะเด็ก ให้ไปรับการตรวจคัดกรองที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน หากป่วยจะได้รับการรักษา ซึ่งโรคนี้มียารักษาหายขาด จะได้ผลดีถ้ารับการรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มแรก และต้องกินยาอย่างสม่ำเสมอติดต่อกันอย่างน้อย 6 เดือน ร่วมกับการพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีโปรตีนและวิตามิน เพิ่มภูมิต้านทานร่างกาย” นพ.สุขุมกล่าว

