ซอมบี้เกาหลีกับโควิด พืชคืนชีวิตกับการแพทย์และการเมือง ถึง CPTPP ไทย คิงด้อม
โรคระบาดร้ายแรงซึ่งคร่าชีวิตคนจำนวนมากไปทั่วโลกคราวนี้ ส่งผลสะท้อนไปทุกมิติสังคม กระทั่งผู้คนแวดวงสุนทรียภาพไม่ว่าดนตรี ศิลป ภาพยนตร์สั้น ต่างหันมาสร้างงานเกี่ยวกับโรคร้ายนี้กันหลายแง่มุม ยิ่งวงวิชาการยิ่งวิเคราะห์ ตีความ อธิบาย ทุกกรณีที่เกิดขึ้นเพื่อการรับรู้ และป้องกันตัวให้เหมาะกับสภาวะที่เกิดขึ้นอย่างหลากหลาย
ภาควิชาวรรณคดีเปรียบเทียบ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ก็เสนอนิทรรศการออนไลน์ในหัวข้อ “Pandemic ในมุมมองมนุษยศาสตร์” ขึ้น ระหว่างนี้ไปถึงเดือนมิถุนายน ให้ชมได้ในเฟซบุ๊คของคณะ
โดยคลิปแรกเป็นงานของอาจารย์ พศุตม์ ลาศุขะ ประจำภาควิชาภาษาอังกฤษ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มาชวน “อ่าน” หนังชุดเกาหลีที่ถูกพูดถึงมากเรื่อง คิงด้อม (Kingdom) เนื่องจากฝูงผีดิบในเรื่องนำมาเปรียบกับไวรัสซึ่งระบาดอยู่ทั่วโลกได้
คลิปแรกของนิทรรศการหัวข้อนี้ เผยแพร่แล้วเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาในเรื่อง “คืนชีพ : เอเยนซี่ทางสังคมของเทคโนโลยีชีวการแพทย์ใน Kingdom” หาฟังได้ไม่ยากว่าข้อความเป็นอย่างไร
คิงด้อม เป็นหนังชุดเกาหลีที่แพร่ภาพออกมาแล้ว 2 ภาค ซึ่ง 6 ตอนแรกได้ชมกันแต่ปลายเดือนมกราคมปีที่แล้ว และภาค 2 ก็ออกอากาศไปเมื่อมีนาคมที่ผ่านมา ขณะนี้ผู้เขียนบทสาว คิมอึนฮี เจ้าของงานชุด ซิกแนล (Signal) โกสท์ (Ghost) และไซน์ (Sign) ซึ่งได้รับความนิยมทุกเรื่อง กำลังปรึกษากับ “เนทฟลิกซ์” ผู้สร้าง เพื่อวางแผนทำภาค 3 ต่อไป
หาชมทั้ง 2 ภาคที่ผ่านมาได้ในเนทฟลิกซ์
หนังชุดนี้ เล่าเรื่องสมัยโชซอนถึงรัชทายาท อีชาง (โจจีอุน) ที่ผิดสังเกตุกับการประชวรของพระราชบิดา เมื่อพระมเหสีสาวไม่ยอมให้เข้าแม้แต่ในตำหนัก เพื่อเฝ้าเยี่ยมดูพระอาการ แต่ขณะหาหนทางสืบข้อเท็จจริง ก็พบว่า ภายนอกกำลังเกิดโรคร้ายที่ทำให้คนกลายเป็นผีดิบ แพร่ระบาดกินบริเวณกว้างขึ้นเรื่อยๆ
ผีดิบที่หลับตื่นเป็นเวลานี้ เดินทางเป็นฝูงๆเข้ากัดกินผู้คนให้กลายเป็นพวกเดียวกันมากขึ้นทุกที
จากนั้นก็ได้พบหมอสาว (แบดูนา) ที่กำลังหาทางรักษาโรคประหลาดนี้ ด้วยการค้นคว้ายาสมุนไพรไปพร้อมกับการศึกษาสาเหตุของโรค พร้อมกับได้รู้ว่า มีกลุ่มคนที่รู้จักโรคนี้มาก่อน และตั้งเป็นคณะพลพรรคต่อสู้เพื่อกำจัดผีดิบเหล่านั้นด้วยการฆ่าฟัน
หนังชุดนี้เป็นที่กล่าวขวัญแต่แรกออกอากาศ เพราะถ่ายทำเหมือนภาพยนตร์ เดินเรื่องกระชับ ภาพหรือมุมกล้องทำนองหนังเขย่าประสาท กับบทที่รัดกุมทำให้ตัดต่อเรื่องราวได้ระทึกชวนติดตาม
จนเมื่อพบพืชคืนชีวิต ที่ทำให้คนตายฟื้นคืนชีพกลับมา คำตอบจึงอธิบายต่อไปได้อีกหลายเรื่อง
