‘Where to Invade Next’ เปิดโปงความจริงแสนเจ็บแสบ คุณภาพชีวิตที่อเมริกาทำได้แค่ฝัน

“Where to Invade Next : บุกให้แหลก แหกตาดูโลก” เป็นหนังสารคดีฝีมือผู้กำกับสุดแสบสัน ‘ไมเคิล มัวร์’ ที่เคยสร้างชื่อเสียงมาแล้วจากภาพยนตร์สารคดีสุดร้อนแรงนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Fahrenheit 9/11 ที่วิพากษ์การทำงานของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐอย่างดุเดือด หรือเรื่อง Capitalism: A Love Story ที่เสียดสีระบบทุนนิยมอเมริกันที่สูบเลือดเนื้อคนทั่วโลกได้อย่างเจ็บแสบ

ครั้งนี้เขากลับมา และพาทุกคนออกไปพิสูจน์คุณภาพชีวิตจากประเทศโลกที่หนึ่ง ว่าเขามีคุณภาพชีวิตที่ดีจริงหรือไม่?

Where-to-Invade-Next-Movie-Poster

นี่คือสารคดีเสียดสีประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา โดยคนอเมริกา ที่คนไทยอย่างเราดูแล้วก็สะท้อนใจและรู้สึกเจ็บอยู่ไม่น้อย เพราะหนังพูดถึงการสร้างคุณภาพชีวิตดีๆ ของหลายประเทศทั่วโลก โดยพาไปดูให้รู้ว่า ประเทศดีๆ เค้าสร้างคุณภาพชีวิตกันอย่างไร

เริ่มตั้งแต่พาไปดูว่า ทำไม ลูกจ้างในอิตาลีถึงมีวันหยุดพักที่ยาวนาน แถมยังได้เงินเดือนตามปกติ
ทำไม โรงเรียนฝรั่งเศสจึงลงทุนคัดสรรอาหารเที่ยงชั้นดีให้เด็กนักเรียนกิน
ทำไม ฟินแลนด์จึงทะยานสู่การเป็นเจ้าของการศึกษาที่ดีที่สุดในโลก
ทำไม รัฐบาลสโลวีเนียถึงให้นักศึกษาเรียนมหาวิทยาลัยฟรี
ทำไม ครูเยอรมนีจึงสอนประวัติศาสตร์ยุคนาซีแก่เด็ก ในฐานะบาดแผลและความทรงจำที่ชาติไม่มีสิทธิเสแสร้งลืม

หนังพาเราไปหาคำตอบเหล่านั้น ด้วยการสัมภาษณ์บุคคลในแต่ละประเทศ ถึงการใช้ชิวิตในบ้านเกิดของตัวเอง ทั้งด้านการทำงาน สวัสดิการ การศึกษา สาธารณูปโภค ฯลฯ คำตอบเหล่านั้นล้วนแล้วแต่แสดงให้เห็นถึงแนวความคิดที่ว่า ทุกคนล้วนเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน

ทุกแนวความคิดที่หลายประเทศนั้นนำมาใช้ ล้วนมาจากพื้นฐานของมนุษยธรรม ซึ่งเราเห็นได้ชัดเจนมากจากคำตอบของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคำตอบของซีอีโอของบริษัทผลิตรถมอเตอร์ไซค์ชื่อดัง ดูคาติ ที่ตอบตรงกันกับเจ้าของแบรนด์ดังอย่าง กุชชี่ ที่คิดเห็นตรงกันว่า การจ่ายเงินให้ลูกจ้างในวันหยุดพักถือเป็นเรื่องที่สมควรทำ เพราะชีวิตไม่ได้มีแค่งาน แต่ยังมีเพื่อน ครอบครัว ทุกคนควรได้ใช้เวลาที่เหลือกับชีวิตส่วนตัวอย่างเต็มที่ และถ้าไม่มีเงินจะมีวันหยุดไปทำไม ในทางเดียวกัน ถ้ามีแต่เงินแล้วไม่มีวันหยุดพักจะมีประโยชน์อะไร

where-to-invade-next-feature-hero

หรือจะเป็นการไขความลับความสำเร็จทางการศึกษาของประเทศฟินแลนด์ ที่ทุกวันเด็กใช้เวลาเรียนในห้องเพียง 3-4 ชั่วโมงเท่านั้น อีกทั้งยังไม่มีการบ้านต้องสะสาง แต่เด็กนักเรียนในประเทศฟินแลนด์กลับเรียนดีเป็นอันดับหนึ่งของโลก

