สาวร่ำไห้ ยอมรับผิดไม่บอกแฟนติดเชื้อเอชไอวี

25.06.20 | 16:39 น.

สาวร่ำไห้ ยอมรับผิดไม่บอกแฟนติดเชื้อเอชไอวี

สาวร่ำไห้ – กรณีชายคนนึงโพสต์ในเฟซบุ๊ก แฉอดีตแฟนสาวปิดบังติดเชื้อ HIV แต่พอรู้ก็รัก ถึงขั้นผูกข้อไม้ข้อมือแต่งงานกัน สุดท้ายสาวหนีไปมีคนใหม่ ทำให้ชีวิตพังทลาย และห่วงอีกฝ่ายจะไม่หยุดแพร่เชื้อ ออกมาแฉเพราะไม่อยากให้ไปทำกับคนอื่น

รายการโหนกระแสวันที่ 25 มิถุนายน หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย ในฐานะผู้ดำเนินรายการ เปิดใจสัมภาษณ์ “เอ” (นามสมมติ) สาวที่ถูก “บี” (นามสมมติ) แฉผ่านเฟซบุ๊ก ซึ่งติดต่อรายการขอเคลียร์ทุกประเด็น มาพร้อมกับ ผศ.ดร.นพ.ปกรัฐ หังสสูต หน่วยไวรัสวิทยา ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ยอมรับว่าติดเชื้อ HIV?
เอ : “ยอมรับค่ะ”

เรื่องเกิดอะไรขึ้น ทำไมวันนี้มีผู้ชายโพสต์ว่าคุณ ข้อเท็จจริงคืออะไร?
เอ : “หนูยอมรับในสิ่งที่หนูเป็น แต่ประเด็นที่บอกว่าหนูถูกรุมโทรม หนูขอพูดว่ามันไม่จริง ถ้าถูกรุมโทรมถึง 10 คนขนาดนั้น ต้องเป็นข่าวในช่วงนั้น ซึ่งมันไม่ได้เกิดขึ้นจริง”

Advertisement

ไปรู้จักผู้ชายคนนี้ได้ยังไง?
เอ : “รู้จักที่งานบวชแฟนเพื่อน ประมาณเดือนกันยายนปีที่แล้วค่ะ ตอนนั้นยังไม่ได้คุยกัน หนูเป็นแดนเซอร์ค่ะ พอเราไปเจอกัน ก็ไม่ได้อะไร เพราะเรามีแฟนอยู่ เราไม่ได้สนใจว่ายังไง สักพักเพื่อนโทรมาบอกว่ามีคนชอบ เราก็ใครวะ อยากรู้ เราก็คุย ตอนแรกทุกอย่างดี โอเค เขาเข้าใจเราดี แต่ยอมรับว่าเราไม่ได้บอกเขาตั้งแต่แรกว่าเราเป็น HIV เราไม่ได้พูด แล้วเราก็ตกลงไปอยู่กับเขา”

แล้วแฟนเราล่ะ?
เอ : “เราก็ทิ้งเขาเลย เรายอมรับว่าเราก็ไม่ได้ดี เราคุยกับเขาแล้ว เขาเข้าใจเรา”

ไปอยู่กับคนนี้แล้วไงต่อ?
เอ : “ก็อยู่ด้วยกันปกติ”

คนเก่าได้บอกมั้ยว่าเป็น HIV?
เอ : “หนูก็ไม่ได้บอกจริงๆ ตอนอยู่ด้วยกัน เขาก็ไม่รู้ น่าจะรู้ตอนหลังที่เราเลิกกันไป เมษายนที่ผ่านมา บีน่าจะทักไปบอกแฟนเก่าเราว่าเป็น HIV”

แฟนเก่ารู้จากปากบี?
เอ : “ใช่ค่ะ ก็ไม่ทราบเขาไปตรวจหรือยัง แต่เราไม่ได้บอกเขาค่ะ”

เป็นประเด็นข่าวได้ยังไง บีบอกมีการผูกข้อไม้ข้อมือ?
เอ : “จริงค่ะ ตอนแรกเลยก่อนผูกข้อมือ เราบอกว่าเรายังไม่พร้อม ซึ่งตอนนั้นเขาก็ตกลงว่าผูกกันเถอะ เขารักเราจริง อยากอยู่ด้วย สินสอด 3 หมื่นบาท ซึ่งหนูพูดว่าหนูไม่อยากได้เงิน ถ้าอยากมาผูก ให้เก็บเงินมาเอง อย่าเอาเงินคนอื่นมา อยากผูกมากเลยเหรอ ก็ไม่เคยคิดอยู่แล้วว่าจะต้องผูก หนูก็ไม่เคยผูกข้อมือมาก่อน อันนี้เป็นงานแต่งครั้งแรกของหนูนะคะ แล้วเขาออกมาพูดว่าหนูผูกข้อมือ เพราะอยากได้ค่าสินสอด ซึ่งไม่จริงค่ะ หนูไม่ได้อยากได้เงิน 3 หมื่น หนูทำงานตั้งแต่เด็ก หนูส่งตัวเองเรียน เขาก็รู้ดีว่าหนูเป็นคนทำงาน เพราะตั้งแต่อยู่ด้วยกัน เขาไม่ได้ทำอะไรเลย งานก็ไม่ได้ทำ เขาเสพยาเสพติดค่ะ ซึ่งหนูขอให้เขาเลิกหลายครั้งมาก”

