เรื่องจริงที่ สมโรจน์ วสุพงศ์โสธร กรรมการผู้จัดการ บริษัท จีเอ็มเอ็ม มีเดีย จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารคลื่นวิทยุในเครือเอ-ไทม์ ยอมรับอย่างเต็มปากเต็มคำในวันนี้ คือธุรกิจวิทยุไม่ใช่แค่เพียงไม่ดีเหมือนในวันวานเท่านั้น ด้วยสถานการณ์แท้จริงที่ประสบคือ เข้าขั้น “อยู่ยาก”
“ยาก” แบบเดียวกับที่สื่ออื่นๆ ซึ่งเป็นเทรดดิชั่นนอล มีเดีย เจอ
*ทางเลือก-ทางรอด
ทางเลือกทางรอดที่ เอ-ไทม์ เลือกจึงเป็นการขยายไลน์และต่อยอด ซึ่งเรื่องนี้สมโรจน์บอกว่า บางส่วนได้ลงมือทำ และมีผลตอบรับน่าชื่นใจ อะไรๆ สำหรับเอ-ไทม์จึงยังได้อยู่
“คือทุกวันนี้ไม่ได้หมายความว่าคนเลิกฟังวิทยุนะ อยู่ในรถก็ฟัง อยู่ออฟฟิศก็อาจเปิดคอมพ์”
แต่ในเมื่อไลฟ์สไตล์ของคนอยู่กับโทรศัพท์มือถือเป็นส่วนใหญ่ สิ่งที่ค้นพบจึงกลายเป็นว่า ปัจจุบันคนที่ฟังวิทยุครึ่งหนึ่งจะฟังจากแอพพลิเคชั่นทางมือถือ
ด้วยเหตุนี้แอพพลิเคชั่น A-time online ของเขา จึงมียอดดาวน์โหลดไปแล้วกว่า 5.5 ล้านครั้ง และมียอดคนฟังต่อเดือน 16 ล้านไอดี ดังนั้นเพื่อที่จะตอบสนองคนฟังให้มากยิ่งขึ้น ตอนนี้นอกจากการให้ “ฟัง” วิทยุแล้ว เวอร์ชั่นใหม่ซึ่งเพิ่งปรับปรุงไปเมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เขายังจะให้ “ดู” คอนเทนต์ต่างๆ ของเอ-ไทม์แบบย้อนหลัง
อยากเห็น พี่อ้อย พี่ฉอด ตอนจัด ‘คลับฟรายเดย์’ ก็กด อยากเห็น ต้นหอม คุยใน ‘พุธทอล์ค พุธโทร’ ก็ไม่มีปัญหา
ขณะเดียวกัน ก็ยังมีอื่นๆ ที่น่าสนใจใส่เพิ่มเข้าไปอีก
ในฐานะผู้บริหาร สมโรจน์บอกอีกว่า นอกจากงานผลิตวิทยุกับโชว์บิซ คือการจัดแสดงคอนเสิร์ตที่ทำอยู่เป็นประจำแล้ว ก้าวต่อไปของเอ-ไทม์ คือการนำกลยุทธ์ 360 Media Solutions-360 องศา ที่เป็นมากกว่าวิทยุมาใช้
“เราจะทำทั้งวิทยุ คอนเสิร์ต อีเวนต์ ออนไลน์ แล้วก็การสร้างคอนเทนต์ต่างๆ ซึ่งบางอันอาจพัฒนาจากรายการวิทยุไปเป็นรายการทีวีเลย” เขาว่า ก่อนยกตัวอย่างถึงเรื่องน่ารู้ น่าสนใจ ที่คนพากันถามไถ่ผ่านรายการ ‘พุธทอล์ค พุธโทร’ รวมถึงเรื่องเล่าน่ากลัว แต่ก็สนุก ชวนติดตามใน ‘อังคารคลุมโปง’
ซึ่งตั้งเป้าไว้ว่า แฟนๆ อาจจะมีสิทธิได้เห็นในปีหน้า
*คู่แข่งไม่สำคัญ ดึงคนฟังให้อยู่คือหัวใจ
วงการวิทยุตอนนี้ สมโรจน์บอกว่า มีคู่แข่งน้อยลงไปเยอะมาก
“ตอนนี้ที่เหลืออยู่ ก็เป็นผู้เล่นหลักๆ เจ้าใหญ่ๆ ที่รู้จัก เจ้าเล็กๆ ก็เพิ่งมีเข้ามาบ้าง”
