จากใจ “ประวิทย์” ถึง สรยุทธ “ขอให้ผ่านช่วงเวลาลำบาก กลับมาทำประโยชน์ให้สังคม”

ประวิทย์ถึงสรยุทธ – เมื่อวันที่ 22 มกราคม ที่ตึกมาลีนนท์ นายประวิทย์ มาลีนนท์ อดีตบิ๊กบอส ช่อง 3 ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเดินทางไปที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี เมื่อวันที่ 21 ม.ค. เพื่อร่วมฟังคำพิพากษาของศาลฎีกา คดีที่ สรยุทธ สุทัศนะจินดา อดีตพิธีกรรายการข่าวชื่อดัง เป็นจำเลยร่วมตามข้อกล่าวหาบริษัทไร่ส้ม เลี่ยงค่าโฆษณาเกินเวลา อสมท และถูกตัดสินจำคุก 6 ปี 24 เดือน

“มีคนถามกันเยอะว่าเมื่อวานผมไปที่ศาลทำไม ทั้งๆ ที่คดีไม่ได้เกี่ยวกับช่อง 3 ผมก็ขอตอบว่าไปให้กำลังใจพี่ยุทธเขา อย่างน้อยที่สุดก็คือคุ้นเคยกันมา 10 กว่าปีแล้ว พี่ยุทธเองก็ทำรายการให้กับช่อง 3 มาตั้งแต่ปี 2547 มั้ง ยาวนานนะครับ เพราะฉะนั้นมันผูกพันกันอยู่ก็เลยไปให้กำลังใจ” นายประวิทย์กล่าว และเผยต่อว่า

จากใจ นายประวิทย์
ประวิทย์ มาลีนนท์

“พอไปถึงก็มีโอกาสได้คุยกับพี่ยุทธ พี่ยุทธก็บอกว่าตัวเขาก็ทำใจ คำตัดสินออกมาอย่างไร ก็น้อมรับตามที่ศาลท่านกรุณาได้ตัดสิน ผมก็ยังบอกว่าถ้าทำใจได้อย่างนี้ก็เบาใจหน่อย พี่ยุทธก็รับสภาพครับ”

เมื่อถามว่า ก่อนหน้ามีโอกาสได้พูดคุยถามไถ่กับคุณสรยุทธมาตลอดอยู่แล้วหรือไม่ นายประวิทย์กล่าวว่า ไม่ได้คุยเรื่องคดีนะครับ นานๆ เจอกันทีส่วนใหญ่จะคุยเรื่องงานมากกว่า เพราะว่าพี่ยุทธเป็นห่วงงาน ผมเองก็ผูกพันกับรายการที่พี่ยุทธเขาทำ เมื่อมีโอกาสก็จะคุยแลกเปลี่ยนกัน พอขาดพี่ยุทธในตัวรายการก็เป็นปัญหาใหญ่หลวงเหมือนกัน ตอนนี้ก็พยายามจะหาทางดูว่า จะทำอย่างไรถึงจะให้เหมือนกลับสภาพไปอยู่ที่เดิมให้ได้”

ผู้สื่อข่าวถามว่า ปัญหาใหญ่หลวงที่ว่านั้น หมายถึงกระทบในเรื่องของรายได้โฆษณาหรือกระแสนิยม อดีตกรรมการผู้จัดการช่อง 3 กล่าวว่า “ผมเชื่อว่าด้านกระแสนิยมคงไม่เปลี่ยนมาก แต่อาจจะเป็นเพราะว่ามันเริ่มมีการแข่งขันมากขึ้น แล้วก็มีตัวเลือกมากขึ้น ทำให้เขาเอาส่วนการตลาดของเราไป เนื่องจากว่าฐานเราใหญ่ พอกระทบทีก็กระทบแรง ถึงบอกว่าเป็นปัญหาใหญ่หลวง จากเดิมที่รายการมีความยาวตั้ง 3 ชั่วโมงกว่า ตอนนี้ก็ลดลงมาเหลือประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง แต่ไปยืดหัวเอาแทน คือเริ่มตั้งแต่เวลาตีห้าครึ่ง”

