เดินทางไปให้ปากคำเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับ นักแสดงหนุ่ม ฟรอยด์ ณัฏฐพงษ์ ชาติพงศ์ จากปมที่นักศึกษาสาวได้ออกมาแฉว่าถูกมอมยาไปก่อนหน้านี้นั้น ล่าสุด ฟรอย ก็ได้เดินทางมาร่วมงานเปิดบูทเครื่องเสียงติดรถยนต์ เคนวูด ที่ชาเลนเจอร์ฮอล์ อิมแพ็คเมืองทองธานี โดยเจ้าตัวก็ได้เผยว่า
“ขอบคุณพี่ๆทุกคน ที่เราได้มาเจอกัน ที่ผ่านมาผมยังไม่ได้ออก เพราะว่าผมติดถ่ายละคร สิ่งที่เกิดขึ้น ผมเป็นเพียงแค่พยานที่อยู่ในเหตุการณ์เท่านั้น แล้วผมก็แสดงความบริสุทธิ์ใจในการไปให้ปากคำกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเท่านั้น”
ก่อนจะเล่าถึงเหตุการณ์วันที่เกิดเรื่องให้ฟังว่า ตนไปกินข้าวเพียงคนเดียว และเป็นการบังเอิญเจอน้องผู้ชายอีกคนเท่านั้น
“คือผมนั่งอยู่ก่อน รุ่นน้องคนนี้ผมก็รู้จักและไม่ได้เจอกันนาน เขาก็มานั่งจอยท์ด้วย น้องที่เป็นผู้หญิงผมไม่ได้รู้จัก และก็แทบไม่ได้คุยด้วยเลยครับ”
ทั้งยืนยันว่าไม่มีการยื่นขนมเยลลี่ให้แต่อย่างใด
“ไม่มีเลยครับ ผมนั่งกินของผม แล้วก็นั่งคุยกับรุ่นน้องที่อยู่ในร้าน แล้วบังเอิญเจอกับรุ่นน้องในร้าน ไม่มีขนมเลยครับ”
ก่อนจะเล่าถึงอาการผิดปกติของนักศึกษาสาวตอนนั้นว่า
“น้องเขาบอกแค่ว่าหนาว เหมือนจะหน้ามืด ส่วนน้องผู้ชายที่เราเจอ เขาก็พาน้องผู้หญิงไปโรงพยาบาลเราก็รู้เท่านั้นแล้วพอเรื่องเกิดมาเมื่อวันจันทร์ ซึ่งเรื่องค่อนข้างใหญ่โต เราก็งงว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วมันมาเกี่ยวกับเราได้อย่างไร”
เมื่อถามว่าตอนที่เห็นข้อความที่น้องโพสต์เรารู้สึกว่ามันเป็นเรา หรือว่ามีข้อโต้แย้งอะไรไหม ฟรอยก็ว่า
“มันก็มี เพราะว่ามันเป็นร้านเดียวกับที่เราไปอยู่แล้ว ผมรู้สึกว่าเราต้องออกมาปกป้องภาพลักษณ์และชื่อเสียงของเรานั้นคือสิ่งที่ผมออกมา ที่ผมออกมาตรงนี้ ผมอยากให้พี่ๆ สื่อเข้าใจว่าเราเป็นเพียงแค่พยานในเหตุการณ์จริงๆ “
“ผมบริสุทธิ์ใจอยู่แล้ว เพราะว่าผมไม่ได้เป็นคนทำ และขนมมันก็ไม่ได้มีด้วยซ้ำ ผมเห็นภาพในสื่อ เอ๊ะ เอามาจากไหนสื่อไปดึงภาพมาจากไหน ผมไม่ทราบครับ”
กับกรณีที่ก่อนหน้านี้บอกว่าจะฟ้องกลับนั้น ฟรอยก็ว่า