อย่างไรก็ตาม “น้อยลง ไม่ได้หมายความว่าง่ายขึ้นนะ” คือคำบอก พลางหัวเราะ
เหตุผลเป็นเพราะ ในปัจจุบันการแข่งขันไม่ได้มีเฉพาะในแวดวงวิทยุเท่านั้น เนื่องจากในตอนนี้มีสื่อทางเลือกเกิดขึ้นเยอะมาก “เราจึงต้องแข่งกับทุกขาที่คนเขาอยู่”
“มีคนบอกว่าวันนี้การทำสื่อ ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ครีเอตคอนเทนต์อะไรให้โดน แต่ต้องคิดว่าใน 1 วัน จะดึงคนให้อยู่กับเราได้กี่ชั่วโมง เพราะมันหลากจริงๆ นะ ว่างปุ๊บเล่นเฟซบุ๊ก ว่างปุ๊บเล่นอินเตอร์เน็ต ช้อปปิ้งออนไลน์ ใครทำวิทยุอย่างเดียวจึงจะแข่งยาก”
“ถ้ามีดิจิทัลแพลตฟอร์มรองรับ อยู่กับคนบนมือถือได้ ก็จะไปได้”
ที่ว่าๆ กันว่าวิทยุจะตายจึงไม่ใช่ความจริง
“ถ้าดูจากต่างประเทศ วิทยุก็ยังไม่ตาย ยังไงวิทยุก็ยังไม่ตาย”
สำหรับเรื่องสัมปทานการเช่าคลื่น เขาก็ว่าการต่อสัญญาไม่ยากเย็นเหมือนเช่นก่อน เหตุมาจากปัจจัยของคนเล่นในสนามที่น้อยลงดังว่า ขณะเดียวกัน “ตัวเลขของคลื่น” ก็มีความสำคัญน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด
“ทุกคนใช้วิธีเน้นแบรนดิ้ง พร้อมที่จะเปลี่ยนตัวเลข และพอเน้นแบรนดิ้ง ข้อดีคือย้ายไปไหน เขาก็ตาม”
การที่เอ-ไทม์ ย้ายคลื่นบ่อย แต่แฟนๆ ไม่หายไปไหน คงพอจะเป็นข้อพิสูจน์
*ดีเจนั้น ยังสำคัญอยู่ไหม?
“วันนี้เด็กนั่งเรียงยูทูบเองด้วยซ้ำ ทำเพลย์ลิสต์เพลงของตัวเองแล้วฟัง” นี่คือพฤติกรรมของคนฟังเพลงรุ่นใหม่ ที่คนทำวิทยุอย่างเขาพบเจอ
อย่างไรก็ดี เหล่าดีเจไม่ต้องวิตก เพราะสิ่งที่พบตามมาคือ พอฟังตามเพลย์ลิสต์ ฟังแต่เพลงแบบยาวๆ ติดกันนานเข้าก็ทำให้เบื่อ ต้องหันมาฟังดีเจคุยบ้างสลับกันไป
“ดีเจยังมีความสำคัญ ไว้แก้เหงา อัพเดตข่าว พูดคุย กับคนฟัง”
ดังนั้น เมื่อมีแผนจะเปิดคลื่นวิทยุ 1 คลื่นในไวๆ นี้ เอ-ไทม์จึงประกาศเฟ้นหาเหล่านิวเฟซมาทำหน้าที่
“นิวเฟซที่เราอยากได้ ไม่ใช่แค่พูดเก่ง เปิดเพลงได้ แต่ต้องรอบตัว”
หมายถึงต้องเป็นพิธีกรได้ และถ้ายิ่งมีพื้นฐานด้านการแสดงด้วยยิ่งดีใหญ่
“เพราะเรารู้สึกว่าวันนี้การสร้าง 1 คนขึ้นมา มันต้องมีความสามารถได้รอบ”
แน่นอนเรื่องหน้าตาและคาแร็กเตอร์ก็เป็นคุณสมบัติที่ต้องการ
สำหรับอายุนั้น มองไว้ว่าไม่น่าเกิน 25 ปี
“ส่วนถ้าอายุ 15 แต่ความสามารถได้ เราก็ไม่ปิดกั้น”
และพร้อมรับมาเป็นกำลังสำคัญตามแผน “360 องศา ที่เป็นมากกว่าวิทยุ”

