ซอมบี้เกาหลีกับโควิด พืชคืนชีวิตกับการแพทย์และการเมือง ถึง CPTPP ไทย คิงด้อม

15.05.20 | 06:08 น.

ซอมบี้เกาหลีกับโควิด พืชคืนชีวิตกับการแพทย์และการเมือง ถึง CPTPP ไทย คิงด้อม

โรคระบาดร้ายแรงซึ่งคร่าชีวิตคนจำนวนมากไปทั่วโลกคราวนี้ ส่งผลสะท้อนไปทุกมิติสังคม กระทั่งผู้คนแวดวงสุนทรียภาพไม่ว่าดนตรี ศิลป ภาพยนตร์สั้น ต่างหันมาสร้างงานเกี่ยวกับโรคร้ายนี้กันหลายแง่มุม ยิ่งวงวิชาการยิ่งวิเคราะห์ ตีความ อธิบาย ทุกกรณีที่เกิดขึ้นเพื่อการรับรู้ และป้องกันตัวให้เหมาะกับสภาวะที่เกิดขึ้นอย่างหลากหลาย

​ภาควิชาวรรณคดีเปรียบเทียบ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ก็เสนอนิทรรศการออนไลน์ในหัวข้อ “Pandemic ในมุมมองมนุษยศาสตร์​” ขึ้น ระหว่างนี้ไปถึงเดือนมิถุนายน ให้ชมได้ในเฟซบุ๊คของคณะ

​โดยคลิปแรกเป็นงานของอาจารย์ พศุตม์ ลาศุขะ ประจำภาควิชาภาษาอังกฤษ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มาชวน “อ่าน” หนังชุดเกาหลีที่ถูกพูดถึงมากเรื่อง คิงด้อม (Kingdom) เนื่องจากฝูงผีดิบในเรื่องนำมาเปรียบกับไวรัสซึ่งระบาดอยู่ทั่วโลกได้

คลิปแรกของนิทรรศการหัวข้อนี้ เผยแพร่แล้วเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาในเรื่อง “คืนชีพ : เอเยนซี่ทางสังคมของเทคโนโลยีชีวการแพทย์ใน Kingdom” หาฟังได้ไม่ยากว่าข้อความเป็นอย่างไร

คิงด้อม เป็นหนังชุดเกาหลีที่แพร่ภาพออกมาแล้ว 2 ภาค ซึ่ง 6 ตอนแรกได้ชมกันแต่ปลายเดือนมกราคมปีที่แล้ว และภาค 2 ก็ออกอากาศไปเมื่อมีนาคมที่ผ่านมา ขณะนี้ผู้เขียนบทสาว คิมอึนฮี เจ้าของงานชุด ซิกแนล (Signal) โกสท์ (Ghost) และไซน์ (Sign) ซึ่งได้รับความนิยมทุกเรื่อง กำลังปรึกษากับ “เนทฟลิกซ์” ผู้สร้าง เพื่อวางแผนทำภาค 3 ต่อไป

Advertisement

​หาชมทั้ง 2 ภาคที่ผ่านมาได้ในเนทฟลิกซ์

​หนังชุดนี้ เล่าเรื่องสมัยโชซอนถึงรัชทายาท อีชาง (โจจีอุน) ที่ผิดสังเกตุกับการประชวรของพระราชบิดา เมื่อพระมเหสีสาวไม่ยอมให้เข้าแม้แต่ในตำหนัก เพื่อเฝ้าเยี่ยมดูพระอาการ แต่ขณะหาหนทางสืบข้อเท็จจริง ก็พบว่า ภายนอกกำลังเกิดโรคร้ายที่ทำให้คนกลายเป็นผีดิบ แพร่ระบาดกินบริเวณกว้างขึ้นเรื่อยๆ

​ผีดิบที่หลับตื่นเป็นเวลานี้ เดินทางเป็นฝูงๆเข้ากัดกินผู้คนให้กลายเป็นพวกเดียวกันมากขึ้นทุกที

จากนั้นก็ได้พบหมอสาว (แบดูนา) ที่กำลังหาทางรักษาโรคประหลาดนี้ ด้วยการค้นคว้ายาสมุนไพรไปพร้อมกับการศึกษาสาเหตุของโรค พร้อมกับได้รู้ว่า มีกลุ่มคนที่รู้จักโรคนี้มาก่อน และตั้งเป็นคณะพลพรรคต่อสู้เพื่อกำจัดผีดิบเหล่านั้นด้วยการฆ่าฟัน

หนังชุดนี้เป็นที่กล่าวขวัญแต่แรกออกอากาศ เพราะถ่ายทำเหมือนภาพยนตร์ เดินเรื่องกระชับ ภาพหรือมุมกล้องทำนองหนังเขย่าประสาท กับบทที่รัดกุมทำให้ตัดต่อเรื่องราวได้ระทึกชวนติดตาม