จากใจ นายประวิทย์
สรยุทธ-นายประวิทย์

“จริงๆ ต้องบอกก่อนว่าผมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องบริหารแล้วนะครับ แต่เนื่องจากผูกพันกับรายการนี้ เพราะว่าเป็นคนที่เริ่มมากับพี่ยุทธ ผูกพันจริงๆ ครับกับเรื่องตัวรายการนี้ เลยต้องห่วงใยเป็นพิเศษ”

ต่อข้อถามว่า กรณีของทางช่อง 3 เองกับบริษัทที่เข้ามาเป็นพาร์ตเนอร์ มีการแบ่งไทม์แชริ่งกันในลักษณะไหน? นายประวิทย์อธิบายว่า “ช่อง 3 ดำเนินการมาก็จะครบ 50 ปี ในเดือนมีนาคมนี้แล้ว ตัวผมเองก็ทำงานช่อง 3 ครบ 49 ปี ในปีนี้ ช่อง 3 จะมีวัฒนธรรมและแนวคิดในการทำงานร่วมกับคนอื่นแตกต่างจากช่องอื่น คือช่อง 3 ฝันอยู่ตลอดเวลาว่าอยากได้ผู้จัดรายการที่เก่งๆ มาช่วยช่อง ต้องยอมรับว่าช่อง 3 นี่ก็ไต่เต้าขึ้นมา ถ้าได้ผู้จัดรายการหรือว่าพาร์ตเนอร์ที่แข็งแรง ช่องก็จะแข็งแรงขึ้นเป็นลำดับด้วย ฉะนั้นช่องจึงอยากได้คนที่ร่วมงานที่เก่งๆ จำนวนยิ่งมากยิ่งดี”

“แล้วก็ถ้าผู้จัดรายการเหล่านี้ยิ่งขายได้ รายการของเขาโดดเด่นและขายโฆษณาได้ยิ่งดี ต้องบอกว่าทางช่องเคารพผู้ร่วมงานกับเรา แล้วก็เรียกว่า Value Partner เรียกว่าจะให้ความสำคัญกับพาร์ตเนอร์มากเลย ทางสถานีต้องยอมรับว่าโตอยู่ได้เนี่ย เพราะว่าผู้จัดรายการ อย่างที่เรียนไปก่อนหน้าว่าถ้ามีผู้จัดรายการที่เข้มแข็ง สถานีก็จะโตไปด้วย”

“เพราะฉะนั้นมันจะมีแนวคิดว่าถ้าผู้จัดรายการอยู่ได้ คือว่าขายโฆษณาได้ก็มีรายได้ ซึ่งก็จะมีรายได้มาให้กับช่องด้วย จะเป็นเช่าเวลาก็ดี หรือว่าจะมาแบ่งนาทีโฆษณากันก็ดี รายได้ของเรานี่เกิดตามผู้จัดรายการ ถ้าเขาอยู่ไม่ได้ ขายโฆษณาไม่ได้ รายการก็ไปไม่ได้ มันก็จะค่อยๆ ล้มหายตายจากไป สถานีก็ไม่เกิดรายได้ ถ้าเขาอยู่ไม่ได้ช่องก็อยู่ไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราจะคาดหวังอยู่ตลอดเวลาว่าให้มีผู้จัดรายการที่เก่งๆ ยิ่งขายโฆษณาได้มากเท่าไหร่ เราก็จะมีรายได้ตามเขามากขึ้น ถ้าเขารวยเราก็จะรวยตาม”

จากใจ นายประวิทย์
สรยุทธ สุทัศนะจินดา

“สำหรับตัวผมจะมีประโยคทองอยู่ประโยคหนึ่ง ว่าผู้จัดรายการเนี่ยต้องอยู่ได้ก่อน ช่องถึงจะอยู่ได้ เพราะฉะนั้นเราให้ความสำคัญกับผู้จัดรายการมากเลย หยอดไว้นิดหนึ่งว่า ผมอยากอุ้มผู้จัดรายการมากกว่าอุ้มเมีย(หัวเราะ) อันนี้เป็นเชิงพูดเล่นกันนะครับ ว่าผู้จัดรายการมีความสำคัญมากแค่ไหน ส่วนตัวผมก็มีเท่านี้สำหรับหลักการในการทำงานด้วยกัน ฉะนั้นถึงได้บอกว่าเราผูกพันกับผู้จัดรายการมาก ดูแลกันอยู่ตลอดเวลา อันนี้เป็นวัฒนธรรมของช่อง 3″

เมื่อถามว่า กรณีที่เกิดขึ้นกับอสมทกับบ.ไร่ส้มฯ เคยเกิดกับทางช่อง 3 บ้างไหม อดีตผู้บริหารช่อง 3 กล่าวว่า “เปรียบเทียบกันไม่ได้ครับ ผมขออนุญาตที่จะไม่ก้าวล่วงทางด้านโน้น เขามีวัฒนธรรม มีแนวคิดซึ่งอาจจะไม่ตรงกับเรา”

ผู้สื่อข่าวซักต่อว่า หน่วยงานตรวจสอบหรือว่าควบคุมดูแลไม่เหมือนกันใช่หรือไม่ นายประวิทย์กล่าวว่า “คือวิธีปฏิบัติมันจะคล้ายคลึงกัน แต่วัฒนธรรมกับแนวคิดในการดำเนินธุรกิจอาจจะไม่เหมือนกัน ผมหมายความว่าอย่างรายการที่ออกอากาศมันบิดเบือนไม่ได้ พอออกอากาศไปแล้วออกไปยังไงก็เป็นอย่างงั้น ใครจะไปบิดเบือนไปทำอะไรกับมันไม่ได้

ดังนั้นมันไม่มีความลับ ผมเชื่อว่ามันจะเป็นแบบนี้คล้ายๆ กันก็คือว่าวันนี้เราจะออกอากาศรายการอะไรเนี่ย เราจะมีจำนวนนาทีโฆษณาเท่าไหร่ เรารู้ล่วงหน้า และเป็นของใครเท่าไหร่เราก็รู้ พอออกอากาศไปพรุ่งนี้ก็จะมีหน่วยงานที่ไปตรวจเช็ก เพื่อยืนยันว่าที่เตรียมออกอากาศไว้ถูกต้องหรือเปล่า เพราะฉะนั้นทุกอย่างวันรุ่งขึ้นก็รู้แล้ว หมายถึงว่าวิธีทำงานของที่นี่ และผมเชื่อว่าก็คงจะคล้ายๆ กัน”

เมื่อถามว่า ในมุมมองของคนทำสื่อ กรณีแบบนี้มันทำให้รายการที่คุณสรยุทธเคยเป็นหลัก มีผลกระทบกับเรตติ้งไหม? นายประวิทย์กล่าวว่า “มีครับ มีแน่นอน แต่ว่ามันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเราก็ต้องปรับตามสภาพ”

ต่อข้อถามถึงเรื่อง “การขายโฆษณาเกินในรายการทีวี” นายประวิทย์อธิบายว่า “เอาอย่างนี้ดีกว่าครับ แต่ละช่องดำเนินการไม่เหมือนกัน ถ้าเป็นของเราในกรณีที่มีแบ่งนาทีโฆษณากัน ต้องยอมรับว่าในอุตสาหกรรมทีวีเนี่ยเวลาลูกค้าจะซื้อโฆษณา เขาจะหาเจ้าของรายการก่อน คือจะไปซื้อจากเจ้าของรายการก่อน แล้วถ้ารายการมันดี ความสนใจก็ไปเกิดที่นู่น แล้วก็ไปซื้อจากที่นู่นเยอะ ที่เหลือก็ค่อยๆ ไหลมาหาตัวช่อง ช่องเองจะขายสู้เจ้าของรายการไม่ได้หรอก เพราะว่าเขาขายรายการเดียว แต่เราขายทั้งผืนจึงไม่มีโอกาสที่จะไปเจาะ”

