ยุ้ย ปัทมวรรณ อัพเดทอาการป่วย แม่ทุม หลังรักษาตัวมานาน 7 ปี ลั่นค่ารักษาไม่เคยนับไม่ใช่เรื่องสำคัญ

เปิดใจ ยุ้ย ปัทมวรรณ ที่มาพร้อมน้อง พริมมี่ ลูกสาวในรายการคุยแซ่บShow หลังโพสต์ภาพจับมือคุณแม่ ปทุมวดี เค้ามูลคดี พร้อมอัพเดทอาการคุณแม่หลังนอนป่วยรักษาตัวจากโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงมานานกว่า 7 ปี เผยค่ารักษาไม่เคยนับเพราะไม่ใช่เรื่องสำคัญที่ต้องโฟกัส

อาการคุณแม่ตอนนี้เป็นยังไง

ยุ้ย : ก็ถือว่าทรงๆ ถ้าไม่ได้ติดเชื้ออะไรเพิ่มเติมก็จะยังทรงๆอยู่แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่มีติดเชื้อก็จะมีทรุดลงไปแต่ด้วยระยะของโรคที่คุณแม่เป็นมันก็ค่อนข้างนานมากแล้วก็อาจจะมีค่อยๆอ่อนแรงลงเรื่อยๆ

แม่ทุมป่วยมานานเท่าไหร่แล้ว ?

ยุ้ยนานมาก เฉพาะตั้งแต่รู้ว่าเป็นโรค ALS ก็ 7 ปีแล้ว ก่อนหน้านั้นที่เรายังไม่ทราบอีก

ล่าสุดเห็นโพสต์รูปที่เป็นการจับมือเป็นมือของแม่ทุมเหตุการณ์นั้นเป็นยังไง ?

ยุ้ย : คือจริงๆยุ้ยโพสต์รูปจับมือคุณแม่บ่อย แต่ว่าวันนั้นเหมือนเป็นวันที่พาน้องพริมเข้าไป แล้วพริมมี่เข้าไม่ค่อยได้เข้าไปหาคุณแม่เพราะในไอซียูเค้าไม่ค่อยให้เด็กเข้าไปเท่าไหร่ พอพริมมี่เข้าไปเหมือนแม่ทำหน้าจะร้องไห้หลายรอบมาก เวลาน้องพริมพูดกับคุณแม่ก็เหมือนคุณแม่รับรู้จากที่ทุกคนถามว่าคุณแม่ยังรับรู้มั้ย เราก็มั่นใจว่าคุณแม่ยังรับรู้แต่พอวันนั้นเรามั่นใจได้เลยว่าคุณแม่ยังรับรู้อยู่ แล้วก็ให้คุณแม่ดูรูปในโทรศัพท์ตอนที่น้องพริมเล็กๆนั่งตักคุณแม่คุณแม่เค้าเห็นรูปแล้วเค้าก็เหมือนมีปฏิกิริยาแล้วน้องพริมก็พูดอีกว่าตอนนีน้องพริมโตแล้วนะคะ ตอนนี้น้องพริมอยู่นี่นะคะ

เราเป็นคุณแม่ด้วยแล้วก็เป็นคุณลูกของแม่ทุมด้วยแห็นภาพแล้วรู้สึกยังไง ?

ยุ้ย : วันนั้นยุ้ยคือกลั้นมาก กลั้นแล้วรู้สึกว่าแม่หนูอยากคุยกับแม่เยอะมาก คือถ้าแม่อยู่ที่บ้านเหมือนเดิมแข็งแรงเหมือนเดิมช่วยกันเลี้ยงน้องพริมมันคงสนุกมากกว่านี้ ขนาดน้องพริมไม่ได้เจอคุณยายนานแล้วน้องพริมก็ยังคิดถึงคุณยายอยู่ ปกติเวลาใครไปหาคุณแม่จะบอกทุกคนว่าอย่านำเพราะว่าเราเก็บอยู่ข้างในไม่ค่อยอยากร้องไห้ให้แม่เห็นครั้งนั้นก็คือกลั้นสุดๆ 

วันนั้นคุยอะไรกับคุณยายทุมหนูจำได้มั้ย ?

พริมมี่ : หนูจำได้แค่หนูบอกว่าหนูโตแล้วนะคะ คุณยายกลับมาเร็วๆนะคะ

แล้วหนูเห็นอาการของคุณยายมั้ยคุณยายเขาเป็นยังไงบ้าง ?