เขาเสพยาอะไร?
เอ : “ยาบ้าค่ะ หนูก็ขอให้เขาเลิก ถ้ารักกันจริงก็ขอให้เลิก เขาก็ตกลงจะเลิก แต่ยิ่งอยู่ไปก็เหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ยิ่งหนักเข้า ทีแรกแอบเสพ จนเขามาขอสูบยา เราจะพูดอะไรได้ ก็เฉยๆ เงียบ เขาก็เลยสูบให้เราเห็น”

สาเหตุที่ทำให้ต้องเลิกคืออะไร?
เอ : “ตอนอยู่ด้วยกันทะเลาะกันก่อน เพราะคนที่บ้านเขาไม่รู้ใครพูด ว่าเราติดยา เราก็โวยวายว่ากูไม่ได้ติด ทำไมต้องมากล่าวหาว่าติดยา ไปเอามาจากไหน ไปตรวจเยี่ยวกันเลยมั้ย เพราะหนูไม่ได้ติดยาจริงๆ หนูก็ทะเลาะกัน มีปากเสียงกัน เขาก็ปกป้องญาติเขาว่าไม่รู้เลยว่าใครพูด จะโวยวายทำไม จนเขาด่าเราด้วยคำหยาบ”

ทั้งที่คุณเป็นคนหาเงินให้เขาใช้ เขาเอาไปเสพยา?
เอ : “ใช่ค่ะ มีส่วนน้อยที่เขาจะส่ง ช่วงแรกๆ ที่คบกัน ส่วนน้อยที่จะโอนมาให้ ส่วนมากคือหนูเต้นหาเงินให้เขา”

พอเขาด่าคุณหนีเลย?
เอ : “หนูก็เก็บของ ให้เพื่อนขับมอเตอร์ไซค์มารับไปบ้าน”

เขามาง้อ?
เอ : “เขาแชตเฟซบุ๊กมาง้อ บอกว่ารักเรานะ กลับมาไม่ได้เหรอ จนวันนั้นจะไปทำงาน หนูออกไปกับเพื่อน เขาขับมอเตอร์ไซค์มาที่บ้านโดยไม่ได้บอกใครเลย มีพี่สะใภ้อยู่ในบ้านกับหลานเขาเข้ามาโดยไม่บอกก่อน พอเจอกันเขาเดินออกจากห้องเรา ก็อ้าว มาได้ยังไง เขาก็ขับรถออกไป ตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าเขารื้อ เพราะทุกอย่างปกติ”

ทำไมเขาถึงรู้ว่าเราเป็น HIV?
เอ : “เขาไปรื้อแล้วเจอเอกสารที่เป็นใบส่งตัว หลังจากนั้นเขาก็บอกว่ารู้แล้วนะเราเป็นอะไรยังไง เราก็ตกใจ เราก็ขอโทษ ไม่ได้ตั้งใจ จะบอกแล้วแต่ไม่รู้จะบอกยังไง เรากลัว รักก็รัก อายก็อาย ไม่ได้อยากทำร้ายชีวิตหรือพังชีวิตใคร”

ทำไมไม่บอกเขา?
เอ : “ตอนนั้นอารมณ์รัก ยังไม่กล้าบอก กลัวเขาทิ้งเราไป ก็ไม่กล้าพูด”

พอเขารู้ว่ามีเชื้อ HIV ให้เขาไปตรวจมั้ย?
เอ : “เราก็บอกให้เขาไปตรวจมาก่อนแล้วค่อยมาคุยกัน เพราะตอนนั้นเราก็ต้องทำงาน ซึ่งก็ยังไม่มีใครรู้ตอนนั้น”

เขาไปตรวจแล้วยังไง?
เอ : “เขาก็ติดเชื้อจากหนูค่ะ”

ตอนนั้นที่คบกันแรกๆ เคยบอกให้เขาป้องกันมั้ย น้องไม่กล้าบอกเขาเพราะกลัวเขาทิ้ง นั่นคือมุมของน้อง แต่ต้องมีการเตือนคนที่รักหรือเปล่าให้ใส่ถุงยางอนามัย ไม่พร้อมมีอะไรแบบไม่มีถุงยาง?
เอ : “ก็บอกเป็นนัยๆ อ้อมๆ ว่าใส่ถุงยางเถอะ ยังไม่พร้อม กลัวพลาดท้อง เราไม่ได้พูดเรื่องโรคหรืออะไร แค่พูดให้ใส่ถุงยาง ป้องกัน ครั้งแรกเขาใส่ แต่หลังจากนั้นเขาไม่ได้ใส่ถุงยางเลย แล้วขอพูดตรงนี้เลยว่าเขาขอมีอะไรกับหนูตอนหนูเป็นประจำเดือนด้วย เพราะเขาเป็นคนอารมณ์สูง”