จากใจ นายประวิทย์
นายประวิทย์เปิดใจ

“แล้วก็ถ้าเป็นรายการสดความสำคัญก็อยู่ที่ตัวผู้ดำเนินรายการ ไม่ได้อยู่ที่ตัวสถานี เพราะฉะนั้นรายได้ก็จะไหลจากเขาเข้ามาหาเรา ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ถูกต้อง อย่างที่ผมเรียนไปแล้วว่าเขาต้องอยู่ได้ก่อน ช่องก็ถึงจะดีตาม

เพราะฉะนั้นในกรณีที่เขามีโฆษณามากกว่าที่กำหนด อันนี้ในส่วนของผมนะครับไม่ได้พูดใคร เขาก็จะประสานเข้ามาว่าเรายังมีที่เหลือมั้ย ถ้ามีเหลือเขาก็จะมาซื้อเรา คราวนี้ถ้าเกิดว่าทั้งคู่เต็มแล้วเนี่ยจะทำกันยังไงต่อไป ถ้าขายมากกว่านี้ก็อาจจะผิดระเบียบที่ทางรัฐกำหนด ซึ่งอาจจะมีวิธีแก้ก็คือว่า ขยายเวลาออกอากาศให้มากขึ้นเพื่อรองรับ เพราะฉะนั้นวิธีการไม่เหมือนกัน เรื่องโฆษณาเกินแน่ๆ แล้วเกินเนี่ยส่วนใหญ่จะเป็นทางผู้จัดรายการติดต่อเข้ามาขอถามจากทางช่องว่ารับได้หรือเปล่า แต่อันนี้ต้องย้ำว่าเป็นส่วนของเรานะครับที่ดำเนินการกันแบบนี้”

“อย่างของเราสมมติรายการรับได้ 10 นาที พอเต็มปั๊บเราก็หยุด แต่ที่อื่นเราไม่รู้ว่าถ้าเกิดเต็มแล้วจะไปขยายรายการหรืออะไรเราก็ไม่รู้ เพราะวิธีการดำเนินการในแต่ละช่องแต่ละวันก็ไม่เหมือนกัน”

สำหรับคำถามว่า อัตราส่วนในการแบ่งเปอร์เซ็นต์รายได้แตกต่างกันหรือไม่ นายประวิทย์กล่าวว่า “แล้วแต่ตกลงเลยครับ”

เมื่อถามถึงอนาคตว่า หากคุณสรยุทธรับโทษครบกำหนดแล้ว ทางช่อง 3 ยังเปิดโอกาสให้กลับมาทำหน้าที่ได้ไหม? นายประวิทย์หัวเราะก่อนตอบว่า “มันจะไกลตัวไปหรือเปล่า แต่ส่วนตัวไม่มีข้อขัดข้อง แล้วจริงๆ ตอนนี้ผมพูดแทนช่อง 3 ไม่ได้ ถ้าเป็นมุมมองผมคือถ้าพี่ยุทธยังทำงานได้ ผมเชื่อว่าต้องมีคนเอาไปทำงานแน่นอน เพราะเขายังมีคุณค่ามหาศาล”

“ผมอยากให้เขาผ่านในช่วงเวลายากลำบากไปให้เร็วๆ แล้วก็หวังว่าวันนึงเขาจะกลับออกมาทำประโยชน์ให้กับสังคมได้อีก ส่วนตัวผมรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ในหลายๆ ปีที่พี่ยุทธไม่ได้ออกอากาศ มีอะไรที่หายไปจากจอเยอะเลย การรณรงค์หรือว่าทำอะไรสำหรับสังคม