พริมมี่ : คุณยายยิ้มค่ะ

ดีใจมั้ยที่เห็นรอยยิ้มของคุณยาย

พริมมี่ : ดีใจมากเลยค่ะ

ต้องถามย้อนไปว่าคุณแม่ป่วยเป็น ALS กล้ามเนื้ออ่อนแรงอาการของโรคเป็นยังไง ?

ยุ้ย : จริงๆแล้วกล้ามเนื้ออ่อนแรงมันเป็นเรื่องเกี่ยวกับระบบประสาทที่ส่งผลต่อกล้ามเนื้อซึ่งผู้ป่วยแต่ละคนจะมีอาการแสดงออกเริ่มต้นแตกต่างกันไป อาการก็จะค่อยๆอ่อนแรงลงไปเรื่อยๆ คุณหมออธิบายว่าตรงนี้มันเป็นเซลส์ประสาทตัวแม่มันตายแล้วเซลส์เล็กเซลส์น้อยมันก็ต้องตายตามเหมือนโรงไฟฟ้าโรงใหญ่ที่ดับไฟดวงเล็กดวงน้อยสุดท้ายก็ต้องทยอยดับ

อาการแรกเริ่มของแม่ทุมก่อนไปพบคุณหมอส่งสัญญาณอะไรบ้าง ?

ยุ้ย : คุณแม่ไม่ค่อยมีแรง คุณแม่จะอ่อนแรงขาแล้วก็จะเรียกคนนวดทั้งวัน ตอนนั้นลูกๆก็ยังไม่เข้าใจว่าแม่ทำไม่ต้องเรียกเค้านวดบ่อยขนาดนี้คือข้างในแม่เค้าคงจะอ่อนแรงมาก แล้วพอหนักๆก็จะเรื่องของการหายใจ

พอเรารู้ว่าคุณแม่ป่วยคนในบ้านรู้สึกยังไงกันบ้าง ?

ยุ้ย : คือจริงๆก่อนที่จะรู้ก็ป่วยมาตลอดเราคิดว่ามีแค่ไทรอยด์เวลาไปรักษาไทรอยด์แล้วเหมือนมันไม่จบมันมีอะไรอีกจนมาเจอว่าเป็นอันนี้ได้คุยกับคุณหมอเค้าก็อธบายให้เข้าใจว่าโรคนี้มันเป็นยังไงระยะเวลาโดยเฉลี่ยแล้ว 3-5 ปีเพราะว่าโรคนี้ไม่มีสาเหตุไม่มีทางรักษา วันนั้นเราฟังกับคุณพ่อแล้วรู้สึกว่าคือมันแย่มากในใจเราแต่เรายังไม่ได้มาคุยเรื่องนี้กันต่อเราก็ต้องทำให้คุณพ่อมีความสุขด้วยก็ค่อยๆคิดค่อยๆหาทางกันต่อไปยังโชคดีที่เรามีความเข้าใจกับโรคที่คุณแม่เป็นว่ามันจะเป็นแบบนี้นะแล้วมันจะมีระยะเวลาอยู่เท่านี้ คุณหมอบอกว่าไมมีการรักษาต้องประคับประคอง

แม่ทุมเค้ามีโอกาสรู้มั้ยว่าเค้าเป็นโรคนี้มีอาการแบบนี้ ?

ยุ้ย : รู้ค่ะ เพราะตอนแรกๆคุณแม่ยังปกติยังคุยได้แต่ด้วยความค่อยๆอ่อนแรงลงไปเริ่มหายใจเองไม่ได้ เริ่มขยับไม่ได้ซึ่งตอนนี้ขยับไม่ได้แล้วก็ได้แต่มอง ยิ้ม

คุณแม่ป่วยมา 7 ปีแล้วคนในครอบครัวให้กำลังใจกันยังไง ?

ยุ้ย : คืออย่างที่บอกว่าเรารู้อยู่แล้วว่าแต่ละคนหนักแค่ไหน ทุกคนก็ไม่อยากจะเอาเรื่องแย่ๆออกมาพูดกัน แต่อยายามสร้างพลังบวกให้แก่กัน เพราะยุ้ยรู้สึกว่าทุกคนขาดพลังบวกมากๆเพราะฉะนั้นอะไรที่สร้างได้ก็สร้าง

พ่อรองน่าจะเป็นคนที่ใกล้ชิดที่สุดเป็นยังไงบ้าง ?