นั่นก็เพราะเราทุกคนมีเวลาในวัยเด็กเพียงน้อยนิด ดังนั้นเด็กทุกคนควรได้ใช้เวลาสนุกสานตามวัยกับเพื่อน ได้พัฒนาความสัมพันธ์กับคนในครอบครัว รวมทั้งได้พัมนาทักษะการใช้ชีวิตในด้านอื่นๆ จากการเรียนรู้นอกห้องเรียน เพื่อหาสิ่งที่สนใจ แม้แต่เรื่องเล็กๆ อย่างการปรับปรุงสนามเด็กเล่น ครูยังต้องถามนักเรียนเพราะนั่นคือสิ่งที่เขาต้องการจริงๆ

และที่ทำให้แนวความคิดเรื่องหลักการมนุษยธรรมชัดเจนมากยิ่งขึ้น เห็นจะเป็นการยกเลิกโทษการประหารชีวิตนักโทษในประเทศนอร์เวย์ ด้วยเหตุผลว่าเราไม่มีสิทธิตัดสินชีวิต หรือทำร้ายชีวิตผู้อื่น แม้เขาจะเป็นฆาตกรก็ตาม

โดยนอร์เวย์มีโทษจำคุกสูงสุด 21 ปี และนักโทษจะถูกขังในเชิงป้องกัน และฟื้นฟูสภาพจิตใจ เพื่อให้กลับเข้าสู่สังคมอีกครั้ง แม้จะดูไม่น่าเห็นด้วย แต่จากสถิติแสดงให้เห้นว่า นักโทษที่ออกจากคุกส่วนใหญ่จะไม่กลับเข้าไปอีก อัตราผู้กระทำความผิดซ้ำมีแค่ 20% ต่ำที่สุดชาติหนึ่งในโลก ต่างกับอเมริกา ซึ่งมีโทษหนัก คุมขังยาวนาน ทั้งยังมีโทษประหารชีวิต แต่นักโทษที่ออกจากคุกกว่า 76% ถูกจับอีกภายใน 5 ปี

คุณพ่อของเหยื่อรายหนึ่งที่ลูกชายถูกฆาตกรรมหมู่บอกว่า แม้เขาจะรู้สึกโกรธ เสียใจ ที่ลูกชายต้องเสียชีวิตเพราะน้ำมือฆาตกร แต่เขาก็ไม่มีสิทธิไปตัดสินชีวิตของใครทั้งสิ้น และเขาก็ไม่คิดจะทำร้ายหรือมุ่งเอาชีวิตคนที่พรากลูกไปจากเขา เพราะมันเป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรม

สุดท้ายแล้วคำตอบมากมายที่คนอเมริกาเฝ้าถามหา ก็สะท้อนมายังประเทศของเขาเองว่า ทุกประเทศนั้นได้ต้นแบบความคิดว่าจากประเทศอเมริกานั่นล่ะ เพียงแต่วันนี้อเมริกาอาจกระหายอำนาจและความรุ่งเรือง จนหลงลืมไปแล้วว่าตนเองก็เคยคิดเช่นนี้

ความจริงแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นในหนังนั้นไม่ได้เกิดขึ้นกับอเมริกาเพียงประเทศเดียว ทว่ามันก็คือสิ่งที่เราต่างตามหาอยู่ทุกวัน ลึกๆ แล้ว ประเทศไทยเองก็แสวงหาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นไม่ต่างกับอเมริกา ไม่ต่างกับคนอื่นๆ ในโลก

แต่อย่ากล่าวโทษใครเลย ว่าทำไมประเทศเราถึงไม่ดีเท่าประเทศอื่น เพราะความจริงแล้ว เราทุกคนต่างมีส่วนทำให้สังคมล้มเหลวโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว

 

 

 

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ถนนผลไม้ที่ตะพง
บทความถัดไป4 ปีแห่งความประทับใจ ‘ARU’