ประจักษ์ชัย ไหทองคำ ฟันธง เล่า ‘นิสัยไม่น่ารัก’ ของคนดัง

5.06.20 | 06:50 น.
ภาพจากเพจประจักษ์ชัย ไหทองคำ

ประจักษ์ชัย ไหทองคำ ฟันธง เล่า ‘นิสัยไม่น่ารัก’ ของคนดัง

ประจักษ์ชัย  – ในช่วงของการอยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ ที่ผ่านมา ประจักษ์ชัย ไหทองคำ บอกว่าเขาเองก็เหมือนกับอีกหลายๆคนที่ใช้เวลาว่างที่มีด้วยการไถโทรศัพท์มือถือเพื่อดูสิ่งที่น่าสนใจ แล้วก็ได้ตระหนักว่า นับจากนี้นักร้องใหม่น่าจะเกิดยากขึ้น ขณะเดียวกันการที่นักร้องเก่าจะดังเท่าเดิม ก็น่าจะยากเช่นกัน

ที่คิดอย่างนั้น คนเป็นเจ้าของค่ายเพลงบอกว่า เป็นเพราะทุกวันนี้ใครๆต่างก็ทำคอนเท้นท์ จนมีให้ผู้ชมเลือกได้ไม่หวาดไม่ไหว และเหตุเพราะมีมากนั่นละ ที่จะทำให้ความสนใจของผู้คนกระจัดกระจาย ไม่ได้กระจุกอยู่กับคอนเท้นท์ใดคอนเท้นท์หนึ่ง ต่างจากในสมัยก่อนที่ไม่ค่อยคอนเท้นท์ให้เลือกชม

คิดๆแล้วยังนึกเลยว่าเขาและเหล่านักร้องไหทองคำยุคต้นๆ โชคดีที่เข้ามาในช่วงโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คเบ่นบานได้ไม่นาน โตมาในช่วงที่คนทำคอนเท้นท์เองไม่เยอะ จึงพอจะเป็นที่รู้จัก นับจากนี้จึงตั้งใจว่านอกจากจะพยายามรักษาฐานแฟนๆเหล่านั้นไว้แล้ว จะต้องทำกิจกรรมอื่น เพื่อดึงดูดคนให้เข้ามาติดตามเพิ่ม

ในส่วนนักร้อง…“อีก 2 ปี 4 ปี หรือนานๆทีจะโผล่ขึ้นมาสักเบอร์นึงก็ไม่เป็นไร ต้องทำใจ เพราะการจะเกิดซูเปอร์สตาร์สักคน มันต้องใช้เวลาเบ่งบานของความรู้สึกคนที่จะอิน”

“อย่างดาราที่เป็นนางเอกของแต่ละช่อง 5 ปี 10 ปี ถึงจะเปลี่ยนผ่านในความเป็นซูเปอร์สตาร์ของเขา รุ่นพี่ของ ลำไย (ไหทองคำ) แต่ละคนก็ 5 ถึง 10 ปีเหมือนกัน ลำไยของเราผ่านมา 3 ปี จะเข้าสู่ปีที่ 4 ผมก็คิดว่าอีกสัก 3 ปี 4 ปี 5 ปี จะมีใครมาโผล่อีกสักเบอร์หนึ่ง ก็รอ ก็ทำไป”

Advertisement

พูดง่ายๆคือระหว่างนี้ก็จะเฟ้นหา “คนที่ต้องมีของในตัว” แล้วนำมาปลุกปั้น         

“เหมือนกระบวนการเจียระไนเพชรแหละ” เขาบอก

ทั้งยังบอกด้วยว่า นอกจาก ‘ของ’ อันหมายถึงพรสวรรค์ และความพยายาม ที่จะทุ่มเทเพื่อพัฒนาตัวเองแล้ว อีกคุณสมบัติสำคัญคือ เขาหรือเธอเหล่านั้นต้องสด แปลก แบบหลุดโลกเท่านั้น

