ที่จริง ครั้งโรคซาร์ส (SARS – Severe Acute Respiratory Syndrome) ซึ่งเกิดจากไวรัสตระกูลโคโรนา ก่อโรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันร้ายแรง ปรากฏในจีนเมื่อปี 2541 และระบาดไป 26 ประเทศ กับโรคเมอร์ส (Middle East Respiratory Syndrome) ซึ่งพบครั้งแรกที่ซาอุดิอารเบียปี 2555 ซึ่งเป็นโรคทางเดินหายใจอันเกิดจากไวรัสตระกูลโคโรนาเช่นเดียวกัน ทั้งระบาดไปถึง 27 ประเทศ
โรคระบาด 2 คราวนั้น ร้ายแรงถึงตาย โดยมีอัตราเสียชีวิต 10 และ 30 เปอร์เซนต์ตามลำดับ
แต่อย่างไรก็ตาม หากมองย้อนกลับไป การรับมือกับโรคระบาดทางเดินหายใจทั้งสองคราว ของการสาธารณสุขไทย ทำได้อย่างดี รวดเร็ว และควบคุมการแพร่เชื้อไว้ได้ โดยเฉพาะโรคเมอร์ส จากตะวันออกกลาง ที่สามารถระงับ และเยียวยาผู้ป่วยสองรายซึ่งเดินทางเข้ามาจนหายเป็นปกติ
ทั้งนี้ เนื่องจากมาตรการที่เข้มแข็งจริงจัง และการให้ความรู้ประชาชน อย่างไม่ปกปิดข้อมูลเท็จจริง สร้างความเชื่อมั่นแก่สังคมมิให้ตื่นตระหนก ด้วยแนวทางป้องกันตัวและรับผิดชอบต่อสาธารณะชัดเจน
แต่ขณะที่ซาร์สมีอาการรุนแรงตรวจพบได้ง่าย ไวรัสโควิด 19 ซึ่งกำลังระบาดไปเกือบจะทั่วโลก กลับใช้เวลาฟักตัวในร่างกายอยู่นานเกือบครึ่งเดือน หรือสองสัปดาห์ จึงแสดงอาการ ซึ่งระหว่างนั้น ผู้ป่วยอาจกลายเป็นผู้แพร่เชื้อไปโดยไม่รู้ตัว การป้องกันจึงมีแต่มาตรการเข้มข้นเป็นเบื้องแรกเท่านั้น
ที่จะระงับมิให้การแพร่เชื้อกว้างขวางออกไปเกินควบคุมได้
การที่รัฐบาลกักตัวผู้เดินทางกลับจากประเทศเสี่ยงโรคไว้ 14 วัน หรือขอร้องให้ผู้เดินทางกลับ จากประเทศในภูมิภาคที่เชื้อแพร่ไปแล้ว อยู่แต่ในบ้านตามระยะที่กำหนด เป็นการป้องกันไว้ก่อนชั้นหนึ่ง
แต่ครั้นข่าวแรงงานไทยจากประเทศเกาหลีใต้กลับบ้านมาอีก 5,000 คน บวกกับอีกไม่นานก็จะถึง เทศกาลสงกรานต์ ซึ่งผู้คนจำนวนมากทั่วประเทศพากันเดินทางกลับบ้านเป็นปกติ ความวิตกย่อมเกิดขึ้น
นี่จึงต้องอาศัยมาตรการป้องกันอย่างเข้มข้นเป็นเบื้องแรก ดังกล่าว
เข้มข้นอย่างไร เข้มข้นขนาดคำสั่งผู้ว่าราชการจังหวัดฮอกไกโด วัย 38 นาโอมิจิ ซูซูกิ หรือไม่

ที่ก่อนสิ้นสุดเดือนกุมภาพันธ์ มีผู้ติดเชื้อวันเดียว 15 ราย จึงสั่งปิดโรงเรียน 7 วัน พร้อมทั้งขอให้ประชาชนอยู่แต่ในบ้าน เพื่อมิให้เชื้อแพร่ลุกลามต่อไป จนเกิดเสียงวิจารณ์ว่า คุมเข้มเกินจำเป็นหรือไม่ เมื่อเทียบอัตราผู้ติดเชื้อสิบกว่าคนกับประชากรในจังหวัด 1 ล้าน 5 แสนคน
ทั้งฮอกไกโดยังเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลกอีกด้วย จะกลับสร้างความเสียหายหรือเปล่า
