จากยุโรปเหนือสู่ประเทศไทย 8 เรื่องน่าชม ในเทศกาลภาพยนตร์นอร์ดิก 2019

13.09.19 | 13:47 น.

เพราะต้องการพื้นที่ให้ภาพยนตร์นอร์ดิกในหัวใจผู้ชมชาวไทย สถานเอกอัครราชทูตเดนมาร์ก ฟินแลนด์ นอร์เวย์ และสวีเดน จึงร่วมมือกันจัด เทศกาลภาพยนตร์นอร์ดิก 2019 คัดสรรหนังคุณภาพที่จะถ่ายทอดศิลปวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชาวยุโรปเหนือมาฉายให้ชมฟรี ระหว่างวันที่ 27-29 กันยายนนี้ ที่ควอเทียร์ ซีเนอาร์ต ชั้น 4 ศูนย์การค้าดิเอ็มควอเทียร์ โดยภาพยนตร์ที่จะฉายมีดังนี้

*ภาพยนตร์ฟินแลนด์
ครั้งนี้มีมา 2 เรื่องคือ “My Stuff” ผลงานของผู้กำกับ Petri Luukkainen ที่จำกัดความว่าเป็นสารคดี-ตลก เรื่องราวของชายหนุ่มซึ่งเป็นผู้บริโภคในอุดมคติของอุตสาหกรรมการตลาด เขามีสิ่งของทุกประเภทเต็มอพาร์ทเม้นท์ แต่เมื่อถูกแฟนสาวทิ้ง มีหนี้ก้อนโต รูดการ์ดจนเต็มวงเงิน จึงโดนความล้มเหลวต่างๆตามหลอกหลอน ด้วยแรงยุจากยาย เขาก็ได้ไอเดียบ้าๆที่จะเอาของทุกอย่างที่มีทั้งหมดไปไว้ที่ห้องเก็บของ พร้อมกับกฎที่ว่าตลอดเวลา 1 ปีนับจากนี้ เขาจะหยิบของออกมาได้วันละหนึ่งชิ้นเท่านั้น และในช่วงเดือนธันวาคมอันหนาวเหน็บ ของชิ้นแรกที่เขานำออกมาก็คือเสื้อกันหนาวตัวยาวผลที่ได้คือนอกจากเหงา โดดเดี่ยวที่อยู่คนเดียว ยังดันเป็นไข้อีก และนี่เป็นแค่จุดเริ่มต้นของภารกิจท้าทาย

My stuff

ส่วนอีกเรื่องเป็นงานดราม่า “One Last Deal” โดยผู้กำกับ Klaus Härö ที่พูดถึงชายซึ่งตลอดชีวิตที่ผ่านมา เรื่องของธุรกิจและงานศิลปะคือสิ่งสำคัญอันดับหนึ่งในชีวิต เมื่อถึงวัยใกล้เกษียณจึงนึกไม่ออกว่าจะอยู่ได้อย่างไรถ้าไม่มีงาน และก่อนจะถึงเวลานั้นไม่นาน เขาก็ได้ประมูลภาพเก่าภาพหนึ่งมาในราคาที่เขาคิดว่าน่าจะทำกำไรให้เขาได้ในอนาคต ก่อนที่ห้องประมูลภาพจะรู้ว่ามีความผิดพลาดกับการกำหนดราคาตั้งต้น และหันมาต่อต้าน เขาจึงต้องเผชิญหน้ากับห้องประมูลภาพและความผิดพลาดในอดีตของตัวเอง

One Last Deal

*ภาพยนตร์เดนมาร์ก
เป็นภาพยนตร์ดราม่า เรื่อง “Darling” ของผู้กำกับ Birgitte Stærmose ที่จะฉายให้เห็นชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความกล้าหาญที่จะลุกขึ้นสู้ หลังจากพบว่าทุกสิ่งในชีวิตได้พังทลายลง