“ก็ให้เจ้าหน้าที่กฏหมายที่ดูแลเรื่องนี้ดูแลอยู่ เพราะเรื่องภาพลักษณ์เราเสียไปแล้วแน่นอน อาจจะกลับมาไม่ได้ แต่อย่างน้อยตรงนี้ก็เป็นพื้นที่ที่เราบริสุทธิ์ใจที่จะออกมาพูด มาปกป้องชื่อเสียงและผลประโยชน์ส่วนตัว เพราะก็มีเรื่องของงานอีกเยอะ”
“ถ้าคนที่รู้จักผมจริงๆ ก็จะรู้ว่าผมเป็นคนอย่างไร ผมเป็นคนเฟรนลี่ และเวลาเจอใครเราก็อยากทำให้เขามีความสุขเวลาเจอเรา ถ้าทุกคนเชื่อก็คือเชื่อในตัวผม แต่เราไปบังคับความคิดคนอื่นไม่ได้ ในสิ่งที่เขาคิด ผมเชื่อว่าถ้าเราเจอกันมาตั้งแต่เด็ก น่าจะรู้กันดีว่าช่วงชีวิตผมเจออะไรมาบ้าง ผมเป็นคนที่มองโลกในแง่ดี อยากให้ทุกคนรอบตัวมีความสุขมากกว่าซึ่งผมติดว่าในสิ่งที่เกิดขึ้น อาจทำให้ผมโตขึ้น หรือ เป็นสิ่งที่สอนเราว่าต่อไปนี้เราควรจะต้องระวังเรื่องคนแปลกหน้าที่มาร่วมโต๊ะ หรือว่าเข้ามาในชีวิตเรา”

“ผมก็เป็นคนเซฟตัวเอง เพราะผมก็อยู่วงการมา 15 ปี เรารู้สึกว่าเราไม่เคยมีเรื่องแปดเปื้อนเรื่องยาหรือผู้หญิง คือหน้าอย่างผมจะไปมอมยา ไปมอมตัวเองดีกว่าไหมก็คิดเสียว่ามันเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราแข็งแรงขึ้นในวงการดีกว่า“
ทั้งยอมรับว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นมีผลกระทบต่อจิตใจของครอบครัวไม่น้อย
“กระทบจิตใจครอบครัวผมมาก เราเป็นคนที่รักครอบครัวมาก รักเพื่อน ดูแลทุกคน ชอบให้เสียงหัวเราะทุกคน พอวันหนึ่งเกิดเรื่องไม่ดีกับชีวิตเรา คนรอบตัวเราก็เสียความรู้สึกกับสิ่งที่มันออกไป แต่เราก็ต้องเข้มแข็งพอที่จะฝ่าฟันเรื่องพวกนี้ไปให้ได้ เข้าใจว่ามันก็มีการเอี่ยวด้วยชื่อของเราที่เอาไปใช้ เอาไปอ้าง”
ตอนนี้นอกจากชื่อเสียง มีผลกระทบอะไรเราอีกบ้าง
“ผลประโยชน์ไง มันก็มีคอนแทคบางอย่างที่เกี่ยวกับภาพลักษณ์ขององค์กร ค่ายโทรศัพท์ใหญ่ๆ ผมก็ฝากพี่ๆ ด้วยว่าผมออกมาในฐานะที่แสดงความบริสุทธิ์ แล้วก็บริสุทธิ์ใจที่จะให้ปากคำแล้วก็ทำให้เรื่องนี้มันดำเนินไปเร็วที่สุด“
งานมีโดนแคนเซิลบ้างไหมหลังเกิดข่าว “มี แต่ว่าเป็นการตกลงกันในอีกรูปแบบนึง แต่ถือว่าแคนเซิล 100 เปอร์เซนต์เลยไหม ไม่ได้เงินเลยไหม ก็อันนี้ก็เป็นเรื่องการตกลงกับผู้จัดการครับ ผมไม่ได้สนใจ“