เพราะ “ถ้าคุณเหมือนกับทุกคน มันก็เท่านั้น การกล้าคิด กล้าฉีก ก็จะได้รับความสนใจ เหมือนตอนลำไยเกิด ตอนผู้สาวขาเลาะ ก็เพราะตรงนั้นตลาดยังว่าง เรามาในจังหวะเร็กเก้ ขณะที่ตอนนั้นลูกทุ่งอีสาน ลูกทุ่งภาคกลาง ลูกทุ่งเพื่อชีวิตมีเยอะ แล้วมันมาในจังหวะเวลา ไทม์มิ่งได้พอดี เลยกลายเป็นปรากฏการณ์”

อีกเรื่องที่เขารู้สึก หลังสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ระบาด คือ นักร้องหลายคนมีนิสัยดีขึ้น

“เรื่องนี้ผมเห็นด้วยตัวเอง” เจ้าของค่ายเพลงคนดังพูดชัด

“เห็นนักร้องที่พอดังมาปุ๊บก็พยายามจะแยกตัวเองไปอยู่บนที่สูง แล้วให้คนอื่นตาม ไม่ก้มลงมาเอ็นเตอร์เทนน้องๆ เพื่อนๆ พี่ๆ ที่ขาดโอกาส หรือไม่มาตอบแทนบุญคุณพี่ๆ เพื่อนๆ ดีเจที่เคยช่วยเหลือตอนเราไปแจกแผ่น หลวงพ่อที่เคยให้ไปขึ้นงานฟรีที่วัด ผมเคยอยู่เบื้องหลังคนดังมาพอสมควร ก็เห็นสัจธรรมของนักร้องดังมาเยอะ สิ่งที่เราบอกได้ เตือนได้ ในช่วงที่ไม่มีโควิดไม่ค่อยได้รับฟัง ไม่รู้ร้อนรู้หนาว แต่พอโควิดมา มันเป็นบทเรียนครั้งยิ่งใหญ่ที่ทำให้พฤติกรรมการกิน การอยู่ การใช้ชีวิต เปลี่ยนไปเยอะ จากคนเคยสิ้นเปลืองอย่างผม ก็ประหยัดนะ”

“นักร้องหลายคนเริ่มดีขึ้น เริ่มคิดได้ในหลายๆจุด กดไลค์ กดแชร์ให้กันมากขื้น ถามไถ่พี่น้องในวงการมากขึ้น เราบอกให้โพสต์ ให้แชร์อะไร ก็มีน้ำใจมากขึ้น”

“แต่ก่อนกลัวดึงเอฟซีกันถ้าคนนี้จะกดไลค์คนนั้น ถ้าคนนั้นจะแทคคนนี้ก็กลัวเอฟซีไหลไปให้ กลัวเอฟซีไปติดตาม ซึ่งเป็นความเห็นแก่ตัว”

“คือเป็นเพื่อนกันนะครับ ตอนไม่ดัง นอนด้วยกันก็ได้ แต่พอดังกลัวซับสไครเธอเยอะกว่าฉัน กลัวว่าถ้าผู้ติดตามเธอเยอะปุ๊บ มันจะเป็นการประเมินว่าเธอดังกว่า หรือว่าแบรนด์สินค้าจะไปจ้าง จากการเป็นเพื่อนกัน กินข้าวด้วยกัน พอดังปุ๊บ ขึ้นเวทีก็ไม่ขึ้นพร้อมกัน แกมาฉันไม่อยู่ ต้องสวนกันตลอด เป็นนิสัยของคนดังครับ”

“แต่จริงๆความดังไม่ได้อยู่กับเรานาน ความดังแค่รางวัลที่ 1 คุณไปขึ้นเงินที่กองสลากแล้วคุณใช้หมด ก็หมดไป ถ้าไม่รู้จักต่อยอด ไม่รู้จักไหว้คนมีบุญคุณ ไม่รู้จักกล่าวถึงคนที่เคยสร้างคุณ ไปอยู่ที่ไหนก็เจริญน้อยลง เดี๋ยวก็ค่อยๆหายไป ผมเห็นดารา นักร้องดังหลายๆคน บทจะสิ้นสุดของชีวิตก็ไม่เห็นว่ามีคนไหนยิ่งใหญ่ตลอดชีวิต ยากที่จะเป็นอย่างนั้น ถ้าไม่รักษาความดีไว้”