​จนเมื่อพบพืชคืนชีวิต ที่ทำให้คนตายฟื้นคืนชีพกลับมา คำตอบจึงอธิบายต่อไปได้อีกหลายเรื่อง

อาจารย์พศุตม์กล่าวว่า การรู้จักพืชคืนชีวิตนี้ คือการใช้ “เทคโนโลยีชีวการแพทย์” (Bio Medical Technology) หรือเทคโนโลยีการแพทย์ชีวภาพ มาเป็นเครื่องมือทางการเมือง

พระมเหสีสาวใช้พืชชนิดนี้พยุงชีวิตพระราชาให้ยังอยู่ ก่อนที่พระนางจะคลอดราชบุตรออกมา (ทั้งๆที่เป็นกุศโลบายท้องลม) ส่วนอัครมหาเสนาบดี โจฮักจู (ริวซึงเรียง) ซึ่งกุมอำนาจเหนือราชสำนัก ก็พยายามหาทางคงอำนาจนั้นต่อไป ด้วยการใช้สถานการณ์ไม่ปกตินั้น ชี้นำราชอาณาจักร

​การต่อสู้ระหว่างรัชทายาทโดยชอบธรรม เพื่อรักษาชีวิตประชาราษฎร์ กับฝ่ายต้องการคงอำนาจปกครอง โดยมีพืชคืนชีวิตเป็นตัวแปร จึงดำเนินไปตามลิขิตของผู้เขียนบท

​เพราะผู้เขียนบทเองก็เพิ่งคิดคร่าวๆ ว่า ภาคต่อไปจะขยายแนวเหตุการณ์ออกไปทางไหน

ซอมบี้เกาหลีกับโควิด

​ผู้ชมจึงได้แต่ติดตามไปด้วยความระทึก ขณะเดียวกันก็สามารถ “อ่าน” เรื่องราวไปกับอาจารย์มนุษยศาสตร์ ที่ต้องผลัดกันมาวิเคราะห์สถานการณ์โรคระบาดให้ฟัง ในมุมวิชาการพร้อมกันไป อาจช่วยให้เข้าใจสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นได้อีกหลายแง่มุม

และเมื่อใช้เนื้อหาของหนัง มองโรคระบาดโคโรนาที่เกิดขึ้น ความเลวร้าย (ที่ทำให้คนเจ็บตายมหาศาล) ของโรค ย่อมสร้างข่าวลือให้เกิดตามมาได้นานา เพื่อหวังผลทางการเมืองระหว่างประเทศ ยังดีที่ข่าวลือ (ซึ่งยังไม่ได้พิสูจน์และพิสูจน์ไม่ได้) เหล่านั้น ไม่ก่อความเชื่อถือให้เกิดผลแพร่หลายออกไป

ฝ่ายหนึ่งกล่าวว่า ไวรัสนี้ถูกแพร่ออกไปจากห้องทดลองจีน เมืองอูฮั่น แต่อีกฝ่ายกล่าวว่า ไวรัสตัวนี้ถูกตัดต่อพันธุกรรมและนำไปปล่อยไว้ในจีน ทั้งกล่าวว่า บริษัทซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ไวรัส (ที่อ้างว่ามีไว้เพื่อการศึกษาค้นคว้า) อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการระบาดใหญ่คราวนี้

​นี่เป็นข้อความที่แพร่สู่สาธารณะ ซึ่งอ่านเจตนาของแต่ละข้อความได้ไม่ยาก

​มีแต่ตั้งสติสัมปชัญญะ ทำเหตุการณ์เฉพาะหน้า หรือรักษาปัจจุบัน ให้ผ่านพ้นไปด้วยดี คือแก้ไขปัญหาการระบาด และปากท้องของประชาชนให้คลี่คลายก่อน ข้อเท็จจริงย่อมหาหนทางเผยตัวเองออกมาจนได้ เพราะไม่ว่าผู้ใด ก็ไม่อาจปิดบังฟ้าได้ด้วยฝ่ามือ

เพราะใคร่ครวญถึงความเป็นไปได้ของข่าวลักษณะนี้แล้ว แม้ต่างคนจะเป็นมนุษย์ปุถุชนเช่นกัน แต่จะหาบุคคลระดับบริหารบ้านเมือง หรือผู้บริหารระดับสูงที่ต้องมีสติสัมปชัญญะยิ่งยวด ผันแปรจนวิปริตไปถึงกับใช้วิทยาการชีวภาพทำร้ายล้างผลาญผู้คน อย่างที่เคยเกิดในอดีตนั้น คงยากที่จะหา และฟังน่ากลัวน่าสยองเกินไป ที่คนจะใช้เชื้อโรคเพื่ออำนาจหรือประโยชน์ทางการเมือง หากใช้เป็นเค้าโครงหนังเขย่าขวัญอย่างที่เคยดูๆกันก็อีกเรื่อง