อาจารย์พศุตม์กล่าวว่า การรู้จักพืชคืนชีวิตนี้ คือการใช้ “เทคโนโลยีชีวการแพทย์” (Bio Medical Technology) หรือเทคโนโลยีการแพทย์ชีวภาพ มาเป็นเครื่องมือทางการเมือง
พระมเหสีสาวใช้พืชชนิดนี้พยุงชีวิตพระราชาให้ยังอยู่ ก่อนที่พระนางจะคลอดราชบุตรออกมา (ทั้งๆที่เป็นกุศโลบายท้องลม) ส่วนอัครมหาเสนาบดี โจฮักจู (ริวซึงเรียง) ซึ่งกุมอำนาจเหนือราชสำนัก ก็พยายามหาทางคงอำนาจนั้นต่อไป ด้วยการใช้สถานการณ์ไม่ปกตินั้น ชี้นำราชอาณาจักร
การต่อสู้ระหว่างรัชทายาทโดยชอบธรรม เพื่อรักษาชีวิตประชาราษฎร์ กับฝ่ายต้องการคงอำนาจปกครอง โดยมีพืชคืนชีวิตเป็นตัวแปร จึงดำเนินไปตามลิขิตของผู้เขียนบท
เพราะผู้เขียนบทเองก็เพิ่งคิดคร่าวๆ ว่า ภาคต่อไปจะขยายแนวเหตุการณ์ออกไปทางไหน

ผู้ชมจึงได้แต่ติดตามไปด้วยความระทึก ขณะเดียวกันก็สามารถ “อ่าน” เรื่องราวไปกับอาจารย์มนุษยศาสตร์ ที่ต้องผลัดกันมาวิเคราะห์สถานการณ์โรคระบาดให้ฟัง ในมุมวิชาการพร้อมกันไป อาจช่วยให้เข้าใจสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นได้อีกหลายแง่มุม
และเมื่อใช้เนื้อหาของหนัง มองโรคระบาดโคโรนาที่เกิดขึ้น ความเลวร้าย (ที่ทำให้คนเจ็บตายมหาศาล) ของโรค ย่อมสร้างข่าวลือให้เกิดตามมาได้นานา เพื่อหวังผลทางการเมืองระหว่างประเทศ ยังดีที่ข่าวลือ (ซึ่งยังไม่ได้พิสูจน์และพิสูจน์ไม่ได้) เหล่านั้น ไม่ก่อความเชื่อถือให้เกิดผลแพร่หลายออกไป
ฝ่ายหนึ่งกล่าวว่า ไวรัสนี้ถูกแพร่ออกไปจากห้องทดลองจีน เมืองอูฮั่น แต่อีกฝ่ายกล่าวว่า ไวรัสตัวนี้ถูกตัดต่อพันธุกรรมและนำไปปล่อยไว้ในจีน ทั้งกล่าวว่า บริษัทซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ไวรัส (ที่อ้างว่ามีไว้เพื่อการศึกษาค้นคว้า) อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการระบาดใหญ่คราวนี้
นี่เป็นข้อความที่แพร่สู่สาธารณะ ซึ่งอ่านเจตนาของแต่ละข้อความได้ไม่ยาก
มีแต่ตั้งสติสัมปชัญญะ ทำเหตุการณ์เฉพาะหน้า หรือรักษาปัจจุบัน ให้ผ่านพ้นไปด้วยดี คือแก้ไขปัญหาการระบาด และปากท้องของประชาชนให้คลี่คลายก่อน ข้อเท็จจริงย่อมหาหนทางเผยตัวเองออกมาจนได้ เพราะไม่ว่าผู้ใด ก็ไม่อาจปิดบังฟ้าได้ด้วยฝ่ามือ
เพราะใคร่ครวญถึงความเป็นไปได้ของข่าวลักษณะนี้แล้ว แม้ต่างคนจะเป็นมนุษย์ปุถุชนเช่นกัน แต่จะหาบุคคลระดับบริหารบ้านเมือง หรือผู้บริหารระดับสูงที่ต้องมีสติสัมปชัญญะยิ่งยวด ผันแปรจนวิปริตไปถึงกับใช้วิทยาการชีวภาพทำร้ายล้างผลาญผู้คน อย่างที่เคยเกิดในอดีตนั้น คงยากที่จะหา และฟังน่ากลัวน่าสยองเกินไป ที่คนจะใช้เชื้อโรคเพื่ออำนาจหรือประโยชน์ทางการเมือง หากใช้เป็นเค้าโครงหนังเขย่าขวัญอย่างที่เคยดูๆกันก็อีกเรื่อง
ที่จริง มนุษย์ซึ่งมีปัญญายิ่งกว่าสัตว์ทั้งหลาย หากย้อนไปทบทวนประวัติศาสตร์การระบาดของโรคแต่ครั้ง ย่อมเห็นได้ว่า ไม่ว่า หวัดสเปน ฝีดาษ กาฬโรค อหิวาตกโรค ซึ่งวนเวียนกันมาคร่าชีวิตคนไปครั้งละนับล้านหรือถึงร้อยๆล้าน ในรอบหลายร้อยปีที่ผ่านมา จนแต่ละคราว ลดจำนวนประชากรในยุโรปไปมากมาย
