อยู่บ้านได้ แต่ต้องไม่อดตายนะขอรับ

16.04.20 | 15:11 น.

อยู่บ้านได้ แต่ต้องไม่อดตายนะขอรับ

 ทั้งจริงแท้และแน่นอนว่า โลกซึ่งเกี่ยวข้องผูกพันกันแทบทุกอย่างเช่นปัจจุบัน เมื่อเกิดปัญหาหนึ่งขึ้น อีกสิบอีกร้อยปัญหาอาจตามติดกันมาเป็นพรวนได้ ตามแต่เงื่อนไขหรือปัจจัยใดของใครจะมีมากน้อยกว่ากัน

การเว้นระยะห่างทางสังคม ซึ่งหมายรวมทั้งมาตรการฉุกเฉิน และเคอร์ฟิว อาจเป็นหลักใหญ่ในขณะนี้ที่ทำให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อไม่พุ่งขึ้นมาก ถึงจะยังมีข้อแม้เรื่องไม่ได้ตรวจปูพรมก็ตาม

แต่ขณะเดียวกัน การเว้นระยะห่าง และมาตรการเหล่านี้ ซึ่งข้อใหญ่ใจความก็คือให้คนอยู่กับบ้าน ไม่ดำเนินกิจกรรมที่ชุมนุมผู้คนจำนวนมาก ปิดห้าง สถานที่บันเทิง โรงเรียน โรงงาน ฯลฯ ก็เป็นเหตุสร้างความยากลำบากกับคนทำมาหากินจำนวนมาก โดยเฉพาะที่หาเช้ากินค่ำ ผู้ใช้แรงงาน หรือร้านรวงที่มีผู้ผลัดกันเข้าไปใช้บริการ ยกตัวอย่างที่เห็นได้ง่ายๆข้างบ้าน เช่น ร้านตัดผม เป็นอาทิ สถานการณ์โรคทำให้คนสองจิตสองใจว่า ผมยาวได้เวลาตัดแล้ว หรือเอาไว้ก่อนก็แล้วกัน หรือช่วยกันตัดผลัดกันเล็มกันเองในบ้าน เพราะกลัวสถานที่ที่คนไม่รู้จักเดินไปมาเข้าออก

คนเหล่านี้หาวันกินวัน ไม่มีรายได้ประจำ ถ้าซื้อข้าวของมาตั้งแผงขายอาหาร แล้วไม่มีคนซื้อกิน วันหนึ่งผ่านไปวันที่สองผ่านไป ไม่กี่วัน เงินซึ่งอาจมีเก็บไว้บ้างพอเป็นทุนวันต่อวัน ย่อมไม่หลงเหลือ

คนตกงานยิ่งไม่ต้องพูดถึง ในสภาพบีบรัดอย่างสังคมเดี๋ยวนี้ กี่คนที่จะมีเงินเก็บพอใช้ได้สะดวกเป็นเดือนๆโดยไม่มีงานทำ ยิ่งบอกว่าสถานการณ์โรคระบาดอาจดำเนินไปเป็นปีครึ่งปี (นี่เป็นอย่างน้อย) ถึงไม่เจ็บป่วยตายก็อาจต้องอดตาย

Advertisement

ดังนั้น แม้ต้องการร่วมมือกับมาตรการของรัฐ เพื่อหยุดยั้งการระบาดมิให้แพร่กระจายกว้างขวาง ด้วยการอยู่กับบ้าน เว้นระยะห่างทางสังคมลักษณะต่างๆ แต่ทำอย่างไรที่จะอยู่บ้านแล้วมีกินด้วย

แต่จะแย่อะไรยิ่งกว่านั้น แค่ไม่มีกินนี่ ที่จริงแทบไม่ต้องพูดเรื่องอื่นต่อแล้ว เรื่องที่เกิด “ เหมือนโรคซ้ำกรรมซัดวิบัติเป็น ไม่เล็งเห็นที่ซึ่งจะพึ่งพา “ อย่างที่ สุนทรภู่ ว่าไว้ใน นิราศภูเขาทอง เจตนาดีของเจ้าหนี้ทั้งหลาย ไม่ว่าธนาคารหรือไฟแนนซ์ ที่ผ่อนผันให้ลูกหนี้ยังไม่ต้องส่งเงินต้นในช่วงนี้ เพียงแต่ส่งดอกเบี้ยอย่างเดียว

เจ้าประคุณเอ๋ย อย่าว่าอย่างโน้นอย่างนี้เลย ขนาดไม่มีงาน ไม่มีกินนี่นะ จะส่งดอกได้

