บอกเลยว่างานเข้านักร้องลูกทุ่งสาว จ๊ะ อาร์สยาม อย่างจัง เมื่อมาทราบทีหลังว่าบ้านย่านบางบัวทองที่ตัวเองอยู่อาศัยในปัจจุบัน และผ่อนชำระจนได้โฉนดมาครอบครองตั้งแต่ปี 2559 ไม่มีสิทธิ์ขาย เพราะที่ดินดังกล่าวติดอยู่ในคดีดีฟ้องระหว่างโครงการกับเจ้าของเดิม ทั้งที่เป็นโครงการขนาดใหญ่มีชื่อเสียง ล่าสุด จ๊ะ อาร์สยาม พร้อมทนาย มนตรี บานเย็น ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น โดยเจ้าตัวเผยว่า
“เกิดจากที่จ๊ะจะต้องขายบ้านหลังที่เป็นข่าว ซื้อมาตั้งแต่ปี 2558 แล้วเราจะขายก็ขายไม่ได้ เพราะธนาคารไม่ยอมอนุมัติเงินให้กับคนที่จะมาซื้อหนู”
“เพราะว่าที่ดินมีปัญหาค่ะ มีคดี ก่อนหน้านี้เราไม่เคยทราบมาก่อนเลยค่ะ ทั้งหนูและลูกบ้านกว่า 1,156 หลังคาเรือน ไม่เคยทราบ ตอนซื้อมาก็ไม่ได้มีการเช็ค กับที่ดิน เพราะว่าตอนเราหรือคนอื่นซื้อก็ซื้อดาวน์ เวลาเราซื้อดาวน์จะมีเซลล์ที่ดำเนินการอยู่แล้ว หนูซื้อดาวน์ตอนปี 2558 หนูโปะปี 2559 วันที่ได้โฉนดคือ 17 พ.ค. ก็ไม่มีการบอกอะไรจากกรมที่ดิน”
โดยหมู่บ้านของเธอนั้น บ้านแต่ละหลังราคาอยู่ที่ 2-7 ล้าน ซึ่งของตนนั้นราคา 3 ล้านกว่าบาท พร้อมเผยถึงความรู้สึกแรกที่ทราบเรื่องว่าไม่เชื่อ เพราะล้านหลังนี้ได้โอนมาเป็นชื่อตนแล้ว ก็ไม่คิดว่าจะมีปัญหา
“แต่พอน้องที่จะซื้อบ้านหนูโทรมาบอกว่า ธนาคารไม่อนุมัติเพราะที่ดินมีปัญหา อันนี้คือเริ่มเชื่อแล้วแต่ยังไม่เต็มร้อย มาเต็มร้อยตอนที่อยู่กรมที่ดิน หนูไปเสียเงินคัดเลยว่าที่หนูมีปัญหาไหม สรุปที่หนูมีปัญหาจริงๆ ตอนนี้ก็เลยรู้สึกว่าขาดความเชื่อมั่นค่ะ”
“เหตุผลที่หนูซื้อโครงการนี้เพราะเป็นโครงการใหญ่ หนูจึงรู้สึกเสียความรู้สึกกับโครงการนี้ ทำไมต้องเป็นขนาดนี้ หนูมาซื้อบ้านปี 2558 แต่เรื่องคุณมีมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว คุณน่าจะบอกเราก่อนว่าที่ตรงนี้มีคดีอยู่นะ”
และปัญหาของเธอคือต้องไปจ่ายเงินมัดจำกับบ้านหลังใหม่จำนวน 7 ล้าน ในเดือนกันยายนนี้ โดยตอนแรกนั้นตั้งใจจะนำเงินส่วนนึงที่คาดว่าจะได้จากการขายบ้านหลังเดิมไปรวมกับเงินที่มีอยู่เพื่อจ่าย
“ถ้าหนูไม่ดาวน์หนูผิดคำพูดเลย แล้วถ้าจ๊ะลดเงินดาวน์ก็อาจจะกู้ไม่ผ่าน เพราะจ๊ะเป็นศิลปินไม่มีสเตทเม้นต์เลยต้องใช้เงินดาวน์เยอะถึงจะผ่านก็จะเป็นปัญหาของจ๊ะและบ้านหลังใหม่”
