คนไทยไม่น้อยมักเป็นเสียอย่างนี้ สังเกตุได้แทบทุกวงสนทนา พอพูดเป็นเรื่องเป็นราวเอาจริงได้สักพัก เดี๋ยวต้องมีคนยิงมุขขึ้นมา ถ้าเรื่องเล็กเรื่องน้อยก็คงไม่กระไรนัก เพราะการขัดคอหรือยิงมุขใส่กัน เป็นเรื่องธรรมชาติในวงสนทนา แต่กับบางสถานการณ์ต้องถือว่า ไม่ถูกกาลเทศะ
ถึงอย่างนั้นก็เถอะ เมื่อคิดว่าเป็นนิสัยในสายเลือดไปแล้ว ก็มีแต่ต้องเรียนรู้ที่จะควบคุมปากคำ
ทำไงได้ ใครใช้ให้เป็นชนชาติที่มีสายเลือดกวี ดูท้ายรถบันทุกท้ายรถแท็กซี่ก็เห็น ปฏิภาณกวีทั้งนั้น
เมื่อหัวไว ปากเลยไวตามไปด้วย (ถึงจะรู้ว่า พูดออกไปต้องมีที่ใครไม่ชอบ แต่ก็ขอพูด ไม่งั้นกลัวคนไม่รู้ว่า มีมุขเด็ด)
แต่ตอนนี้ ตอนที่สถานการณ์โรคระบาดร้ายแรงแพร่ไปเกือบทุกมุมโลก เมืองไทยซึ่งรับมือโรคระบาดได้ดีที่สุดอันดับ 6 ของโลกจาก 195 ประเทศ และเป็นอันดับ 1 ในเอเชีย ก็ยังมีผู้เสียชีวิตไปแล้ว 1 ราย การใช้เครื่องมือสื่อสารสาธารณะทั้งหลาย จึงควรไตร่ตรองรอบด้าน และคิดละเอียดยิ่งยวดก่อนจะส่งข้อความออกไป
เพราะเมื่อข่าวสาร ความรู้ ความเห็น ผ่านเส้นทางเข้าโทรศัพท์มือถือนับพันนับหมื่น หรือนับแสนเครื่องไปแล้ว ย่อมกระทบความคิดและจิตใจผู้พบเห็นทั้งสิ้น จะมากจะน้อยก็กระทบกับพันรายหมื่นรายที่ได้เห็นข้อความนั่นเอง ส่งผลกว้างขนาดนี้มิใช่เรื่องเล็กน้อย
จึงต้องคิดมากๆ คิดให้มากๆ และคิดอีกมากๆ ทบทวนแล้วทบทวนอีก ก่อนจะส่งข้อความใดๆ
เพราะหากข้อมูลผิดพลาด ความเห็นเลยเถิดไป ไม่ใช่เรื่องสนุกของผู้ได้รับข่าวสารเลย
ต้องเอาใจเขามาใส่ใจเราจริงๆ
แต่ก็ช่วยไม่ได้เหมือนกัน สังคมมนุษย์ พันพ่อหมื่นแม่ ในบรรยากาศตึงเครียด หรือเหตุการณ์บีบประสาทหลายๆประการ อารมณ์ขันของมนุษย์เอง อาจช่วยฟื้นฟูสถานการณ์ให้มั่นคงขึ้นได้
ช่วยให้มองรอบด้านอย่างมีความหวังขึ้น มีพละกำลังที่จะต่อสู้ เผชิญอุปสรรคได้เด็ดเดี่ยวขึ้น
แต่อย่างไรเรียกว่าอารมณ์ขัน อย่างไรกลายเป็นประชดเสียดสี อย่างไรเป็นการให้ร้ายป้ายสีไปเลย
สมมติเช่น ยามเย็นริมหาด ซึ่งกลุ่มเพื่อนเก่าชวนกันไปเที่ยวต่างสถานที่ มีกลุ่มเพื่อนใหม่ต้อนรับ ระหว่างสนทนากันเรื่องอาหารการกินอันเนื่องมาจากมีจานเด็ดเรียงรายเต็มโต๊ะ หลังจากฟังหลายคนสาธยายวิธีปรุงจานเด็ดมาหลายจาน เพื่อนใหม่วัยฉกรรจ์คนหนึ่งซึ่งกำลังกรึ่มหน่อยๆ ก็บอกเคล็ดสุดยอดของสูตรตัวเองบ้าง ” ไก่ต้มเปรตของผมนะครับ โยนไก่เป็นๆลงในหม้อเลย ”
” อี๋ยยย_ ” บรรดาสุภาพสตรีทำหน้าสยอง แต่ในกลุ่มเพื่อนเก่ามีเสียงโพล่งขึ้นทันทีว่า