แต่ผู้ว่าฯซูซูกิประกาศรับผิดชอบเอง โดยระบุว่า สุขภาพอนามัยประชาชนสำคัญที่สุดเป็นเรื่องแรก
มิใช่เวลาต้องวิตกเรื่องอื่น
ในที่สุด ตัวเลขผู้ติดเชื้อในฮอกไกโดเมื่อวันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา หยุดอยู่ที่ 83 ราย
ความเด็ดขาดของผู้ว่าฯซูซิกิได้รับความชื่นชมไปทั่วโลก
เช่นเดียวกับการแก้ไขปัญหาอย่างเด็ดขาดของรัฐบาลจีน ที่ประกาศปิดเมืองเกิดเชื้อและแพร่เชื้อ หยุดการขนส่งสาธารณะ ให้ประชาชนอยู่แต่ในบ้าน จนอัตราการติดเชื้อลดลงได้
ขณะที่เมืองไทยกังวลกับการเดินทางกลับของแรงงานไทยในเกาหลีใต้ ซึ่งกระจายภูมิลำเนาอยู่ถึง 67 จังหวัด และเริ่มมีข่าวผู้กลับมาแล้วมิได้หยุดดูอาการตัวเองกับบ้าน สลับกับการข่าวผู้กลับมาแล้ว ประกาศพักอยู่กับบ้านหนึ่งเดือนให้รู้เรื่องไปเลย ไม่อยู่แค่ 14 วัน ให้ผู้ติดตามข่าวตื่นเต้นกัน
ก็มีข่าวหลายจังหวัดแถลงยกเลิกการจัดงานสงกรานต์ปีนี้ แสดงความรับผิดชอบต่อส่วนรวม เพื่อป้องกัน และเลี่ยงความเสี่ยงจากการแพร่เชื้อโควิด 19 มิให้มีโอกาสระบาดกว้างขวางออกไป
เช่น เทศบาลเมืองแสนสุข งดงานประเพณีก่อพระทราย งานไหลบางแสน 16- 17 เมษายน ทั้งขอความร่วมมืองดเล่นสาดน้ำในทุกกรณี เนื่องจากอาจเกิดการแพร่เชื้อไปกับการสาดน้ำได้
ทั้งยังปฏิเสธให้รถกระบะบรรทุกน้ำลงถนนสู่หาด กับถนนบางแสนล่างด้วย เพื่อป้องกันประชาชน
ถือเป็นระมัดระวังอย่างดีในสถานการณ์เช่นนี้
ขณะที่เทศบาลนครขอนแก่น ยกเลิกการจัดงานสุดยอดสงกรานต์อีสาน ถนนข้าวเหนียว 13 – 15 เมษายน อันเป็นงานที่ชาวไทยและต่างประเทศไปเที่ยวนับแสนคน สร้างรายได้มากกว่า ๒๐๐ ล้านบาท
แสดงการเห็นซึ้งถึงลำดับความสำคัญก่อนหลังของปัญหา ชีวิตประชาชนต้องมาก่อน มิใช่เงิน
และยังขอความร่วมมือ งดเล่นสาดน้ำในทุกกรณีอีกด้วยเช่นกัน
ส่วนเฟซบุ๊ก ลุงเนวิน ประกาศงดจัดงานสงกรานต์บุรีรัมย์ โดยกล่าวว่า “ ช่วยป้องกันโควิด 19 ควบคุมโรคระบาด รับผิดชอบต่อสังคม เริ่มต้นที่ตัวเราทุกคน “
เยี่ยมมม___

แต่ทั้งนี้ ท้ายข่าวยังรายงานในที่สุดว่า คาดว่า การงดจัดงานสงกรานต์ของ ๓ จังหวัด ทำให้สูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยวกว่า 1,500 ล้านบาท
การมักเสนอประเด็นด้วยตรรกะเช่นนี้เอง นานเข้าอาจสร้างความเข้าใจผิดให้เกิดขึ้นได้ เช่น บางประเทศ บางรัฐบาล เห็นว่าการเกิดโรคในบ้าน ทำให้เสียภาพที่ดี ต้องปกปิด การมีโรคระบาด ทำให้นักท่องเที่ยวไม่มา ต้องปกปิด เพราะไม่อย่างนั้นต้องสูญเสียรายได้นับพันๆล้าน
คิดกันอย่างนี้ กลัวเสียหน้าตา กลัวไม่ได้เงิน แต่เอาชีวิตประชาชนทั้งของเราและเขาไปเสี่ยง