“ตอนนี้ก็กังวลทั้งเรื่องบ้านหลังเก่าและหลังใหม่ด้วย ตอนนี้ก็รอเจรจาก่อน ส่วนน้องที่ซื้อบ้านต่อจากจ๊ะ เขาก็ไม่อุ่นใจเลย เขาถามว่า พี่ถ้าหนูไม่ซื้อพี่จะโกรธไหม หนูเลยกังวล เพราะถ้าน้องไม่ซื้อก็ไม่มีใครซื้อหนูแล้ว แล้วจะทำยังไง หนูอาจจะไม่ได้บ้านหลังใหม่เลยเพราะไม่มีเงินไปดาวน์ถึง 7 ล้าน ถ้าหนูมีเงินไปดาวน์แค่ 4 ล้าน ก็อาจจะไม่ผ่าน นี่ก็เป็นปัญหาของหนูอีก”
ทางด้านของ ทนายมนตรี ก็ได้เผยว่า กรณีของจ๊ะยังไม่เรียกว่าเป็นการถูกหลอก เพียงแต่ไม่ได้รับข้อมูลจากเจ้าของโครงการ
“ซึ่งเป็น พรบ. ข้อมูลข่าวสาร จริงๆ แล้วควรจะแจ้งให้กับประชาชนได้รับรู้และรับทราบ เราในฐานะประชาชนทั่วๆ ไป ไม่มีใครรู้หรอกครับเวลาซื้อบ้านว่าที่ดินตรงนี้มีคดีอะไรไหม เพียงแต่คนที่เป็นเจ้าของโครงการเขาควรจะแจ้ง หรือแถลงให้เราทราบว่าคดีนี้อยู่ระหว่างอะไร ชั้นไหน อย่างไร”
“ทางเราพร้อมอยู่แล้วที่จะเจรจากับเจ้าของโครงการ จ๊ะมีความเสียหายแล้ว เขาไปติดต่อซื้อบ้านหลังใหม่พร้อมที่จะเอาเงินไปวางมัดจำแต่ปรากฏว่าต้องผิดสัญญากับเขา ประเด็นที่ 2 เมื่อมีการซื้อขายไปที่กรมที่ดินแล้วโอนไม่ได้ โชคดีที่เป็นน้องที่จ๊ะรู้จักกัน ถ้าเป็นคนอื่นมีการวางเงินมัดจำแล้วเราคงจะต้องโดนฟ้องอีก เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ที่มันเกิดขึ้น เผอิญเจ้าของโครงการเองมีการตอบรับ แจ้งมาทางจ๊ะแล้วว่าท่านยินดีที่จะช่วยเหลือเยียวยาในส่วนที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นตรงนี้เราต้องคุยกับทางโครงการว่ามีแนวทางในการช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายอย่างไร”
ทั้งนี้จ๊ะก็ได้ทิ้งท้ายไว้เพียงว่า ตนเดือดร้อนจริงๆ เพราะต้องการขายบ้านหลังนี้เพื่อไปซื้อบ้านใหม่ รวมถึงลูกบ้านคนอื่นที่รู้สึกกังวลกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย
“จ๊ะก็อยากอ้อนวอนโครงการ และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วย เพราะว่ามีคนที่ลำบากมากกว่าหนู วันที่ประชุมมีทั้งคนที่ร้องไห้ มันเป็นเงินก้อนแรกและสุดท้ายของเขากับบ้านหลังนี้ จ๊ะอยากให้ผู้ใหญ่ทุกฝ่ายทุกท่านเลยเข้ามาช่วยดูแลค่ะ”