“นั่นไม่ใช่ไก่ต้มเปรตแล้ว นั่นเป็นเปรตต้มไก่ ”
เงียบไปวินาทีหนึ่ง เสียงหัวเราะก็ดังครืนขึ้น
ในบรรยากาศสบายๆอย่างนั้น ต่อให้คนเพิ่งรู้จักกัน การขัดคอที่ฟังแล้วเจ็บๆนิดหน่อย ก็ชวนกระชับสัมพันธ์ได้มากกว่าจะนึกเหม็นชี้หน้า หรือโกรธกันไปได้ นอกจากว่ายังมีตัวแปรอีกมากมาย
เช่นวุฒิภาวะของกลุ่มบุคคลที่สนทนากัน เป็นอาทิ ที่เข้าใจ เจตนา การใช้ถ้อยคำต่างๆได้ง่ายๆ ไม่นึก แปลเจตนา ไปในทางที่ผู้ใช้มิได้ตั้งใจให้เป็นไปเช่นนั้น
เพราะ เจตนา นี่เอง คือประเด็นของเรื่องราว ว่าจะทำให้ผู้ฟังได้ยินเป็นความหมายบวกหรือความหมายลบ
ที่จริง สังคมเราเป็นสังคมที่มากอารมณ์ขันมาแต่ไหนแต่ไร ตัวอย่างตั้งแต่วงการบันเทิงพื้นบ้าน ลำตัด เพลงฉ่อย จำอวดหน้าม่าน ลิเก หนังตลุง ฯลฯ ล้วนแต่มีมุขสารพันคอยยิงหล่อเลี้ยงอารมณ์ผู้ชม ได้เป็นคืนค่อนคืน มีขาประจำขาจรติดเกรียว บำรุงสังคมให้ครื้นเครง
เมื่อก่อน นักการเมืองที่เป็นนักเลือกตั้งทั้งขาจรขาประจำ ต่างรอฟังว่า พอสิ้นปี สมาคมนักข่าวจะให้ฉายาพวกตนว่าอย่างไร เจ็บบ้างคันบ้างก็หัวเราะแหะๆกันไป เพราะเข้าใจกันว่า เป็นการล้อเลียน หยิกแกมหยอก มิได้จิกหัวด่าทอ
แต่ครั้นการเมืองค่อยๆเปลี่ยนโฉมเป็นฝักฝ่ายตรงข้ามกันชัดเจน การทำความเข้าใจเรื่องส่วนรวมค่อยๆพร่องลงเป็นการแข่งขันกันแย่งชิงผลประโยชน์ ทำให้การเอาชนะคะแนนเสียงกลายเป็นการสร้างความเกลียดชัง อารมณ์ของผู้คนจึงค่อยๆแปรไป
แม้แต่การตั้งฉายาบุคคลทั้งวงการเมืองหรือวงการบันเทิง ก็ค่อนไปข้างเสียดสีมากกว่าอารมณ์ขัน
ผู้ได้รับฉายาต่างไม่นึกขำด้วย เคืองกันเสียมากกว่า
จนมาถึงสถาณการณ์โรคร้ายคราวนี้
เพียงข้อความที่ส่งต่อถึงกัน ยังไม่พูดถึงบรรดาคลิปสั้นๆสารพันอารมณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ให้ยาวขึ้นอีก
ท่ามกลางข่าวสารมากมายทั้งที่เป็นทางการ ทั้งจากผู้ปรารถนาดี หรือผู้เกี่ยวข้อง การจะแยกแยะความน่าเชื่อถือของข่าวสารนั้นๆ โดยเฉพาะถ้าไม่อ้างที่มา หรือแม้แต่อ้างที่มา ก็ยังสร้างความสับสนได้ เช่น การตรวจสอบตัวเองด้วยวิธีหายใจลึกๆเข้าปอดแล้วอัดไว้สิบวินาที หากไม่เกิดอาการไอ หายใจไม่สะดวก ก็ถือว่ายังไม่ติดเชื้อ โดยอ้างว่าเป็นคำแนะนำของโรงพยาบาล
แต่พอคนได้รับข้อมูลหวังดี พากันส่งต่อให้เพื่อนให้คนรู้จัก ไม่ทันจะครบจำนวนที่ตั้งใจ ก็มีคำแถลงจากโรงพยาบาลซึ่งถูกระบุชื่อออกมาว่า นั่นมิใช่ของโรงพยาบาล เป็นอย่างนั้นไปอีกแล้ว