Darling

นอกจากนั้นยังมีเรื่อง “I am William” ผลงานผู้กำกับ Jonas Elmer ที่ว่าด้วยเรื่องของวิลเลี่ยม ที่ชีวิตไม่เคยง่ายสำหรับเขา เมื่อมีแม่ที่เป็นบ้า ส่วนลุงที่เขามาขออาศัยอยู่ก็ติดหนี้พนันจนโดนตามล่า จนเขาต้องหาวิถีทางเอาตัวเองและตัวลุงให้รอดไปวันๆ นี่ยังไม่นับการโดนเพื่อนร่วมชั้นเรียนคอยระราน และความรู้สึกของการหลงรักวิโอลามากขึ้นทุกที

Advertisement
I am William

*ภาพยนตร์นอร์เวย์
“The Liverpool Goalie” ภาพยนตร์แนวตลกของผู้กำกับ Arild Andresen ที่ถ่ายทอดชีวิตเด็กชายวัย 13 ที่ถูกสอนว่าชีวิตมีแต่เรื่องอันตราย ดังนั้นหากต้องการจะมีชีวิตรอดในโรงเรียน ก็ต้องหลีกเลี่ยงที่ที่เต็มไปด้วยอันตราย, การถูกรังแก, กีฬารุนแรง และสาวสวย ซึ่งทุกอย่างก็เป็นไปตามนั้น กระทั่งเขาได้พบ Mari สาวน้อยในฝัน ความอลหม่านจึงเกิดขึ้น

The Liverpool Goalie

ส่วน “What will people say” ของผู้กำกับ Iram Haq ก็เป็นภาพยนตร์ดราม่า ให้เห็นชีวิตของนิชา สาวนอร์วิเจียนปากีสถานวัย 16 ปีที่มีชีวิตสองด้านซึ่งต่างกันสุดขั้ว ด้านหนึ่งเธอคือลูกสาวในครอบครัวปากีสถาน แต่อีกด้านเธอคือวัยรุ่นสาวชาวนอร์วิเจียน แต่โลกทั้งสองของเธอต้องกลับพังทลาย เมื่อครอบครัวรู้ว่าเธอแอบคบหากับชายหนุ่มชาวนอร์วิเจียน เธอถูกส่งไปอยู่กับญาติที่ปากีสถาน ที่ซึ่งเธอไม่เคยสัมผัส และต้องพยายามเรียนรู้รากเง้าวัฒนธรรมของครอบครัว

What will people say

*ภาพยนตร์สวีเดน
“Becoming Astrid” ภาพยนต์ชีวประวัติชีวิตของ Astrid Lindgren นักเขียนชื่อก้องของสวีเดน ซึ่งเล่าถึงช่วงวัยสมัยเป็นสาวน้อย และเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้น และเปลี่ยนเธอให้กลายเป็นหนึ่งในสตรีผู้สร้างแรงบันดาลใจและเป็นนักเล่าเรื่องที่คนทั่วโลกหลงรัก

Becoming Astrid

นอกจากนั้นยังมีเรื่อง “Monky” ของผู้กำกับ Maria Blom เรื่องของแฟรงค์ เด็กน้อยวัยวัย 11 ปี กับมิตรภาพที่ซ่อนเร้นของเขากับชะนีลึกลับที่มาปรากฏตัวที่บ้านหลังจากเกิดเหตุโศกนาฏกรรม เห็นได้ชัดว่าชะนีตัวนี้ไม่ใช่สัตว์ธรรมดา ระหว่างค้นหาคำตอบ แฟรงค์และครอบครัวได้เข้าสู่การผจญภัยน่าตื่นเต้นที่นำพาพวกเขาจากหมู่บ้านเล็กๆในสวีเดนมาที่ป่าลึกของประเทศไทย

Monky

ภาพยนตร์ทุกเรื่องมีบทบรรยายภาษาอังกฤษ โดยผู้สนใจจองที่นั่งได้ที่ควอเทียร์ ซีเนอาร์ต ชั้น 4 ศูนย์การค้าดิเอ็มควอเทียร์ ก่อนภาพยนตร์เริ่มฉายครึ่งชั่วโมง

น่าดูทุกเรื่องเลยว่าไหม.