อ้น สราวุธ กับมรสุมชีวิตที่ทำให้เคยคิดฆ่าตัวตาย เผยเคยโดนพิธีกรดังบูลลี่

29.04.20 | 10:08 น.

อ้น สราวุธ เปิดใจในรายการ คุยแซ่บShow’ ทางช่อง ONE31 ว่าเขาเองก็ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยงานละคร 4 เรื่องที่รับไว้ต้องพักการถ่ายทำทั้งหมด ตอนนี้จึงดำรงชีพด้วยการใช้เงินเก็บ ส่วนภาระเรื่องบ้านที่กำลังผ่อนอยู่ก็กำลังหารือกับธนาคารว่าจะสามารถทำอะไรได้บ้าง

ในช่วงของการกักตัวอยู่บ้าน ซึ่งเขาได้เล่น TikTok และเจอคอมเม้นท์ต่างๆนานาจากคนที่เข้ามาดูนั้น อ้นก็ว่าบางคอมเม้นท์ “อ่านแล้วเฮ้อ…ทำไมคนเราวนเวียนอยู่กับเรื่องเดิมๆ ที่เราผ่านมันไปนานแล้ว”

“มันเหมือนได้ศึกษามนุษย์ ว่าทำไมเขายังสนุกกับเรื่องบางเรื่อง เขาจะรู้ไหมเรื่องที่เขาคุยเล่น เราเคยเอาชีวิตเราเข้าไปเสี่ยง จนวันนี้เราอาจจะเป็นศพไปแล้ว หรือเป็นวิญญาณไปแล้ว เขายังสนุกไหม ถ้าเขาหัวเราะอยู่บนวิญญาณหรือศพของเรา ถ้าเราผ่านมันมาไม่ได้ เพราะว่ามันเกือบเอาชีวิตเราไปในช่วงเวลาที่เราท้อแท้ หรือแย่ที่สุดในชีวิตไปแล้ว”

กับเหตุการณ์นั้น ตอนเกิดเหตุคลิปส่วนตัวของเขากับแฟนสาวหลุด เขาก็ว่าอยากจบปัญหาด้วยการออกมาแถลงข่าวยอมรับ

“แต่ก่อนจะถึงวันแถลงข่าว เราก็ช้ำกับมันอยู่ 4 วัน นอนกอดพระพุทธรูปร้องไห้อยู่ 4 วัน เหมือนกับทุกอย่างในความคิดมันพัง เราเข้าวงการ อยากมาแสดง อยากอยู่กับศิลปะ ไม่ได้เข้ามาเพื่อเจอเรื่องอะไรแบบนี้ แล้วต้องมาเผชิญกับความรังเกียจของคน การมอง แววตา เหมือนกับเฮ้ย…เราเป็นฆาตกรเหรอ ไปฆ่าคนหรือ เปล่าเลย”

Advertisement

เล่าด้วยว่าคลิปดังกล่าวเกิดจากความคึกคะนองตอนอยู่ในวัยหนุ่ม 

“ซึ่งเราก็เจ็บกับมัน”

ขณะเดียวกัน “สิ่งที่มันเฮิร์ตเราคือ คนรอบๆ ตัว ครอบครัว แฟน เดือดร้อน ร้องไห้เพราะมัน มันเป็นสิ่งที่ทรมานใจผมมาก เพราะโดยธรรมชาติผมชอบเห็นคนมีความสุข ไม่ชอบให้ใครเดือดร้อน เวลาเห็นคนที่เรารักเดือดร้อน ร้องไห้ เหมือนหัวใจมันโดนกรีดด้วยมีด กรีดซ้ำๆ จนไม่ไหวแล้ว ไม่อยากเจอคน ไม่อยากเจอครอบครัว ไม่อยากเจอใคร ก็อยู่กับตัวเองกอดพระพุทธรูปแล้วร้องไห้ สุดท้ายความหนักหนาที่เกิดขึ้นตอนนั้นรับไม่ไหวอีกแล้ว ฉันทำให้ใครหลายคนผิดหวัง รวมทั้งแฟนคลับที่อาจจะผิดหวังหรืออะไรผมไม่รู้นะ ก็คิดว่าคงต้องจบชีวิตด้วยการฆ่าตัวตาย”

อย่างไรก็ดี ยังไม่ทันจะลงมือ ก็รู้สึกเหมือนได้ยินเสียงในหัว

“ในโมเมนต์ที่เลือกแล้ว มันเหมือนมีเสียง ไม่รู้ว่าเสียงอะไรอยู่ในหัวเรา บอกว่าอ้นถ้าฆ่าตัวตายไปแล้ว แล้วชาติหน้าต้องเกิดมาฆ่าตัวตายอีก จะเอาไหม ผมก็ตอบสิ่งนั้นไปว่า ผมไม่เอา เขาก็ถามกลับมาว่าไม่เอาแล้วทำทำไม ผมก็บอกว่า แล้วจะให้ผมทำยังไง ผมไม่ไหวแล้ว ผมทนไม่ไหว สิ่งที่ได้ยินกลับมาจากสิ่งนั้นคือต้องอดทน มันเป็นเสียงที่สงบแล้วนุ่มมาก ผมก็เลยกัดฟันอดทนมา”

แล้วก็ไปออกสื่อเลย?