ยุ้ย : ตอนแรกคุณพ่อก็เป๋เหมือนกันคือยังโชคดีที่มีน้องพริม คุณพ่ออยู่บ้านเดียวกับยุ้ยเวลาที่น้องพริมไม่อยู่บ้านคุณพ่อก็มีช่วงเหม่อ แต่พอน้องพริมมาก็ไม่มีเวลาเหม่อเพราะว่าน้องพริมชอบเล่นกับคุณตามากจนคุณตานอน ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งกำลังใจ สำหรับยุ้ยมันค่อนข้างยากเหมือนกันในการที่จะทำทุกอย่างให้มันสมดุล เรามีเรื่องเครียดแต่เราก็ต้องสร้างความสุขคนนี้(พริมมี่)เค้าควรที่จะได้ความสุข คุณพ่ออีก บางทีมันก็ยากสำหรับเรา ถ้าเป้นเมื่อก่อนเหมือนคุณแม่จะเป็นคนบอกเราได้ทุกเรื่อง เรารู้สึกว่าเราอยากคุยกับแม่มาก

เคยเห็นคุณแม่นั่งเศร้ามั้ย ?

พริมมี่ : หนูเคยเห็นคุณแม่นั่งเศร้าแล้วหนูก็ถามคุณแม่ว่าร้องไห้ทำไมแล้วแม่ก็บอกว่าแม่เหนื่อย หนูก็ไปกอดแม่

ค่ารักษา 7 ปีผ่านไปค่ารักษาน่าจะสูงพอสมควร ?

ยุ้ย : เราได้ผ่านจุดที่มันหนักหนามากมาแล้วเพราะก่อนที่จะปี คุณแม่ก็ป่วยมาหลายปีเหมือนกันแล้วอยู่โรงพยาบาลเอกชนข้างเยอะซึ่งมันก็หนักมากแต่ไม่เคยคิดว่ามันเป็นจำนวนเท่าไหร่ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาคิดเท่าไหร่ก็คือเท่านั้นจะต้องเสียอะไรยังไงเท่าไหร่ก็สร้างใหม่แต่โชคดีที่พี่ชายสามารถเบิกได้

อาการแม่เรา 7 ปีแล้วเคยบ้างมั้ยที่เรารู้สึกว่าท้อใจหรือยอมหรือปล่อยให้มันเป็นไปตามที่ควรจะเป็น ?

ยุ้ย : ไม่ค่ะ ไม่เคย เห็นว่าเราเข้มแข็งแค่ไหน คนที่เข้มแข็งสุดคือแม่ แม่ไม่ยอมแพ้เราก็ยอมไม่ได้ จะยอมแพ้ได้ยังไงทุกครั้งที่เราไปหาคุณแม่จนถึงวันที่โพสต์รูปคุณแม่ คุณแม่ยังอ้วนท้วน ขาวผ่อง คุณแม่ไม่ได้มีวี่แววตะไม่ไหวแล้ว เราก็เลยรู้สึกว่าคุณแม่ยังสู้ยังยิ้มขนาดนี้เราก็สู้ถึงบอกว่าเวลาไปเยี่ยมพยายามอย่านำเพราะไม่อยากให้ใครร้องไห้ให้คุณแม่เห็นเลย

ปีที่คุณแม่อยู่ในโรงพยาบาลแรกๆอาจจะสื่อสารได้บ้าง ตอนนี้ไม่ได้เลย เวลาเรามีความรู้สึกในใจหรือเรื่องอะไรเราบอกคุณแม่ยังไง ?

ยุ้ย : ไม่บอกค่ะ คือไม่เอาเรื่องไม่สบายใจไปให้คุณแม่เลย ไปถึงก็ยิ้มกอดหอม มีแต่พลังบวก คือยุ้ยเป็นคนเก็บแล้วอยู่คนเดียว ไม่ได้ร้องไห้บ่อยด้วยแต่บังเอิญวันนั้นรู้สึกว่ามันเหนื่อยมากแล้วลูกก็เห็นคือจะไม่ค่อยร้องไห้ให้ใครเห็นน้อยมากจริงๆ

ถ้าหนูโตขึ้นมาจะดูแลแม่ยังไง ?

พริมมี่ : หนูจะดูแลคุณแม่เหมือนที่แม่ดูแลหนู

วันนึงถ้าคุณแม่หายดีแล้วออกมาดูรายการย้อนหลังอยากจะบอกอะไรแม่ทุม ?

ยุ้ย : มันยากมากเลย คือมันเยอะมาก อยากให้แม่กลับบ้าน อยากให้แม่คุยกับเราเหมือนเดิมมันไม่มีใครแล้วที่เราพูดอะไรไปแล้วพร้อมจะให้คำปรึกษาได้โดยไม่ต้องมาแคร์ความรู้สึกเรา ให้คำปรึกษาที่มันใช่เลยโดยที่บางคนจะแคร์ความรู้สึกเราจะไม่พูดตรงๆ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon