ติดคุกประหารชีวิตไม่ว่า ขอขึ้นพาดหัวหน้าหนึ่งวันเดียว

21.02.20 | 10:44 น.

เดือนกุมภาพันธ์ 2519 ก่อนเหตุการณ์ล้อมปราบนักเรียนนักศึกษาประชาชนปลายปี หนังเรื่องหนึ่งลงโรงฉาย สร้างเสียงกล่าวขวัญตั้งแต่ฮอลลีวู้ดอื้ออึงไปทั่วโลก ‘แท็กซี่ ไดรเวอร์’ ฝีมือผู้กำกับ มาร์ติน สกอร์เซซี เรื่องของอดีตนาวิกโยธินผ่านศึกเวียดนาม โรเบิร์ท เดอ นีโร ซึ่งมาเป็นคนขับแท็กซี่ในนิวยอร์ค มีโอกาสได้ช่วยโสเภณีเด็ก โจดี้ ฟอสเตอร์ จากแมงดาคุมซ่อง จากนั้นจึงเสี่ยงชีวิตชำระความโสมมที่พบเห็น

หนังเรื่องนี้เข้าชิง 4 ตุ๊กตาทองออสการ์ หนังยอดเยี่ยม ดารานำชาย ดาราสมทบหญิง และดนตรีประกอบ แต่ไม่ได้รางวัล โจดี้ ฟอสเตอร์กลับไปได้สองตุ๊กตาทองอังกฤษ (บาฟตา) ดาราสมทบหญิงกับดาวรุ่งพรุ่งนี้ จากหนังผู้ใหญ่ที่ให้เด็กสวมบท ‘บั๊กซี่ มาโลน’
หนังเครียดขรึม ระทึกใจเรื่องนี้ ไปสะดุดความคิดและความรู้สึกเอาตอนท้าย เมื่ออาชญากรนายหนึ่งประกาศ อย่างสบอารมณ์หลังถูกจำกุมคุมขังว่า เป็นตายอย่างไรไม่สน ขอเป็นข่าวขึ้นหน้าหนึ่ง ออกทีวีวันเดียว พอใจแล้ว

ฉับพลันนั้น จึงกระหวัดไปถึงรูปการดำเนินชีวิตลักษณะหนึ่งอันแตกต่างระหว่างตะวันตกกับตะวันออกขึ้นมา

ความแตกต่าง (ซึ่งเริ่มต้นยาวนานมาแค่ไหน อย่างไร ต้องถามนักเทววิทยา มานุษยวิทยา หรือสังคมวิทยา) ที่มนุษย์กลุ่มชนหนึ่งเกิดมาโดยต้องการเป็น ‘ใครสักคน’ (ซัมบอดี้ – somebody) ขณะที่คนอีกกลุ่มชนเกิดมา ทั้งถูกทำและถูกชี้นำให้ละทิ้งตัวตนเป็น ‘คนไม่สำคัญ’ (โนบอดี้ – nobody) ซึ่งในที่นี้ขอยกตัวอย่างชาวพุทธ

ความคิดซึ่งกระหวัดไปถึงนี้ ผิดถูกประการใด ผู้รู้โปรดสั่งสอน

Advertisement

การจดจำปัจเจกบุคคลหรือบันทึกนามให้ความสำคัญกับปัจเจกบุคคล จากบันทึกชาวสยามที่หลงเหลือให้รับรู้ ส่วนใหญ่จะเป็นพระราชกรณียกิจในท้าวพระยามหากษัตริย์ น้อยมากจะจดจารกิจกรรมหรือพฤติกรรมคนสามัญ

หรือกล่าวอีกที สิ่งที่คนสามัญทำ ล้วนอุทิศให้แก่พระศาสนาและท้าวพระยามหากษัตริย์ทั้งสิ้น เราจึงไม่เคยรู้ถึงนามช่างฝีมือเอกผู้ปั้นลวดลายปูนวัดนางพญา ผู้ออกแบบหล่อพระพุทธชินราช หรือช่างเขียนจิตรกรรมฝาผนังวัดนานา จนล่วงรัชกาลที่ 4 ที่การเขียนภาพแบบสามมิติจากตะวันตกเป็นที่รู้จัก จึงได้ปรากฏนามขรัวอินโข่งขึ้น นี่เป็นสิ่งซึ่งนักเรียนนักศึกษาทั้งหลายรู้โดยทั่วไป

แม้นปัจจุบันนี้ หากเปรียบจากแผงหนังสือ จะเห็นได้ทันทีว่า หนังสือฉบับกระเป๋าหรือพอคเกทบุ๊คของฝรั่ง บนปกจะเห็นชื่อผู้เขียนตัวเบ้อเริ่ม ขณะชื่อเรื่องตัวหนังสือเล็กกว่ามาก เป็นการขายชื่อผู้เขียนอย่างตรงไปตรงมา เพราะชื่อผู้เขียนขายได้

นักอ่านรู้ว่า เจมส์ มิชเชนเนอร์ เขียนเรื่องมหากาพย์ (เทลส์ ออฟ เดอะ เซาท์ แปซิฟิค) โรเบิร์ด ลัดลัม เขียนเรื่องสายลับ (เจสัน บอร์น – เพิ่งชุดพิมพ์ครั้งใหม่หลังจากเรื่องนี้ป็นหนังโด่งดังไปทั้งโลกนี้เอง ที่ชื่อเจสัน บอร์นใหญ่กว่าชื่อผู้เขียนเพราะเตะตาผู้คนเป็นที่รู้จักกว่า) และรู้ว่า แดน บราวน์ เป็นเจ้าแห่งเรื่องรหัสลับ (ดาวินชี โค้ด) ฯลฯ ขณะที่หนังสือนิยายไทย เกือบจะร้อยละ 90 ที่ชื่อเรื่องใหญ่กว่าชื่อนักเขียน

สำหรับเรื่องปัจเจกนี้ พระพุทธศาสนาให้ความสำคัญประการเดียวคือ เรียนเอง ปฏิบัติเอง รู้เอง เพื่อความหลุดพ้น(จากทุกข์) ใครทำแทนไม่ได้ แต่ระหว่างเรียนนั้น ต้องลด ละ เลิก วางตัวตนหรืออัตตาไปให้ได้
ดังนั้น ความต้องการเป็นคนสำคัญ หรือเห็นว่าชื่อเสียง ลาภยศเป็นเพียงมายา จากวิธีคิดสองประการนี้ จึงแตกต่างกันเป็นคนละขั้ว
และเมื่อพูดถึงประเด็นนี้ อยากกล่าวต่อไปว่า ความต้องการเป็น “ซัมบอดี้” หรือเป็นคนสำคัญให้คนอื่นรู้จักนั้น เดี๋ยวนี้ระบาดพร้อมเทคโนโลยีไปเรียบร้อยแล้วทั่วโลก ตามระดับอ่อนแก่ที่ต่างกัน แต่ในเมืองไทยนั้นเข้มข้นสุดๆ

จะกินข้าว ไปเที่ยว ออกลูก เข้าโรงพยาบาล ฯลฯ ล้วนถ่ายภาพลงอินสตาแกรมให้ชาวบ้านรู้ด้วยทั้งหมด จนแม้ตัวละครโฆษณาโทรทัศน์ประกาศว่าได้งานแล้ว อีกตัวละครก็รีบสนับสนุนทันทีว่า เรื่องนี้โลกต้องรู้

นี่คือวิถีที่เกิดมาต้องเป็น ‘ซัมบอดี้’ ต้องเป็นคนที่ใครๆรู้จัก ยอด ‘ฟอลโลเออร์ส’ ต้องสูง ยิ่งสูงยิ่งดี มีโอกาสที่โฆษณาสินค้าจะติดต่อเข้ามา ไม่ว่าจะรู้ตัวกันหรือไม่ก็ตาม

คำประกาศของฆาตกรหรืออาชญากรในหนัง ‘แท็กซี่ ไดรเวอร์’ จึงเพียงแต่ยืนยันเพิ่มอีกมิติเท่านั้นว่า การเป็นคนสำคัญซึ่งชื่อจะเป็นที่รู้จักทั่วไปในสาธารณะ หรือในสังคม ไม่เพียงทำเรื่องดีงามเท่านั้น แต่แม้ฆ่าคนเพื่อให้สังคมรู้จักชื่อ ก็สามารถทำได้