หาทางช่วยกันแบบถึงฝั่งเลยดีไหม อย่าเห็นว่าช่วยสักครึ่งทางค่อนทางก็เยอะแล้ว ห้าวาสิบวาที่เหลือ ว่ายน้ำป๋อมแป๋มไปเดี๋ยวก็ถึงฝั่งเอง

ไม่ใช่ลูกหนี้ไม่เห็นความตั้งใจที่จะช่วยเหลือ แต่ความจริงเป็นอีกอย่าง ธนาคารเองย่อมรู้ดีว่า ลูกหนี้แต่ละรายฐานะการเงินเป็นอย่างไร ส่งเงินคืนสม่ำเสมอหรือไม่ หากไม่อดตาย ป่วยตายไปก่อน ย่อมมีชีวิตและมีวันมาส่งต้นส่งดอกได้ตามปกติ ธนาคารต้องทำธุรกิจก็จริง แต่ภาวะเช่นนี้ ไม่มีวิธีแก้ไขดีกว่านี้แล้วหรือ ที่จะให้รูปธรรมเหมาะสมทั้งสองฝ่าย อันเป็นผลมาจากเมตตาที่มีแก่กัน

ผลกระทบนี้เกิดขึ้นรวดเร็ว เสียงวิพากษ์มาตรการเยียวยาประชาชนในภาวะโรคระบาดของรัฐ ระงมขึ้นเรื่อยๆ จนมีที่ไปเรียกร้องความช่วยเหลือกันถึงหน้ากระทรวงการคลัง

เริ่มมีผู้ตั้งโต๊ะบริจาคข้าวปลาอาหาร เพราะไม่เพียงกองทัพที่เดินด้วยท้อง ชาวบ้านร้านตลาด คนเดินดินกินข้าวแกงทั้งหลาย ล้วนมีแรงเดินได้ก็ด้วยท้องเหมือนกันทั้งสิ้น ภาระรับผิดชอบโดยตรงนี้ รัฐต้องเร่งจัดการให้ทันการณ์ ระหว่างที่คิดหาทางช่วยเหลือผู้คนให้ทั่วถึง อย่างน้อย ต้องหาทางให้คนมีกินผ่านไปวันหนึ่งมื้อหนึ่งให้ได้มากที่สุดก่อน ให้เขาได้ผ่อนคลาย ไม่ตึงเครียด เพื่อเขาจะได้มีแรงสนับสนุนมาตรการต่างๆได้

ยังมีเสียงเรียกร้องไปถึงใครต่อใคร ที่ปิดหูไม่ฟังก็ไม่ได้ ทำเป็นไม่ได้ยินก็ไม่ได้ เพราะเสียงดังเกินไป ว่าควรออกมาร่วมรับผิดชอบกับรัฐ ในฐานะตัวแทนรัฐในสภา แต่เรื่องลักษณะนี้มิได้เป็นเรื่องของกฎ กติกา ในการแสดงความรับผิดชอบของปัจเจกบุคคล หากเป็นเรื่องของสำนึกรับผิดชอบของเพื่อนร่วมทุกข์ ที่ร่วมร้อนร่วมหนาวอยู่ในสังคมเดียวกัน

จะเรียกร้องก็คงได้ แต่คงไม่ใช่เรื่องต้องค่อนแคะ ปรามาส หรือถึงกับประณามกัน

ในภาวะยากเข็ญเช่นนี้ ที่เพื่อนร่วมโลกกำลังเจ็บหนักหนาสาหัสเช่นเดียวกัน จำนวนผู้ติดเชื้อในสหรัฐพุ่งพรวดพราดถึง 6 แสนราย ยอดผู้เสียชีวิตก็พุ่งขึ้นอันดับหนึ่ง ขณะผู้เสียชีวิตทุกประเทศรวมกันก็แสนกว่าราย ประสาคนดูหนังฮอลลีวู้ดมาตลอดชีวิต ได้แต่ภาวนาและเอาใจช่วยว่า ถึงแม้จะ “ดูหนังดูละคร แล้วย้อนดูตัว “ เช่นที่ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ทรงพากย์ รุไบยาต จากอังกฤษเป็นไทยให้ฟัง แต่ชีวิตจริงถึงจะยิ่งกว่าหนัง ยิ่งกว่านิยาย ก็หวังว่าจะจบลงได้แบบในหนังบ้าง เช่นตอนท้ายของวิกฤตการณ์ต่างๆ หรือโรคระบาดที่สามารถคิดค้นยารักษาและป้องกันได้ในที่สุด