“ใช่ ขอร้องให้จบมันซะ หัวใจผมขาดลงวันนั้น อ้นคนเดิมก็ขาดลงวันนั้น แล้วก็ไปพึ่งพระพุทธศาสนา ไปบวชแล้วก็ทบทวนชีวิต ประคับประคองเรียนรู้หลายๆ อย่าง”

เขายังเผยใจอีกว่า “เข้ามาในวงการนี้แบบใสมาก เดินเข้ามาแบบไม่รู้อิโหน่อิเหน่ แล้วก็แบกถาดของความหวัง ทุกคนเอาความหวังดีๆ เป็นแก้วใสๆ มาวางไว้บนถาด แล้วอยู่ดีๆผมสะดุด แก้วพังแบบเละเทะ แล้วผมแบบช็อก ผมทำผิดพลาด มันเป็นความรู้สึกแบบนี้”

“แต่หลังจากนั้นพอเริ่มเรียนรู้ชีวิต มันก็ทำให้เห็นว่าชีวิตคนก็แบบนี้ มียิ้ม มีสุข แต่มันเป็นแบบนั้นตลอดเวลาไม่ได้ เรื่องเ-ี้ยๆ มันผ่านมาในชีวิตได้เหมือนกันแล้วมันชอบผ่านมาตอนที่เราไม่ตั้งหลักด้วย เพราะฉะนั้น จงตั้งหลักซะตลอดเวลาของชีวิต”

เมื่อพิธีกรถามว่าช่วงเวลานั้นมีคำไหนไหมที่น้ำตาร่วง ไม่ว่าจะเป็นกำลังใจหรือคำกระแสก็ตาม?

อ้นบอกมีหลายคำเลย และในจำนวนนัันก็ยังเห็นอยู่จากคอมเม้นท์ในติ๊กต๊อกที่ว่า

“ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมน้ำตาไหลนะ เพราะว่ามันเกือบฆ่าผมตาย แต่ตอนนี้ผมจะมองมันแบบน้องๆ จะรู้ไหมว่ากำลังเล่นกับความทุกข์ของคนอื่น น้องๆ อาจจะไม่คิดอะไรเลย แต่ถ้าเกิดน้องกำลังเล่นอยู่กับโลงศพของผู้ชายคนหนึ่ง น้องจะรู้สึกอะไรไหม ในคำถามเดียวกัน คนในวงการก็ทำแบบเดียวกัน ครอบครัวผมเดือดร้อน ร้องไห้ ตัวผมเองโดนทำร้ายผมโอเคนะ แต่คนที่ผมรักโดนทำร้าย ผมยอมไม่ได้ ผมรับไม่ไหว”

ส่วนเหตุที่คลิปหลุด อ้นบอกว่าคงเพราะเขาทำโทรศัพท์หาย แล้วคนที่เก็บได้คงนำไปขาย

“คำถามคือทำไมผู้ถูกกระทำถึงโดนปู้ยี้ปู้ยำในชีวิต แล้วขโมยถึงลอยนวล ตอนนั้นโกรธมาก มันเป็นคำถามว่าเพราะเราเป็นคนในวงการหรือถึงโดนขยี้ยังไงก็ได้ ทำอะไรกับเราก็ได้ แต่พอเข้าไปในวัด ไปสวดมนต์ ไหว้พระ น้ำตามันไหลในผ้าเหลืองเลย บอกว่าผมคงทำอะไรไว้ในชาติไหนก็แล้วแต่ ผมขออนุโมทนาบุญ อโหสิกรรมให้กับทุกคน เงินที่เขาขายได้จากคลิปของผมหรือชีวิตของผม ผมขอให้เขาไปเลี้ยงเมีย เลี้ยงลูกให้มีความสุข และผมขอให้ชีวิตผมมันเป็นบทเรียนของคนอื่น แล้วผมก็อดทน ไม่ฆ่าตัวตาย”