ต่อมาปี 2537 หนังอีกเรื่องก็ลงโรงสร้างเสียงวิจารณ์อึงคะนึง ‘แนทเชอรัล บอร์น คิลเลอร์ส’ ของผู้กำกับ โอลิเวอร์ สโตน เรื่องของสองหนุ่มสาว วู้ดดี้ ฮาเรลสัน กับ จูเลียต ลิวอิส ที่เริ่มจากสังหารพ่อแม่ฝ่ายหญิง แล้วฆ่าคนต่อเนื่องไปร่วมสามสัปดาห์ เป็นข่าวแสนจะโปรดปรานของหนังสือพิมพ์ที่ชอบเล่นเรื่องอื้อฉาว

โดยมีนักข่าว โรเบิร์ท ดาวนีย์ จูเนียร์ ตามติดไปเสนอชีวิตของนักฆ่าสาวหนุ่มคู่นี้ ให้เกิดคำถกเถียงติดตามมามากมาย กับการสร้างภาพฆาตกรของสื่อ ว่ามีคุณค่าในทางข่าวสารอย่างไร

เพราะวันนี้ หลังจากข่าวการลากปืนออกจากบ้าน ไล่ยิงคนไม่รู้อิโหน่อิเหน่ล้มตายไปอย่างโหดร้ายแล้ว ไม่ว่าจะในสหรัฐ ยุโรป นิวซีแลนด์ จนมาถึงไทย เสียงจากนักจิตวิทยา ผู้เชี่ยวชาญสังคม สาธารณชนผู้เอาใจใส่ ต่างให้ความเห็นสอดคล้องไปทางเดียวกันว่า สื่อต้องหยุดให้ความสำคัญกับฆาตกรผู้ก่อเหตุ ชื่อก็อย่าเอ่ยถึง ไม่ว่าจะมีสาเหตุให้เกิดคลุ้มคลั่งหรือวิปริตขึ้นอย่างไร ก็ไม่ต้องสื่อสารอธิบาย เพื่อจะได้ไม่ทำให้คนอีกพวกหนึ่ง ซึ่งอาจเชื่อมโยงความผิดเพี้ยนนั้นเข้ากับตัวเอง ว่าเป็นพวกเดียวกัน หรือใช้เป็นข้อแก้ตัวข้ออ้างอันพิกลพิการได้ว่า สามารถทำสิ่งเลวร้ายเช่นเดียวกันนั้นได้

ลดความสำคัญของรายละเอียดข่าวสารด้านผู้กระทำผิด โดยเฉพาะตัวผู้กระทำผิดลง ใส่ใจผู้เสียหายมากขึ้น

พูดประสาชาวบ้านคือ สื่อช่วยกันหยุด ‘ขาย’ เรื่องผู้กระทำผิด อาจช่วยหยุดความคิดที่ใครจะเป็น ‘ซัมบอดี้’ ด้วยวิธีเลวร้ายลักษณะนี้ไปได้ในท้ายที่สุด

น่าเสียดายที่คนไทยปัจจุบันโดยเฉพาะฝ่ายบริหารระดับสูง ที่ไม่เห็นนามธรรมความคิดเป็นเรื่องสำคัญไปแล้ว เห็นเพียงรูปธรรมเงินทอง ตัวเลข จีดีพี ตัวเลขเงินตราที่หายไปกับโรคระบาด ฯลฯ ไม่ใส่ใจจะกล่อมเกลาประชากร ให้สุขุมลึกซึ้งกับนามธรรมความคิดในพระพุทธศาสนา ที่จะช่วยให้เป็นบุคลากรเปี่ยมสติปัญญาความสามารถ มีความมั่นคงที่จะแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า มีสายตาที่จะวางแผนระยะยาว โดยไม่เป็นโรคจิตประสาทไปก่อน

นามธรรมความคิดที่ปลูกฝังแต่เด็ก จะไม่เห็นการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเป็นเรื่องทำได้ง่ายๆ ไม่เห็นศีลอีก 4 ข้อปราศจากคุณค่าความหมาย การเป็นคนสำคัญในสังคมพุทธก็คือ คนที่พยายามเดินถามวิถีหนทาง(มรรค)ทั้ง 8 รวมถึงพรหมวิหาร 4 มีศีล 5 กำกับ พร้อมหิริโอตตัปปะ คือเมตตา กรุณา และเอื้อเฟื้อต่อผู้คน ละอายต่อบาปเกรงกลัวบาป ไม่ลักขโมยฉ้อโกง ไม่ผิดในกาม ไม่มุสา ไม่ลุ่มหลงสุรายาเมา

และแน่นอนที่สุด ไม่มีความคิดฆ่าคน.
….

อารักษ์