สภาวะหนังไทย 2562 ไม่ใช่แค่ไม่โต แต่…

ในปี 2562 ขณะที่ภาพยนตร์ต่างประเทศที่เข้ามาฉายในบ้านเราทำรายได้เพิ่มขึ้น แต่ในส่วนของภาพยนตร์ไทยนั้นบอกเลยว่า ตรงกันข้าม

นั่นคือจากตัวเลขรวมที่เคยทำได้ปีละกว่า 1,000 ล้านบาท หดเหลือเพียงราว 800 ล้านบาท และตลอดทั้งปีภาพยนตร์ไทยที่เข้าฉายไป 40 กว่าเรื่อง มีที่ทำรายได้เกิน 100 ล้านบาท เพียง 2 เรื่อง คือ “Friend Zone-ระวัง..สิ้นสุดทางเพื่อน” และ “ตุ๊ดซี่ส์ แอนด์ เดอะเฟค” ส่วนที่ทำรายได้สูงเป็นลำดับ 3 ก็ได้ไปราว 50 ล้าน ที่เหลือนั้นว่ากันว่าหลายๆ เรื่องอยู่ในขั้นย่ำแย่ ชนิดที่บางเรื่องปิดโปรแกรมไปด้วยตัวเลข 5 พันกว่าบาทเท่านั้น

จินา โอสถศิลป์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทจีดีเอช ห้าห้าเก้า จำกัด ผู้สร้างภาพยนตร์เรื่อง “เฟรนด์ โซน” และ “ตุ๊ดซี่ส์ฯ” บอกว่า ความที่ตอนนี้คอนเทนต์ดีๆ จากทั่วโลกมีมาเสิร์ฟผู้ชมทุกคนถึงบ้าน แค่เปิดโทรศัพท์มือถือก็ได้เห็น ดังนั้น ถ้าผลงานชิ้นไหนทำออกมาแล้วคุณภาพไม่ดีพอ คนก็จะไม่เสียเงิน ไม่เสียเวลาออกไปดู

“เราเชื่อว่าทุกคนตั้งใจทำ” คือคำพูดด้วยน้ำเสียงเชื่อมั่น

“แต่ก็ต้องยอมรับแหละ ว่าการจะให้คนดูชื่นชอบและดูหนังไทยทุกเรื่อง มันไม่ง่าย”

อย่างไรก็ตาม ถ้าจะพูดถึงประเภทของหนังไทยที่ได้รับความนิยม พรชัย ว่องศรีอุดมพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายภาพยนตร์ไทยและต่างประเทศ เอ็ม พิคเจอร์ส กรุ๊ป ก็ว่า ยังคงเป็นแนวดิม คือหนังตลกที่ใช้ดาราดังนำแสดง ซึ่งในปีหน้าแนวโน้มก็น่าจะไม่แปรเปลี่ยน แต่นั่นไม่ได้แปลว่าหนังแนวอื่นจะไม่ทำเงิน เพราะถ้ายึดรายได้เป็นข้อพิสูจน์จะเห็นว่า หนังทุกแนวขายได้

“เพียงแต่จะมีแนวไหนในเวลาไหนที่เหมาะกับคนในจุดนั้นมากกว่า และแต่ละประเภทต้องทำให้ถึงแก่นของหนัง ต้องตอบโจทย์ตรงนั้น”

ด้วยเหตุนี้ที่เขาเตรียมไว้ในปี 2563 จึงจะมีทั้งเรื่องรักโรแมนติก อย่าง “Classic Again-จดหมายสายฝนร่มวิเศษ” ที่จะฉายใกล้ๆ วันวาเลนไทน์ ขณะเดียวกันยังมีหนังแอ๊กชั่น สยองขวัญ รวมถึงหนังฮาๆ จาก หม่ำ จ๊กมก รวมถึง “พจมาน สว่างคาตา” ของ พชร์ อานนท์

ยังไม่รวมหนังแนวอีสานอีกหลายเรื่อง จากเหตุที่ “วันนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนอีสานเยอะ ทั้งประเทศมี 37% ตามสำมะโนครัว แต่จริงๆ แล้วอาจจะมีมากกว่านั้น”

ขณะเดียวกันหนังแนวนี้ก็ไม่ได้จำกัดว่าจะฉายได้แค่เฉพาะพื้นที่ภาคอีสานเท่านั้น แต่สามารถไปได้ทั้งประเทศ เพราะภาษาที่สื่อสาร แม้จะเป็นภาษาเฉพาะถิ่น แต่คนทั่วไปก็สามารถเข้าใจได้ทั้งนั้น

“ถามว่ามันโตไหม มันก็เติบโตตลอดแหละ ผมว่าตลาดน่าจะกว้างขึ้น”

สำหรับกลุ่มผู้ชมที่เป็นคนดูหลัก พรชัยบอกว่าส่วนใหญ่จะมีอายุ 18-25 ปี แต่กระนั้นก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีกลุ่มอายุอื่นมาดูเลย อย่างเรื่อง “ขุนแผนฟ้าฟื้น” ที่ทำไป ก็มีตั้งแต่เด็ก ไปจนถึงผู้ใหญ่อายุ 50 ปี