ในช่วงเวลาของการบวช  15 วันนั้น อ้นบอกว่าเขาได้เรียนรู้หลายอย่าง

“ชีวิตก็แบบนี้ คุณไม่ต้องไปคาดหวังกับอะไรมากเกินไป มันมีสุข แต่คุณจะเลือกแต่สุขได้หรอ มันมีทุกข์ด้วยต้องระวัง เรียนรู้จากมัน และผมจะไม่ยอมให้ชีวิตของผมถูกขยี้โดยคนอื่น ที่ไม่ใช่ตัวผม เพราะชีวิตของผมเป็นของผม ผมจะยิ้ม และผมจะมีความสุข ผมจะเลือกเอง ทุกวันนี้อ่านข้อความก็ยังพิจารณาชีวิตอยู่ มีทั้งกำลังใจที่ส่งมา มีทั้งคนที่ดูถูกกัน บูลลี่เรา นี่ไงชีวิต”

เขายังเล่าอีกว่า ช่วงหลังสึกคราวนั้น ยังเคยคิดจะออกจากวงการ เพราะมีความรู้สึกว่ายังรับไม่ไหว จึงตัดสินใจไปเรียนปริญญาโท เรียนได้ปีหนึ่งก็มีงานติดต่อมา

“ผมคุยกับผู้จัดการ ไม่น่าเชื่อว่าอ้นจะกลับมาตรงนี้ได้ ไม่รู้เหมือนกัน ไม่รู้อะไรที่ดึงเรากลับมา แล้วก็ทำให้เราอยู่ตรงนี้”

พิธีกรถามอีกว่า การกลับมาครั้งใหม่ ดูเหมือนเขาจะตัดชีวิตส่วนตัวออกจากงานเลย ? 

“ก่อนจะพูดเรื่องนั้นข้อดีของสิ่งที่เจอมันคืออะไรรู้เปล่า” อ้นบอก

“เราเข้าใจการเป็นนักแสดงมากขึ้น ไปเจอแก่นของการแสดงตอนที่ไปเรียนกับครูเล็ก อาจารย์ ว.วชิรเมธี บอกว่านักแสดงเหมือนพระสงฆ์ แสดงธรรมผ่านชีวิตของตัวละคร ผมเลยยึดแกนนั้นมาใช้ในชีวิตในการทำงาน แต่เหมือนยังเข้าไม่ถึง แต่พอผ่านเรื่องหนักๆ มาแล้ว มันเหมือนเข้าใจทุกๆ อย่างว่าเขาคิดอะไร”

“นักแสดงคือการแสดงเป็นมนุษย์ เคยมีคนมาพูดว่าตั้งแต่อ้นกลับมา การแสดงมันลึกล้ำ เราไม่รู้ตัวนะ มันก็แปลกดี วงการบันเทิงคืออาชีพหนึ่ง นักแสดง คนกวาดถนน แม่ค้า ตำรวจ คืองานเหมือนกัน เราเอางานมาแลกกับความบันเทิง แลกกับเงิน แต่ไม่ได้แปลว่าเราเอาชีวิตของเรามากางเป็นบุพเฟ่ต์ราคาถูกให้คุณปู้ยี่ปู้ยำ ยังไงก็ได้ ไม่ใช่”

เรื่องที่เคยโดนพิธีกรชื่อดัง 2 คน บูลลี่ อ้นบอกว่า เขาก็คงไม่คิดอะไร เหมือนน้องๆหลายคนที่สนุกปาก

“แต่อยากจะบอกเขางานบันเทิงมีหลายวิธีมาก ไม่ใช่การขยี้เรื่องของคนอื่นที่เขามีความทุกข์ แล้วมาตีแผ่เป็นความบันเทิง”

“คุณเข้าใจคำว่าบันเทิงผิด”

“แล้วผมคิดว่ามนุษย์เราทุกคนมีศักดิ์ศรี ผมไม่ยอมให้ตัวเองลดศักดิ์ศรีลงมาทำในสิ่งที่ผมรู้สึกว่าเงินซื้อผมได้ในบางจุด”

การโดนบูลลี่ดังกล่าวอ้นบอกว่าเขาไม่ได้เห็นเอง แต่มีแฟนคลับกับคนที่บ้านเขาโทรมาบอก

“ที่บ้านโทร.มา เกิดอะไรขึ้น ทำไมเขาทำอ้นแบบนี้ อ้นบอกไม่ใช่เหรอ ว่าคนในวงการเหมือนเป็นครอบครัว พี่น้องกัน อ้นก็อึ้งไป โอเค เราคงคิดไปคนเดียวว่าคนในวงการเป็นพี่น้องกัน งั้นก็เรียนรู้ซะ แล้วคนไหนดี เราเก็บไว้ คนไหนไม่ได้คิดเหมือน ก็ห่างๆ เอาไว้”