​ที่จริง มนุษย์ซึ่งมีปัญญายิ่งกว่าสัตว์ทั้งหลาย หากย้อนไปทบทวนประวัติศาสตร์การระบาดของโรคแต่ครั้ง ย่อมเห็นได้ว่า ไม่ว่า หวัดสเปน ฝีดาษ กาฬโรค อหิวาตกโรค ซึ่งวนเวียนกันมาคร่าชีวิตคนไปครั้งละนับล้านหรือถึงร้อยๆล้าน ในรอบหลายร้อยปีที่ผ่านมา จนแต่ละคราว ลดจำนวนประชากรในยุโรปไปมากมาย

​และทำให้สภาพสังคม สภาพเศรษฐกิจ คลอดจนการเมือง ต้องพลิกเปลี่ยนโฉมไปอีกรูปลักษณะ

​หากแต่ละครั้งนั้น ก็เกิดภูมิปัญญาที่จะรักษาชีวิตเอาไว้ได้ด้วยเช่นกัน อย่างสมัยกลางที่ให้ประชาชนอยู่ห่างกันเพื่อป้องกันการติดเชื้อ อันเป็นที่มาของการเว้นระยะห่าง (โซเชียล ดีสแทนซิ่ง – social distancing) คราวนี้ ที่เป็นเงื่อนไขลดการระบาดอย่างสำคัญอีกประการ นอกเหนือการล้างมือ กับการคาดหน้ากากอนามัย และการอยู่บ้านเว้นการพบปะ หรือร่วมชุมนุมผู้คน

ดังนั้น เมื่อเราตระหนักว่า แม้จะเป็นโลกสมัยใหม่ที่ภาพโบราณเหล่านั้นดูห่างไกลออกไป จนไม่คิดว่าสมัยนี้จะเกิดสภาพเช่นเดียวกับครั้งนั้นๆได้ แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว และเราได้เห็นจากภาพข่าวของเมืองต่างๆทั่วโลกที่เกือบจะเหมือนโลกร้างแล้ว เราก็ต้องเข้าใจที่จะปรับสภาพตัวเองให้เหมาะกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

​รูปแบบความสัมพันธ์ต้องเปลี่ยนไป (จะชั่วขณะหรือไม่ก็ตาม) รูปการทำมาหากินต้องเปลี่ยนไป (ซึ่งอาจทำให้ธรรมเนียมการเข้ารับบริการต่างๆต้องเปลี่ยนไปด้วย เช่น การนัดหมายเวลาเข้ารับบริการที่แน่นอน แทนการนั่งรอ เป็นต้น อย่างโรงพยาบาลใช้คอมพิวเตอร์นัด แทนที่ชาวบ้านผู้ป่วยต้องไปรอบัตรคิวตั้งแต่ตีสี่ตีห้ากันเหมือนเมื่อก่อน หรือการตัดผม ทำผม)

ใครจะรู้ว่า กิจกรรมกิจการใดมีธรรมเนียมใหม่เกิดขึ้นบ้าง ต้องรอคอยดู

ระหว่างชมหนังชุด คิงด้อม ก็เอาใจช่วยไป ว่าฝ่ายช่วงชิงอำนาจเพื่อส่วนรวม จะกำชัยเหนือฝ่ายแสวงอำนาจเพื่อส่วนตัวได้หรือไม่ พืชคืนชีวิตจะเป็นเครื่องมือสร้างหรือทำลาย ขณะต้องเอาใจช่วยการสาธารณสุขปัจจุบันว่า เทคโนโลยีการแพทย์ชีวภาพ จะคิดค้นยาป้องกันและรักษาโรคระบาดได้เมื่อไหร่ เพราะคนทั้งโลกจะได้ประโยชน์จากยาหรือวัคซีนเหล่านั้น เช่นที่ผ่านๆมา

อย่างไรก็ตาม ต่อกรณีเทคโนโลยีชีวภาพนี้ (ที่ไม่เฉพาะการแพทย์) คนไทยทุกคนต้องสนใจ CPTPP (Comprehensive and Progressive Trans – Pacific Partnership) หรือการเข้าร่วมข้อตกลงเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิค ระหว่างไทยกับประเทศพัฒนาใหญ่หลวงแล้ว เช่น สหรัฐกับสหภาพยุโรปนั้น มีรายละเอียดอย่างไรบ้าง ที่รัฐบาลต้องเปิดเผยให้ประชาชนรู้และร่วมตัดสินใจ ว่าจะได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์ขนาดไหน

เป็นข้อตกลงที่รัฐบาลไม่อาจงุบงิบปิดบังได้ ทำไมทั้งสื่อหลักสื่อสาธารณะจึงระงมเซ็งแซ่ขึ้นมา ถึงขนาดว่าเป็นการขายบ้านขายเมืองกันทีเดียว เพราะเกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์ตัวเองไว้ไม่ได้

นี่จึงเป็นเรื่องใหญ่ระดับ คิงด้อม ที่ต้องทุ่มเทใส่ใจกันจริงๆมิใช่หรือ.

——————————————–
อารักษ์