ใจแต่ละคนคงอยากให้คิดค้นได้ในเร็ววัน แต่ผู้เชี่ยวชาญประเมินไว้อีกปีหรือปีครึ่ง จึงสำเร็จ

รู้สึกจะยาวนานเหมือนกับอีกชาติหนึ่ง โดยเฉพาะเมื่อไม่รู้จะเอาอะไรกิน

นี่จึงเป็นเรื่องเร่งด่วนของรัฐ ที่ต้องแก้ปัญหาปากท้อง (จริงๆ) ตอนนี้ให้คลี่คลายไปสักระดับ เพราะผู้ที่สามารถช่วยได้ก็พยายามเท่าที่จะสามารถอยู่แล้ว เช่นพี่ๆน้องๆสถานบันเทิงยามราตรี ที่ต้องหยุดกิจการ มาช่วยกันทำข้าวกะเพรา 4 เมนู น่ากิน ในราคาเพียง 19 บาทให้สั่งได้

โดยทำคลิปน่ารักน่าเอ็นดูเผยแพร่ให้รู้ การนี้ นอกจากช่วยตัวเองแล้วยังช่วยผู้อื่นได้อีกด้วย

ถึงวันนี้ ใครก็ตามที่คิดล่วงหน้าไปไกลถึงวันที่สถานการณ์สร่างซา ว่าจะกลับไปใช้ชีวิตเช่นเดิม ต้องอนุมานความหมายของคำว่า “เช่นเดิม” ใหม่ เพราะโลกวันหน้าไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว แนวทางเศรษฐกิจก็ไม่เหมือนเดิม ธุรกิจก็ไม่เหมือนเดิม ผลกระทบคราวนี้อาจทำให้การเมืองระหว่างประเทศมีการร่วมมือในทางสร้างสรรค์มากขึ้น ลดการอวดอำนาจ เบ่งบารมีระหว่างกันลง ยอมรับที่จะต้องร่วมมือกันระวังการทำร้ายโลกอย่างจริงจัง เพราะเมื่อโลก “เอาคืน” ขึ้นคราใด ไม่ว่าผู้ใดก็แทบเอาตัวไม่รอด

ดังนั้น แม้ปัจเจกบุคคลจึงไม่เหมือนเดิม ต้องคิดถึงการใช้ชีวิต หรือการดำเนินชีวิตใหม่

นี่คงเป็นเวลาเหมาะที่ต้องนึกถึง สมอลล์ อีส บิวตี้ฟูล (Small is Beautiful) ชื่อหนังสือของ อี.เอฟ.ชูมัคเกอร์ (E.F.Schumacher) นักเศรษฐศาสตร์อังกฤษเชื้อสายเยอรมัน ที่วางแผงครั้งแรกในปี 2516 หรือบ้างอาจนึกไปถึงหนังสือ ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว ของ มาซาโนบุ ฟุกุโอกะ ที่ออกมาในปี 2522

คือคิดถึง “ขนาด” ของการทำกิน ยิ่งกว่าคิดถึง “ปริมาณ”

หรืออีกนัยหนึ่ง คิดถึงคำว่า “อัตภาพ” และ “เศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่ง ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานไว้ ยิ่งกว่าคิดถึงคำว่า “ร่ำรวย” หรือ “มั่งคั่ง” ที่ทำร้ายผู้คนและทำร้ายโลกมาแสนสาหัส

ระบบทุนนิยมผูกขาดจะไม่เหมือนเดิม นอกจากมนุษยชาติจะหลงทางจนทำลายตัวเองล่มสลาย

ไปเหมือนกับที่เห็นในหนัง ซอมบี้ หนัง วันหลังจากวันพรุ่งนี้ หนัง 2012 วันสิ้นโลก ฯลฯ ตราบใดที่ไร้สำนึกถึงอนาคต ไร้สำนึกถึงลูกหลานเหลนโหลน

ครึ่งศตวรรษแห่งความสงบเงียบของโลก 2493 – 2543 (1950 – 2000) ได้ผ่านไปแล้ว จากนี้ไป โลกจะไม่ยอมให้มนุษย์เป็นผู้กระทำอีก หากไม่ยอมอยู่ร่วมกันอย่างเคารพซึ่งกันและกัน

อย่ารอให้โลกคำรามอีกหน รีบแก้ไขความคิดที่ยังแก้ไขได้เสียแต่วันนี้

อารักษ์