ผู้รับข่าวสารจะมีสักกี่คนที่มีความรู้ความเข้าใจพอจะคัดกรองความถูกต้องในเรื่องต่างๆได้
ความยากลำบากของกรณีเช่นนี้ก็คือ ไม่รู้ว่าต้นเรื่องเริ่มมาจากไหน มีแต่ผู้รับจะส่งกันต่อๆไป
(นี่ยังเป็นเหตุให้เกิดสงสัยอย่างช่วยไม่ได้ต่อไปอีกว่า แล้วที่ปฏิเสธมานั้นเป็นของจริงหรือเปล่า หากไม่เข้าไปตรวจสอบที่สถาบันโดยตรง จึงกลายเป็นการใช้เครื่องมือสื่อสารสร้างความระแวงขึ้น)
ผู้เริ่มแพร่ข้อมูลซึ่งอาจเพียงฟังมา ข้อมูลที่มิได้ตรวจสอบ ข้อมูลที่ตนไม่มีความรู้ความเข้าใจ ควรลดความกระตือรือร้นลงบ้าง
ยิ่งมาถึงการใช้อารมณ์ขันในหน้าสิ่วหน้าขวานยามนี้ ยิ่งยากจะบอกได้ว่า อารมณ์ร่วมของสังคมยังจะเปิดช่องรับคลื่นนี้อยู่หรือเปล่า
แม้ตั้งใจจะส่งมุขเฮฮาระหว่างเพื่อนฝูงที่รู้ใจ กลุ่มที่คบกันมานานพอ แม้บางกลุ่มจะมีกติกาว่า คุยได้ทุกเรื่องยกเว้นการเมือง(ไม่งั้นเลิกคบ-ฮาาา) ก็ประกันไม่ได้ว่า ข้อความจะไม่เผื่อออกไปสู่สาธารณะ
สู่คนซึ่งไม่พร้อมจะหัวเราะ หรือเฮฮาด้วย กลายเป็นประเด็นทะเลาะเบาะแว้งไป
เช่นส่งข้อความบอกว่า ทำไมปริมาณติดเชื้อของคนไทยไม่แพร่ขยาย เพราะคนไทยยกมือไหว้กัน ลดการติดเชื้อทางสัมผัสเวลาจับมือทักทาย (อย่าง ก่อนการประชุม นายกรัฐมนตรีเยอรมนี อังเกลา แมร์เคิล ยื่นมือให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ฮอร์สท์ ซีฮอฟเฟอร์ แต่ฝ่ายหลังโบกมือปฏิเสธ ไม่ยอมจับด้วย ทำเอาหัวเราะกันลั่นห้องประชุม รวมทั้งนายกฯและรัฐมนตรีเองด้วย
นี่เป็นข้อความอารมณ์ขัน หรือข้อสังเกตุ หรือก้ำๆกึ่งๆทั้งสองลักษณะ
แต่หากบอกว่า คนไทยชอบด่ากันในโซเชียลมากกว่าด่ากันต่อหน้า น้ำลายเลยไม่กระเซ็นใส่กัน
ยอดผู้ติดเชื้อเลยไม่พุ่ง
นี่เป็นอารมณ์ขันไหม หรือเสียดสีกันตรงๆแบบคมคาย เจ็บด้วยขำด้วย แต่ไม่ถึงกับโกรธใช่ไหม
มีการ์ตูนสองช่อง สองเกลอคุยกัน คนหนึ่งว่า โควิด 19 อยู่บนธนบัตรเราได้ 9 วัน
อีกคนสวนว่า แต่ธนบัตรอยู่กับเราได้ไม่ถึงวัน
อย่างนี้มีแต่ฮาแน่นอน
แต่ก็มีบ้าง บางรายที่เพียงอาศัยโรคระบาดเป็นเชื้อหยอกล้อเพื่อนร่วมวัย เหมือนให้วัคซีนว่า ถ้าท่านกินน้อยลง นอนไม่หลับ ฉี่บ่อย หลงลืม ไร้อารมณ์เพศ ท่านไม่ได้เป็นโควิด 19 แค่เป็น “คนแก่”
ฉะนั้น ไม่ว่าอะไรก็ตาม จะเป็นอาหารหรือวาจา แค่พอดีๆ พอหอมปากหอมคอ ก็สบายท้องสบายหู