ปกปิดอย่างนั้น ทำอย่างนั้นแล้ว ภาพจะดูดีจริงหรือ เงินจะได้ตามปกติจริงๆหรือ ตรงกันข้าม กลับเสียหายร้ายแรงหนักเข้าไปอีก สถานการณ์เช่นนี้จะปกปิดได้กี่วัน พฤติกรรมเช่นนี้จะมีใครเชื่อถือ มีแต่จะถูกก่นด่าไปทั่วโลก ว่าปราศจากความรับผิดชอบ ทั้งชีวิตประชาชนตนเองและเพื่อนร่วมโลก
การเร่งประกาศข้อมูลเท็จจริง เร่งรายงานสถานการณ์จริง ให้ทุกฝ่ายรับมือ กลับจะได้เสียงแซ่ซ้อง
อีกอย่าง การมิได้รับรายได้อย่างเคย มิใช่การสูญเสีย แต่เป็นการรับมือกับสถานการณ์ร้ายที่เกิดขึ้น หยุดหารายได้ไปสักพักก่อน เพื่อแลกกับการรักษาชีวิตคนจำนวนมาก นับหมื่นนับแสนนับล้าน
ใช้ตรรกะไม่ตลอดเรื่อง คิดและพูดแค่ครึ่งเดียว ว่าสูญเสีย แต่ไม่พูดว่ารักษาชีวิตสังคมไว้ได้เท่าไหร่
นี่คือ แลกกัน จะเอารายได้หรือเอาเสียหายร้ายแรง – มิใช่สูญเสีย
สูญเสียคือไฟไหม้ น้ำท่วม แผ่นดินไหว ไฟป่า ฯลฯ นั่นคืออยู่ดีๆเสียไปหมดจริงๆ เมืองทั้งเมือง ไร่นา ป่าไม้ ต้องทั้งใช้เวลา ทั้งลงทุนใหม่ ปลูกสร้างขึ้นมาอีกหน
อย่าใช้ตรรกะปะปนกัน ให้คนงมงายกับตัวเลขรายได้จนคิดผิดเพี้ยนไป
ในชีวิต มีใครได้ทุกวัน ไม่มีเสีย ในทุกวัน มีใครสุขอยู่ได้อย่างเดียว ไม่มีทุกข์
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มิใช่พระไตรลักษณ์ที่เราชาวพุทธรู้จักกันดีหรือ
กลับมาเห็นหลายหน่วยหลายองค์กร ช่วยกันทำหน้ากากผ้าเพื่อแจกจ่ายประชาชนยามขาดแคลน น่าชื่นใจ หากการให้ความรู้เกี่ยวกับโรค และวิธีป้องกันโรค แพร่หลายทั่วถึงและได้ผลอย่างที่หวัง คนกลับจากประเทศสุ่มเสี่ยง (หรือแม้ไม่สุ่มเสี่ยง แต่ใกล้กัน) ต่างหยุดอยู่บ้านสังเกตุอาการตัวเอง รับผิดชอบบุคคลอื่นๆและสังคม หากทุกองค์กรช่วยกันงดจัดกิจกรรมซึ่งมีการชุมนุมผู้คนมากๆ จนกว่าโรคระบาดจะสร่างซาไป ค่อยรื่นเริงกันใหม่ให้เต็มที่ สังคมไทยต้องเป็นสังคมที่เยี่ยมยอด
มีวินัยประชาชนที่ไม่ต้องอวดอ้าง พฤติกรรมก็เห็นได้กับสายตาชาวโลก
นี่คิดไปถึงว่า หากสงกรานต์ คนยอมไม่กลับบ้าน และนายจ้างเลือกเวลาช่วงอื่นหลังพ้นวิกฤติแล้ว ให้กลับกัน ย่อมเป็นเรื่องน่าทึ่ง น่าอนุโมทนา สาธุ ยิ่งยวด
การท่องเที่ยวไทยไม่ได้อวสานลงวันนี้ การท่องเที่ยวโลกก็มิได้อวสานลงวันนี้ ตราบใดที่โลกยังไม่แตก มีธรรมชาติ มีประเทศ มีคน มีวัฒนธรรม ตราบนั้นการท่องเที่ยวย่อมมีอยู่
รายได้ย่อมยังหาได้อยู่ ตราบเท่าที่ยังมีชีวิต
ร่วมกันรับผิดชอบทั้งต่อตนเองและผู้อื่น ป้องกันและรักษาสถานการณ์ให้วิกฤติผ่านพ้นไปจะดีที่สุด
จึงจะยังมีวันหน้าให้ใช้ชีวิตได้.