ยกตัวอย่างเดียวเท่านั้นคือกาชาด ที่ผ่านมาพี่ยุทธทำมาต่อเนื่องทุกปี หาเงินบริจาคไปซื้อรถรับบริจาคโลหิต คันใหญ่ๆ เลยที่มาจอดที่ช่อง 3 ปีหนึ่งก็เป็นหลายคัน แต่ว่าช่วง 4 ปีนี่ก็หายไปเลย หนสุดท้ายที่เกิดน้ำท่วมกลายเป็นว่าไม่มีใครออกไปทำเหมือนอย่างปี 2554 ฉะนั้นอะไรหลายๆ อย่างมันหายไป คุณค่าทางงานที่ทำให้กับสังคมมันหายไปหมด”

จากใจ นายประวิทย์
นายประวิทย์กับผู้จัดช่อง3

ผู้สื่อข่าวถามถึงความมั่นใจว่า อนาคตหากคุณสรยุทธ์พ้นโทษกลับมา เชื่อว่าประชาชนยังคงจะสนับสนุนเหมือนเดิมหรือไม่ นายประวิทย์กล่าวว่า “ใช่ครับ ผมเชื่อว่าตราบใดที่เขายังมีพลังที่จะทำงาน ซึ่งเป็นงานที่เชาชอบด้วย และมันมีเรื่องที่วิเศษสุดก็คือมีโอกาสที่จะทำงานให้สังคมได้ อันนี้เรียกว่าเป็นวัตถุประสงค์อันหนึ่งที่เราอยากจะทำ คือพยายามที่จะยกสังคมให้ดีขึ้น อย่างน้อยสร้างโอกาสใหม่ๆ สร้างสังคมที่ดีๆ ขึ้นมา”

ต่อข้อถามที่หลายคนเป็นห่วงในเรื่องสุขภาพของคุณสรยุทธ พอทราบถึงเรื่องนี้หรือไม่ นายประวิทย์กล่าวว่า “พี่ยุทธใช้ร่างกายเปลืองมาก ตั้งแต่ทำงานเนี่ยรายการเริ่ม 6 โมงเช้า ฉะนั้นต้องตื่นตั้งแต่ตี 2 แล้วต่อมารายการลากยาวไปถึง 3 ชั่วโมงกว่า กว่าจะจบก็ 9 โมงครึ่ง กว่าจะทานอาหารกว่าจะพักได้ เขาไม่ค่อยมีเวลานอน เพราะว่าระหว่างวันก็จะมีเรื่องอื่นที่ต้องทำ ต้องหาข้อมูล

แล้วเมื่อก่อนเขาไม่ได้จัดรายการที่ช่อง 3 ช่องเดียว มีอีกหลายช่อง ซึ่งจะต้องมีการเตรียมการประสานงาน ตลอด 10 กว่าปีที่เราทำงานใกล้ชิดกันตลอดเวลา ผมพูดได้เลยว่า 10 กว่าปีเขาไม่เคยหยุดแม้แต่วันเดียว ป่วยก็มาทำงาน ทำงานเสร็จก็วิ่งกลับไปโรงพยาบาล เขาใช้ชีวิตแบบนี้ ไม่มีโอกาสไปเที่ยวต่างประเทศพักผ่อน เรียกว่าน้อยครั้งมาก เขาจะได้พักก็ต่อเมื่อบางครั้งที่ไปสัญจร ซึ่งจริงๆ ก็คือไปทำงาน มันไม่ได้ไปพักผ่อน”