“ผมกล้าบอกเลยว่าไม่มีดารา หรือนักร้องคนไหน ดังโดยปราศจากแมวมอง หรือคนปั้น เอาแค่คนแต่งหน้าให้ คนที่ดูเสื้อผ้า คนที่บอกสคริปต์คุณ ทุกคนก็คือผู้มีบุญคุณ ทุกคนเป็นครูคุณหมด แต่พอคุณดัง คุณเป็นซุเปอร์สตาร์ คุณคิดว่าทุกอย่างคุณดังด้วยตัวเอง เก่งด้วยตัวเอง เป็นวาสนาของเอง”

“มันเป็นความเจ็บปวดของคนสร้าง ซึ่งไม่ใช่แค่ผม เรื่องแบบนี้ผมเจอมาเยอะ” บอกพลางหัวเราะ

แต่แน่นอนว่า คนที่ดีๆก็มีอยู่เหมือนกัน

“อาจจะอยู่ที่ 1-2 %”

“ซึ่งถือว่าเป็นอานิสงค์ของคนที่จะประสบความสำเร็จและยิ่งใหญ่ แต่ผมกล้าบอกว่าร้อยละ 98 จะหลง”

เขาเอง ขนาดแค่เป็นคนในวงการ ไม่ใช่ตัวนักร้องหรือซุปเปอร์สตาร์เอง ก็ยังเคย

“แต่พอหลงแล้ว ผมก็เริ่มได้สติ” -ซึ่งแน่นอนว่า นอกจากเขา คนดังที่เคยมีอาการที่ว่า ก็น่าจะมีอีกหลายๆรายที่ได้สติด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ประจักษ์ชัยยังได้เล่าถึงห้วงเวลานั้นของตัวเอง ว่า “ช่วงที่เราดังมากๆ มีคนเข้ามาหาเยอะ ไปไหนมันก็เท่มาก คนจำหน้าได้หมด ก็มีบ้างที่พูดโดยไม่ระวัง เช่น เขาจะถ่ายรูปก็เดี๋ยวๆๆ 5 นาทีนะ จะมีน้ำเสียงที่ไม่เพราะ แต่ถ้าเรามีสติหรือมีวิธีการพูด บอกโทษนะครับ เดี๋ยวน้องจะมีงานต่อ ขออนุญาตนะ เดี๋ยวเรามาเจอกันใหม่รอบหน้านะ ขอบคุณที่รักกันนะ ติดตามกันนะ คือน้ำเสียงจะไม่วีนไง”

ส่วนที่คิดได้ สติมา นอกจากจะเพราะเป็นผู้ใหญ่ขึ้นแล้ว อีกสิ่งที่สำคัญคือการตระหนักว่า “เราต้องแบกรับองค์กรต่อไป”

“แล้วเราก็ได้รับบทเรียนจากรุ่นพี่ ว่าจุดจบของคนดัง วันที่งานการไม่เข้า แม้ตอนดังเขาจ้างคุณเป็นแสน แต่ถ้าไม่ดัง 3 พันเขาก็ไม่จ้าง”

“มีคนเตือนผม แล้วผมเป็นคนไม่รั้น ฟังแล้วก็มองไปข้างหน้า ว่าผมอยากจะเป็นค่ายเทปที่อยู่กับสังคมอินดี้ไทยไปอีกระยะหนึ่ง 5 ปี 10 ปี ไม่อยากให้ค่ายล่มสลายไปกับโควิด หรือต่อยอดไม่เป็น ใช้เงินหมดก็จบ”

จึงตัดสินใจปรับตัว และก้าวออกจากจากวงจรของความหลงที่ว่านั้น

 

ข่าวอื่นของประจักษ์ชัย

เจอวิพากษ์หนัก ‘ประจักษ์ชัย’ ตัดใจหั่นเอ็มวีเพลง ‘ลำไย ไหทองคำ’