เรื่องค่าตั๋วหนังที่คนบ่นว่าแพง เอาเข้าจริงเขาว่าปัจจุบันมีโปรโมชั่นโน่นนั่นนี่มากมาย จึงมองว่าไม่ได้เป็นปัญหา

พรชัยยังบอกอีกว่า ปีที่ผ่านมาภาพยนตร์ไทยได้รับความนิยมในตลาดต่างประเทศมากขึ้น มากถึงราว 300% ได้ เหตุผลหนึ่งเป็นเพราะจำนวนภาพยนตร์ที่ผลิตมีมากขึ้น ขณะเดียวกันก็มีการร่วมทุน เป็นพาร์ตเนอร์สร้างกับบริษัทภาพยนตร์และนายทุนชาวต่างชาติมากขึ้น ทั้งจากจีน เกาหลี ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ ฯลฯ ซึ่งภาพยนตร์ในประเภทหลังนี้นอกจากได้ฉายในบ้านเราแล้ว ก็ยังจะส่งไปฉายในประเทศที่ร่วมทุนได้ ซึ่งก็เป็นการขยายฐานสำหรับภาพยนตร์ไทยไปในตัว

ในส่วนของเขาเองปีหน้าก็จะมีที่ร่วมทุนกับประเทศจีนเช่นกัน

สำหรับปัจจัยเรื่องทุนในการสร้าง ซึ่งแน่นอนว่ายังไงๆ ก็ไม่สามารถเทียบกับทุนจากภาพยนตร์ต่างประเทศโดยเฉพาะฮอลลีวู้ดนั้น เขาก็ว่าที่เป็นอยู่ คนทำหนังก็พยายามทำให้ดีที่สุดแล้ว

“เราไม่ได้บอกว่าคนไทยต้องมีดูหนังไทยเพราะสงสารนะ แต่เราบอกว่าเราจะสู้กับโปรดักชั่นอะเวนเจอร์สก็ทำไม่ได้”

ที่ทำได้คือ “เราก็พยายามทำหนังให้คนดูมีความสุขที่สุด แฮปปี้ที่สุด ทำให้หนังของเรามีคุณภาพที่สุด เท่าที่พวกเราจะทำได้”

ประเด็นการสร้างงานคุณภาพนี้ก็เป็นเรื่องที่จินาเองก็เห็นด้วย

“จีดีเอชเราพิถีพิถัน ทำไม่เยอะ แต่ตั้งใจทำทุกเรื่อง แล้วเราต้องทำให้เขารู้สึกว่าเป็นเมจิก โมเมนต์ ที่เขาต้องออกมาดูในโรงน่ะ แล้วภาวะปัจจุบันรถก็ติดเศรษฐกิจอีก”

อย่างไรก็ดียังเชื่อว่าคนทำหนังพร้อมสู้

“คุณวิชา เมเจอร์ (วิชา พูลวรลักษณ์) ก็บอก ว่าเขาจะลงทุนและทำงานที่มีคุณภาพในเชิงหนังไทย เราจึงคิดว่าปีหน้าก็น่าจะเป็นปีที่ถ้าทุกคนไม่ยอมแพ้ ทุกคนก็จะต้องใส่คุณภาพ ใส่ความใส่ใจ ตั้งใจทำหนังให้ดี ซึ่งมันก็อาจจะมีโอกาสนะคะ”

“ถ้าทำหนังแล้วถ่ายแบบไม่มีคุณภาพ คนก็เห็นในงานเลย คนดูเดี๋ยวนี้เขารู้ว่าหนัง ซีรีส์ดีๆ เป็นยังไง เพราะมันมีมาตรฐานของเมืองนอกให้เห็นเยอะน่ะ”

ฝั่งจีดีเอชเอง จินาบอกว่าในปี 2563 นอกจาก

ซีรีส์ “ฉลาดเกมส์โกง” ที่ทำออกฉายทางช่องวัน 31 ไปพร้อมๆ กับการออนแอร์ที่ประเทศจีนแล้ว ก็จะมีหนังระทึกขวัญ ฝีมือ กอล์ฟ ปวีณ ภูริจิตปัญญา และหนังโรแมนติก คอมมิดี้ ฝีมือ เมธ ธราธรให้ดู

“แต่ปี 2564 เราจะทำมากขึ้น เพราะอยากให้อุตสาหกรรมหนังไทยโต เราก็ต้องลองผิด ลองถูก เรียนรู้กันมากขึ้น สอนให้คนมีความกล้าในการไปคิด ไปทำอะไรใหม่ๆ ยอมรับว่ามันจะเสี่ยง แต่ไม่งั้นเราก็จะไม่มีคนใหม่ๆ วงการก็จะไม่เกิดสิ่งใหม่”

“วันที่เราทำ 15 ค่ำเดือน 11 ทำแฟนฉัน มันคือการเรียนรู้ ลองผิด ลองถูก ซึ่งก็ต้องกลับมา

สร้างงาน สร้างคนใหม่

“ก็หวังว่าค่ายๆ จะช่วยกันทำไปด้วย”

เพื่ออุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ประกาศเตือนกระแสกิน ‘โรตีดิบ’ อันตราย เสี่ยงเชื้อแบคทีเรีย ท้องร่วง-อาหารเป็นพิษ
บทความถัดไปเรียงคนมาเป็นข่าว ประจำวันที่ 4 มกราคม 2563 : โดย ปักหมุด