เมื่อถามถึงมุมมองการทำงานของคุณสรยุทธ ในฐานะคนข่าว และหลายคนพยายามที่จะเป็นคนข่าวตัวจริงอย่างคุณสรยุทธ นายประวิทย์กล่าวว่า เขาเป็นคนทุ่มเทนะครับ แล้วผมก็ติดค้างพี่ยุทธเยอะ เขามาสร้างชื่อเสียงให้เราทั้งด้านข่าว อย่างที่เราไม่เคยคาดหวังมาก่อน ผมเชื่อว่าทุกคนมีไอดอลอยู่ แล้วแต่ว่าจะชอบใคร แต่ก็เป็นเรื่องดีๆ ทั้งนั้น มีรูปแบบที่เราสามารถที่จะปฏิบัติตามได้ คิดว่าเป็นเรื่องที่ดีจะชอบใครก็แล้วแต่”

จากใจ นายประวิทย์
เล่าถึงความผูกพัน

ต่อข้อถามว่า หลังมีคำตัดสินแล้ว มีโอกาสได้อ่านคอมเม้นต์ตามโซเชียลต่างๆ บ้างหรือไม่ ที่มีคนให้กำลังใจและเชื่อมั่น นายประวิทย์กล่าวว่า “ผมยังไม่มีโอกาสได้อ่านเลย มีแต่เมื่อวานที่ได้อ่านที่พี่ยุทธแชร์ออกมา แล้วก็มีเพื่อนๆ บางคนที่สนิทกันส่งกำลังใจผ่านผมไปให้พี่ยุทธ อันนี้ถือเป็นอานิสงส์อันหนึ่งจากการที่เขาทำความดีมาในสมัยที่เขาออกอากาศ ทั้งหมดนี้ก็จะเป็นกำลังใจที่ส่งไปให้เขามีกำลังใจที่จะรอต่อไป”

เมื่อถามว่า มีอะไรอยากจะฝากสุดท้ายอีกไหม นายประวิทย์กล่าวว่า “ต้องบอกว่าเป็นเรื่องลำบากที่จะพูดเพราะว่ามันเป็นเรื่องเกี่ยวกับคดี ฉะนั้นผมต้องค่อนข้างระวังอย่างมาก ในส่วนที่พูดได้ก็คือส่วนที่เกี่ยวกับผม เรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัวส่วนที่เป็นการทำงานที่นี่ แล้วก็อย่างที่เรียนก็คือไม่อยากให้ไปเทียบเคียงกับใครทั้งนั้น เพราะเป็นวัฒนธรรมของเราแท้ๆ ที่เราทำกับคุณสรยุทธหรือว่าทุกคน ไม่ใช่รายเดียว มันเป็นวัฒนธรรมของช่อง 3 ที่ดูแลพาร์ตเนอร์ของเรา คือโตไปด้วยกัน แต่ว่าจริงๆ แล้วเขาเป็นคนนำความเติบโตมาให้เรา เราเติบโตด้วยตัวเองไม่ได้ต้องมีพาร์ตเนอร์ดีๆ อย่างนี้ที่นำความเจริญก้าวหน้ามาให้เรา”

“ธุรกิจนี้มันดีได้ด้วยผู้จัดรายการ ไม่ใช่เป็นนักบริหารอย่างผม ผมทำอะไรไม่ได้หรอก เราเก่งแต่ว่าไม่มีใครรองรับ งานไม่เดินครับ แต่ถ้ามีเขาเดินงานโดยที่ไม่ต้องมีผู้บริหารเก่ง งานมันก็ไปได้ ต้องเก่งที่พาร์ตเนอร์เรา ไม่ใช่เก่งที่ตัวเราครับ” อดีตผู้บริหารช่อง 3 กล่าว

ขอบคุณที่มา ข่าวสด 
ขอบคุณภาพ @sorrayuth9111

บทความก่อนหน้านี้พบแล้วทอง! ที่แท้ซุกบ้านพ่อแม่ที่ลพบุรี
บทความถัดไปเปิดคำต่อคำ! บทสนทนาแรกกับผอ.ปล้นทอง เมื่อเจอนักข่าวดังในห้องน้ำโดยบังเอิญ