กรณี เอ พศิน ประกาศหย่าร้าง แตงกวา ภรรยาสาว ที่อายุห่างกัน 22 ปี หลังจากก่อนหน้านี้ บอกแค่หย่ากันเพื่อแก้เคล็ด และล่าสุด เอ ออกมายืนยัน เลิกกันแล้ว เหลือแค่ความเป็นเพื่อนที่ดี และความเป็นพ่อแม่ดูแลลูกชาย พร้อมยอมรับว่ากำลังคุยกับสาวนอกวงการนั้น
เมื่อวันที่ 22 ต.ค. เอ พศิน ออกรายการคุยแซ่บโชว์ one31 โดยช่วงหนึ่งพูดถึงสาวคนใหม่ ว่า รู้จักกันโดยความบังเอิญ พี่ที่รู้จักกันคนหนึ่งได้แนะนำให้รู้จักกันโดยที่ตนไม่เคยเห็นโปรไฟล์ของเขามาก่อนว่าเขาเซ็กซี่หรือน่ารักอะไร เราชวนกันไปทำบุญที่จ.พะเยา คือได้รู้จักกับพ่อเขาซึ่งอยู่ในรุ่นเดียวกับตน ก็ได้คุยกับคุณพ่อ ซึ่งตนเจอคุณพ่อก่อนเจอน้องเขา
ความสัมพันธ์ตอนนี้ เป็นการเรียนรู้ที่จะรู้จักกับเขา แต่การเอาเขาเข้ามาพ่วง มีการร้อยเรียงเหตุการณ์ต่างๆ ให้ดูวุ่นวาย มันเกิดจากความเข้าใจผิดของโซเชียล ซึ่งไม่เป็นธรรม
ตอนนี้เป็นเรื่องของการเรียนรู้ในอนาคต ใครก็แล้วแต่ที่เข้ามารู้จักตนในช่วงนี้ เจอคลื่นกระแสโซเชียล ซึ่งไม่ได้รู้จักตน ไม่ได้รู้จักเขา ไม่รู้เรื่องภายในครอบครัวของเรา แล้วมาโจมตีเรา ถ้าเป็นคุณจะถอยไหม เขาจึงอยู่ในช่วงของการปรับตัวจากบุคคลธรรมดาที่จะกลายเป็นบุคคลสาธารณะซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงมากมาย แล้วเขาจะรับได้ไหม ซึ่งเรื่องนี้แล้วแต่อนาคต ในส่วนของตนตอนนี้สิ่งที่ต้องเยียวยาคือความรู้สึกของลูก และสถานะของครอบครัวที่ต้องไปต่อ ตนแคร์ที่สุดคือลูกชาย
ที่มาออกสื่อ ก็อยากบอกลูกว่าสิ่งที่พ่อทำวันนี้ คนที่สำคัญที่สุดในชีวิตพ่อคือ เลโก้ ที่ต้องออกมายอมรับและเดินต่อไป ซึ่งตนยังยืนยันในควาบริสุทธิ์ใจว่าตลอดชีวิตของการเป็นสามี ไม่เคยนอกใจภรรยาแม้แต่วันเดียว
ส่วนเรื่องที่น้องเขาไปแจ้งกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี – บก.ปอท. วันนี้ ก็เพิ่งรู้จากเฟซเขา ทั้งนี้กฎหมายมีอยู่ เมื่อเรื่องไม่เป็นความจริงแล้วได้รับผลกระทบ ก็ต้องจัดการ เป็นตนซึ่งไม่ใช่บุคคลสาธารณะก็คงจัดการเหมือนกัน ยืนยันว่าไม่ใช่บุคคลที่สาม และไทม์ไลน์ก็ไม่ใช่
ที่จริงไม่ว่าใครเข้ามาในชีวิตตน ไม่ว่าจะมีคาเรคเตอร์อย่างไร ก็จะมีปัญหาหมด เพราะสื่อโซเชียลไม่เข้าใจ ก็อยากจะเคลียร์ว่าการถูกสัมผัสจากสื่อโซเชียลที่ไม่เป็นธรรม เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจเขา ตนแยกกับอดีตภรรยามานานแล้ว เป็นปีแล้ว หย่ามา 5 เดือน แยกันอยู่ 3 เดือน
ส่วนที่น้องตอบโต้กลับ มีมาปรึกษาตนหรือไม่นั้น ก็มีมาบอกว่าเจอเหตุการณ์นี้ ซึ่งมันไม่ใช่เขา เขาก็มีวิธีการตัดสินใจของเขา ซึ่งเขามีพ่อแม่ ไม่ใช่ว่าทุกเรื่องต้องมาปรึกษาตน ถามว่าตนมีห้ามไหม ตนมองว่าทุกคนมีวิธีรับมือของตัวเอง ถือเป็นสิทธิของเขาที่จะตอบโต้หรือคิดอ่านอย่างไร ตอนนี้เรายังเป็นเหมือนเพื่อนกัน เหมือนเรียนรู้กันอยู่
ถามว่าอยากให้จบอย่างไร? เรื่องนี้จะดำเนินไปอย่างดี สงบสุข เพราะจริงๆ แล้วไม่มีอะไรเลย ที่วุ่นวายเกิดจากการปั่นกระแสซึ่งก็ขอขอบคุณที่ใส่ใจเหตุการณ์ในครอบครัวเรา ตนขออโหสิกรรมและให้อภัยคนที่ไม่เข้าใจเรา กรณีที่เกิดขึ้นมันเป็นอะไรที่บ่งบอกว่าเรายังใส่ใจกันอยู่ในสังคม เขาเห็นว่าไม่ถูกต้อง จึงมีความเห็นว่าไม่ชอบ

