จดทะเบียนสมรสกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับ พิธีกรชื่อดัง พีเค ปิยะวัฒน์ เข็มเพชร และ แฟนสาว โยเกิร์ต ณัฐฐชาช์ บุญประชม ที่นิวยอร์ก เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยล่าสุด เจ้าตัวได้มาเปิดใจในรายการ คุยแซ่บShow ถึงเรื่องนี้ว่า
ตนและแฟนสาวไม่ได้ปิดเงียบ แต่การจดทะเบียนเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก สำหรับคนในครอบครัวเท่านั้น และไม่ได้ถือเคล็ดอะไร ใช้ฤกษ์สะดวกของทั้งคู่ โดยที่เป็น 11 ตุลาคม เพราะบินไปเมืองนอกไปนิวยอร์ก ตั้งใจให้ทัน 15 ตุลาคมที่ขอแต่งงานไปเมื่อปีที่แล้ว
หากทุกคนสงสัยว่าทำไมปิดสนิทขนาดนี้ พีเคก็ว่า
“ไม่ได้เจตนาเลย เรื่องแต่งงานสื่อได้ไปอยู่แล้ว นั่นคือวันฉลอง เดี๋ยวเจอกันต้นปีหน้างานวันแต่ง ช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ แต่ขอยังไม่บอกว่าวันไหน”
โดยงานที่ผ่านทั้งหมดเป็น ภรรยาเป็นคนคิดและจัดเองทั้งหมดว่าเชิญใครบ้าง ใครนั่งตรงไหน ของที่ระลึกมีอะไรบ้าง ตนไม่ต้องคิดอะไร แค่เป็นสามีที่ดีเท่านั้นก็จบ
ทั้งนี้เมื่อถามว่า โยเกิร์ตถอดเขี้ยวเล็บของตนได้อย่างไร พีเคก็ว่า อีกฝ่ายเป็นคนที่เก่ง สวย และฉลาด
“คือคนนี้คบกันมาได้ 7-8 ปี แล้ว เราเข้าใจกัน รู้จักกันดี เป็นคู่ที่รักกันมากที่สุด มันไม่ต้องคุยกันมากอ่ะ”
“เขาเป็นคนที่เก่ง สวย เรียนวิศวะไฟฟ้าจุฬาฯ โทอีก ฉลาด จากที่เคยคบมาทั้งหมด สมมุติถ้าจะมีลูกก็อยากให้เป็นเขา เป็นรักแรกพบ เจอครั้งแรกรักเลย”
ก่อนจะเล่าย้อนอดีตให้ฟังว่า “เขามีแฟนอยู่แล้วรอให้เขาโสด สิ่งที่ทำได้คือนั่งรอ แล้วเราก็รู้ว่าไม่นานเดี๋ยวก็เลิก ตอนนั้นรู้สึกลึกๆ ว่า ยังไงเขาก็ต้องเลิก”
กับแหวนที่มอบให้ในวันจดทะเบียนเป็นวงที่ 2 โดยวงแรกให้ไปเมื่อตอนขอแต่งงานเป็นวงเล็ก ส่วนวงนี้เพชร 4 กะรัต ราคาเกือบ 2 ล้าน
“สินสอดอย่างอื่นไม่ต้องมีเพราะอะไรของเราเป็นของเขาทั้งหมด บ้านเราก็ของเขา เงินเราก็ของเขา รถเราก็ของเขา”
ทั้งยอมรับว่าโยเกิร์ตได้ย้ายเข้ามาใช้ชีวิตคู่ด้วยกันมานานแล้ว
“อยู่กันมา 5-6 ปี แล้ว เราไม่เชื่อว่าเราต้องแยกกันอยู่จนกว่าจะแต่งงาน เราต้องมาลองใช้ชีวิตด้วยกันก่อน สิ่งเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งตอนนี้เราโอเคแล้ว”
“ตอนนี้ยังไม่ได้เปลี่ยนนามสกุล แล้วแต่เขาเลย เราไม่ซีเรียสเลย ได้หมดเลยจะใช้นาง นางสาว นามสกุลเขา หรือจะเปลี่ยนมาเป็น เข็มเพชรก็ได้”
ส่วนเรื่องทายาทนั้น พีเค บอกว่าทั้งคู่มีความริดเหมือนกันคือไม่อยากมีลูก
“ไม่ได้กลัวการมีลูก เพราะเป็นคนที่ไม่ชอบเด็ก โยก็ไม่อยากมีลูก เพราะฉะนั้นเงินที่ทำงานมาก็เอาไปเที่ยวกัน ที่บ้านก็ไม่ว่าเพราะแม่ๆ ก็มีหลานกันหมดแล้ว ไม่มีอะไรกดดันเลย”
“เพราะคิดว่าโลกตอนนี้ไม่ได้น่าอยู่เหมือนตอนที่เราโตมา เราไม่อยากเอาเด็กคนนึงมาเจอแบบนี้อีก”

