จอย ศิริลักษณ์ เผยเหตุที่ทำให้ห่างจากวงการ เปิดใจคบแฟนนาน 10 ปี ไม่เคยทะเลาะกัน

หายหน้าหายตาจากวงการบันเทิงไปพักใหญ่ โดย จอย ศิริลักษณ์ ผ่องโชค ได้เปิดใจในรายการ คุยแซ่บ Show ทางช่อง One31 ถึงสาเหตุดังกล่าวว่าเป็นเพราะมีหลายเรื่องราวเกิดขึ้น

“เราทำงานก็ใช้ความจริงใจนำหน้า อะไรที่เรามีความสุข เราทำเต็มที่ แต่พอช่วงเวลานั้นรู้สึกว่าไม่ใช่แล้ว เราไม่มีความสุขกับตรงนี้ ประกอบกับมาสนใจอย่างอื่น” จอย ศิริลักษณ์กล่าว แล้วว่า เธอเข้าวงการมาตั้งแต่อายุ 7 ขวบ และเมื่อถึงวันหนึ่งก็มีความสนใจอยากทำเรื่องอื่นๆนอกเหนือจากวงการบันเทิงบ้าง

“วันหนึ่งรู้สึกว่ามีอะไรอีกไหมที่เราอยากทำ เลยคิดว่าน่าจะมีเวลาทำอะไรให้สังคมบ้าง ในเชิงของนักแสดงก็ได้ทำอะไรเพื่อสังคมอยู่แล้ว แต่มันก็แค่ด้านหนึ่ง แต่ถ้ามีโอกาสก็อยากจะทำเต็มตัว ก็เลยไปทำ จัดเวลาตัวเองใหม่”

ด้วยเหตุนี้ในช่วง 8 ปีที่ผ่านมาจึงรับงานในวงการไม่มากนัก และใช้เวลาส่วนใหญ่กับการเรียน

“เรียนปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรียนอาชญาวิทยาการบริการงานยุติธรรม จนมาเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยมหิดลก็เป็นอาชญาวิทยาการบริหารยุติธรรมและสังคม ระหว่างทางก่อนจะโทไปเอกก็ไปเรียนด้านเรื่องวิทยาศาสตร์ชะลอวัยและสุขภาพของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง แต่ละอย่างที่ไปเรียนเป็นเรื่องของความรู้สึกเรา เช่นตอน ป.โท สนใจเรื่องสิทธิ สนใจเรื่องกระบวนการยุติธรรม สนใจเรื่องผู้ต้องขังหญิง เพราะว่าความเป็นผู้ต้องขังหญิงมันมีผลกระทบเยอะ ไหนจะมีลูกอีก เด็กที่เกิดมาเป็นเยาวชนของชาติในอนาคต มองหลายเรื่อง ก็เลยเรียนเลยดีกว่า”

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่

เพิ่มเพื่อน

ขณะที่ในเรื่องชีวิตส่วนตัว เธอก็ว่า คบหาดูใจกับแฟนหนุ่มมานานเกือบ 10 ปีแล้ว

“ไม่ใช่คนในวงการค่ะ คนจะมาเจอกันคงมีบุญวาสนาต่อกัน ก็จะต้องมาในจังหวะที่ถูกที่ ถูกเวลา เริ่มต้นก็ไม่คิดว่าจะพัฒนาความสัมพันธ์แบบนี้ ทุกอย่างมันเป็นไปตามธรรมชาติ คงจะถูกจริตซึ่งกันและกัน”

ทั้งนี้อายุของเธอกับเขาห่างกันเกือบ 12 ปี

“เขามีความเป็นผู้ใหญ่ ทำให้เราเติบโตขึ้นในด้านของความคิด แต่จุดเริ่มต้นจริงๆเป็นเรื่องของการให้เกียรติและให้ความเคารพกับคุณพ่อ คุณแม่ของเรา พอต่อๆมาไม่ว่าเราจะทำอะไรเขาก็จะส่งเสริม สนับสนุน อวยพรกันทุกวัน”

ตลอดเวลาที่คบก็ไม่เคยทะเลาะกันด้วยซ้ำ จอยบอก

“ใช้คำว่าตามใจดีไหม เขาจะมีวิธีบอกเรา ให้เราเติบโต ให้มองโลกในแง่บวก ให้รู้จักให้คนอื่น หรือถ้าเราเครียดกับบางเรื่อง เก็บหรือคิดมากเกินไป เขาก็จะมีวิธีพูด หรือแม้แต่เรื่องการแต่งตัว ผู้หญิงเราก็อยากจะสวย อยากจะเปิดตรงนั้น ตรงนี้ เขาจะไม่ห้ามนะว่าอันนั้นไม่ให้ใส่ อันนี้ไม่ให้ใส่ จะบอกว่าอยากใส่อะไรก็ใส่เถอะ อยากให้คนปฎิบัติกับเรายังไงก็ใส่แบบนั้น”

เธอยังบอกด้วยว่า การคบกันของเธอไม่ได้ปิดบัง เพราะไปไหนมาไหนกันตามปกติ ปล่อยทุกอย่างให้เป็นธรรมชาติ ส่วนเมื่อถูกถามว่าใกล้จะมีข่าวดีหรือยัง เธอก็ว่า

“ในทุกวันที่มันดีแบบนี้ ก็ถือว่าดีแล้ว ความรักแต่ละคนก็จะมีรูปแบบเฉพาะ ก็เชื่อในเรื่องอะไรที่จะเกิดขึ้นเป็นเรื่องตามธรรมชาติ เชื่อในเรื่องวาสนา กรรมเวร หนึ่งชีวิตมันยาวนะ ก็ไม่รู้ว่าเรากับเขาทำบุญกันมาแค่ไหน ถ้าวันนี้ยังเป็นแบบนี้แล้วยังมีความรู้สึกที่ดี เป็นกัลยาณมิตรที่ดี คอยสนับสนุนส่งเสริมกัน เราว่ามันดี”

ครั้นเมื่อพิธีกรถามว่าอยากมีลูกไหม เธอก็ว่า ช่วงปีแรกๆเคยคิด แต่ไม่มั่นใจว่าตัวเองพร้อมไหม

“พอตอนนี้บางครั้งก็มีความรู้สึกว่าอยากมี แต่บางครั้งก็รู้สึกว่าดูสิ่งที่เราทำอยู่สิ เรามีความสุขที่จะขึ้นไปที่วัดป่าที่เชียงราย เรามีความสุขที่จะไปช่วยเหตุที่มีเด็ก การที่ฃไม่ได้ดูแลลูกของเราคนเดียวในอีกมุมหนึ่ง ทำให้เราดูแลเด็กได้อีกหลายคนเหมือนกัน ในมุมที่เรามีลูกก็ไม่ใช่ว่าเราดูแลเด็กคนอื่นไม่ได้ ก็จะมีรูปแบบต่างกัน ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติแล้วกัน”

 

 

 

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้“สมคิด” ลั่นภายในไตรมาสแรกปีนี้จะดันงบประมาณ’63 ออกมาให้ได้ 1 ล้านล.
บทความถัดไปกระบะเร่งแซงสิบล้อ ก่อนเสียหลัก พุ่งชนป้ายข้างทาง เจ็บ 6 ราย