และทำให้สภาพสังคม สภาพเศรษฐกิจ คลอดจนการเมือง ต้องพลิกเปลี่ยนโฉมไปอีกรูปลักษณะ
หากแต่ละครั้งนั้น ก็เกิดภูมิปัญญาที่จะรักษาชีวิตเอาไว้ได้ด้วยเช่นกัน อย่างสมัยกลางที่ให้ประชาชนอยู่ห่างกันเพื่อป้องกันการติดเชื้อ อันเป็นที่มาของการเว้นระยะห่าง (โซเชียล ดีสแทนซิ่ง – social distancing) คราวนี้ ที่เป็นเงื่อนไขลดการระบาดอย่างสำคัญอีกประการ นอกเหนือการล้างมือ กับการคาดหน้ากากอนามัย และการอยู่บ้านเว้นการพบปะ หรือร่วมชุมนุมผู้คน
ดังนั้น เมื่อเราตระหนักว่า แม้จะเป็นโลกสมัยใหม่ที่ภาพโบราณเหล่านั้นดูห่างไกลออกไป จนไม่คิดว่าสมัยนี้จะเกิดสภาพเช่นเดียวกับครั้งนั้นๆได้ แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว และเราได้เห็นจากภาพข่าวของเมืองต่างๆทั่วโลกที่เกือบจะเหมือนโลกร้างแล้ว เราก็ต้องเข้าใจที่จะปรับสภาพตัวเองให้เหมาะกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
รูปแบบความสัมพันธ์ต้องเปลี่ยนไป (จะชั่วขณะหรือไม่ก็ตาม) รูปการทำมาหากินต้องเปลี่ยนไป (ซึ่งอาจทำให้ธรรมเนียมการเข้ารับบริการต่างๆต้องเปลี่ยนไปด้วย เช่น การนัดหมายเวลาเข้ารับบริการที่แน่นอน แทนการนั่งรอ เป็นต้น อย่างโรงพยาบาลใช้คอมพิวเตอร์นัด แทนที่ชาวบ้านผู้ป่วยต้องไปรอบัตรคิวตั้งแต่ตีสี่ตีห้ากันเหมือนเมื่อก่อน หรือการตัดผม ทำผม)
ใครจะรู้ว่า กิจกรรมกิจการใดมีธรรมเนียมใหม่เกิดขึ้นบ้าง ต้องรอคอยดู
ระหว่างชมหนังชุด คิงด้อม ก็เอาใจช่วยไป ว่าฝ่ายช่วงชิงอำนาจเพื่อส่วนรวม จะกำชัยเหนือฝ่ายแสวงอำนาจเพื่อส่วนตัวได้หรือไม่ พืชคืนชีวิตจะเป็นเครื่องมือสร้างหรือทำลาย ขณะต้องเอาใจช่วยการสาธารณสุขปัจจุบันว่า เทคโนโลยีการแพทย์ชีวภาพ จะคิดค้นยาป้องกันและรักษาโรคระบาดได้เมื่อไหร่ เพราะคนทั้งโลกจะได้ประโยชน์จากยาหรือวัคซีนเหล่านั้น เช่นที่ผ่านๆมา
อย่างไรก็ตาม ต่อกรณีเทคโนโลยีชีวภาพนี้ (ที่ไม่เฉพาะการแพทย์) คนไทยทุกคนต้องสนใจ CPTPP (Comprehensive and Progressive Trans – Pacific Partnership) หรือการเข้าร่วมข้อตกลงเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิค ระหว่างไทยกับประเทศพัฒนาใหญ่หลวงแล้ว เช่น สหรัฐกับสหภาพยุโรปนั้น มีรายละเอียดอย่างไรบ้าง ที่รัฐบาลต้องเปิดเผยให้ประชาชนรู้และร่วมตัดสินใจ ว่าจะได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์ขนาดไหน
เป็นข้อตกลงที่รัฐบาลไม่อาจงุบงิบปิดบังได้ ทำไมทั้งสื่อหลักสื่อสาธารณะจึงระงมเซ็งแซ่ขึ้นมา ถึงขนาดว่าเป็นการขายบ้านขายเมืองกันทีเดียว เพราะเกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์ตัวเองไว้ไม่ได้
นี่จึงเป็นเรื่องใหญ่ระดับ คิงด้อม ที่ต้องทุ่มเทใส่ใจกันจริงๆมิใช่หรือ.
——————————————–
อารักษ์