แต่หากเกรงกลัวโรคจนใช้วาจาละเมิดผู้อื่น ไม่ว่าจะเพราะต้องการป้องกันตนเอง ห่วงสาธารณชน จนสุภาพสตรีที่อ้างการเป็นพนักงานต้อนรับของการบินไทย ต้องออกมาส่งข้อความชี้แจงขั้นตอนทำงาน ในหนึ่งเที่ยวบินเสียละเอียดยิบ กระทั่งไม่เห็นช่องโหว่ของการระวังป้องกันผู้โดยสาร และพนักงานเอง
กระทั่งท้ายสุด จึงได้โต้ตอบว่ากล่าวกลับ ว่าควรเริ่มด้วยการป้องกันตัวเอง ก่อนจะเหมาเหยียดเอาว่ากลุ่มใดเป็นกลุ่มเสี่ยง หรือโทษผู้นำเชื้อให้สาธารณชนเดือดร้อน ควรเห็นอกเห็นใจผู้เจ็บป่วยไปแล้ว ให้กำลังใจผู้ปฏิบัติหน้าที่รักษาพยาบาล ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงโดยตรง และทำงานกันอย่างหนักยับยั้งมิให้เชื้อแพร่มากขึ้นขณะนี้ ระหว่างที่โรคระบาดไปมากขึ้นทั่วโลก
กรณีนี้เป็นตัวอย่างชัดเจน ถึงการพูดหรือการส่งข้อความขณะเกิดอารมณ์ร้อน มิได้ใคร่ครวญถ่องแท้
ควรถือตัวอย่างพ่อแม่ “น้องไตเติล” ที่ไปเกาหลีใต้มา และน้องเกิดเป็นไข้ไม่สบาย ต้องติดต่อให้รายละเอียดจนเข้าข่ายส่งตัวตรวจที่โรงพยาบาลบำราศนราดูรได้ ซึ่งวิตกกังวลอย่างมาก ว่าพวกตนจะเป็นคนแพร่เชื้อ กลัวจะสร้างอันตรายแก่บุคคลอื่นๆ จนลังเลว่าจะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้น สู่กันฟังดีหรือไม่ สุดท้ายจึงตัดสินใจเล่าเหตุการณ์ที่ประสบทั้งหมดออกมา
เพื่อเป็นประโยชน์กับบุคคลอื่นๆ ซึ่งอาจเดินทางไปพื้นที่เสี่ยงมา และยังสับสนทำอะไรไม่ถูก จะได้เห็นแนวทางช่วยตัวเองคลี่คลายปัญหาเฉพาะหน้า ก่อนสำทับให้เชื่อมั่นความเข้มแข็ง และความสามารถของการสาธารณสุขไทย ที่สะกัดการแพร่เชื้อให้คงที่ และเยียวยาผู้ป่วยกลับบัานได้
สุดท้าย เคราะห์ดีที่น้องไตเติลไม่มีเชื้อ เป็นไข้เพราะคออักเสบ ต่อมทอลซินโต คิดดูว่าคนเป็นพ่อแม่จะโล่งอกขนาดไหน ที่ลูกไม่ติดโรคระบาด และครอบครัวไม่ได้เป็นผู้แพร่เชื้อ
ยามประสบภาวะตึงเครียดด้วยกันเช่นนี้ เห็นอกเห็นใจกันดีที่สุด เมตตากรุณากันดีที่สุด ไม่มีผู้ใดแน่นอน-ไม่มีผู้ใดที่อยากให้ใครเป็นโรคร้าย ดังนั้น การว่ากล่าวระบายอารมณ์ใส่กัน ทั้งไม่ช่วยแก้ปัญหา และมิใช่หนทางคลี่คลายปัญหา
ความกล้าหาญในการเผชิญปัญหา คือการร่วมกันฝ่าฟันอุปสรรคไปด้วยกัน ตามแนวทางหลักที่การสาธารณสุขของรัฐชี้แจง มิใช่ความกล้าหาญแบบชายอิหร่านสองคน ที่ไปเลียลูกกรงโบสถ์ซึ่งปรากฏข่าวว่าเป็นสถานที่ที่เกิดผู้ติดเชื้อ เพื่อแสดงว่าไม่กลัวโรคร้าย
ขอให้แคล้วคลาดปลอดภัยด้วยเถิด
ชีวิตมีค่า จิตใจยิ่งมีค่า ถนอมชีวิตจิตใจกันและกันไว้ดีกว่า อย่าให้ไวรัสสร้างความเดือดร้อนยิ่งไปกว่านี้เลย
___________________
อารักษ์