หลังเขารู้ว่าเขาติดเชื้อเขาว่ายังไง?
เอ : “เขาก็คุยกับเรา จะมาผูกข้อมือ หนูก็พูดว่าไม่ได้อยากผูกตอนนี้ มันเร็วไป เราเพิ่งคบกันได้ไม่นาน”

แสดงว่าเขารู้มานานแล้ว?
เอ : “น่าจะ 8 พ.ย. เขารู้”

หลังจากนั้นเขาถึงมาขอแต่งงาน แสดงว่าเขายอมรับตั้งแต่แรก เขาบอกหนูไปติดผู้ชายคนใหม่ เขาอยากเตือนผู้ชายคนอื่น?
เอ : “เรื่องเตือนหนูโอเคนะคะ แต่ตอนนี้คนแชร์ข่าวจากหลักหน่วย สิบ ร้อย ตอนนี้เป็นพัน เกือบหมื่นแล้ว ซึ่งหนูก็เสียหายในเรื่องนี้เหมือนกัน เพราะหนูทำงาน พอไปถึงที่ทำงานซื้อน้ำกินปกติ ร้านพี่ตรงข้ามมาคุยกับร้านหนูเรื่องนี้ แต่ทำให้หนูทำงานไม่ได้ แม้เขาจะบอกว่าโอเคกับหนู แต่สายตาคนอื่น”

เพราะเขาเปิดหน้าเราเลย ทำให้คนรู้ว่าเป็น HIV?
เอ : “ใชค่ะ”

วันนี้มีคนใหม่หรือยัง?
เอ : “ยอมรับว่ามีค่ะ”

มีสัมพันธ์ลึกซึ้งมั้ย?
เอ : “มีค่ะ แต่หนูป้องกันนะคะ”

บอกเขามั้ยว่าเป็น HIV?
เอ : “ไม่ได้บอกค่ะ แต่ก็ป้องกันเหมือนเดิม”

ไม่ได้บอกอีกแล้ว?
เอ : “แต่เขาก็ป้องกันทุกครั้ง”

รู้ว่าเป็น HIV ตั้งแต่เมื่อไหร่?
เอ : “ประมาณปีกว่าๆ ได้แล้วค่ะ”

หลังจากเป็น HIV มีสัมพันธ์กับแฟนก่อนหน้าคุณบี มาคุณบี คนล่าสุดก็ไม่ได้บอกเขา แต่มีการป้องกัน ก่อนหน้าคุณบีป้องกันมั้ย คนที่คุณทิ้งเขามา?
เอ : “ไม่ได้ป้องกันอะไร แต่ก็บอกเหมือนกันว่าให้ป้องกัน แต่เขาไม่ป้องกัน”

วันนี้ก็ไม่รู้ชะตากรรมว่าเขาติดเชื้อ HIV หรือเปล่า?
เอ : “ใช่ค่ะ”

ก่อนหน้าคนที่คุณทิ้ง มีมั้ย?
เอ : “ก็มีนะคะ แต่ไม่ได้อะไรขนาดนั้น”

ติดมาจากไหน?
เอ : “น่าจะแฟนเก่าค่ะ เป็นช่วงปีใหม่ประมาณปี 60 คุยมาสักพักนึงแล้วไปเจอเขา ก็นัดเจอกัน”

แต่ตอนแรกน้องบอกว่าน้องสงสัยรอยสักน้อง?
เอ : “แต่เข็มนี้ล้างแอลกอฮอล์ไปแล้ว เชื้อมันน่าจะตาย”

อาจมีคนคิดแบบน้องที่ไม่กล้าบอกคนอื่นว่าเป็น HIV อาจารย์มองยังไง?
ผศ.ดร.นพ.ปกรัฐ : “ตอนติดเชื้อมา รู้ว่ามีเลือดบวกรู้สึกยังไง”

เอ : “เคยอยากฆ่าตัวตาย ไม่อยากอยู่ (ร้องไห้) ไม่ไปโรงเรียนเลย”

ผศ.ดร.นพ.ปกรัฐ : “ความรู้สึกแบบนี้ ตอนที่รู้ว่าเป็นเลือดบวก เวลามีเชื้อนี้อยู่ ต้องคิดว่าไม่อยากให้คนอื่นมีประสบการณ์เลวร้ายเหมือนเรา เรื่องผ่านไปแล้วนะ ก็อยากจะถามว่าเอทานยามั้ย”

เอ : “ทานค่ะ”

ผศ.ดร.นพ.ปกรัฐ : “ยังตรวจพบเชื้อไวรัสมั้ย เป็นศูนย์มั้ย”

เอ : “เหลือแค่ไม่กี่พันแล้วค่ะ ล่าสุด เหลือแค่หลักพัน ตอนแรกๆ กินยาไม่ตรงเวลา มันอัปไปหลักแสน แต่พอกินยาตรงตลอด มันลดมาเหลือหลักพัน ซีดีโฟร์ตอนนี้ขึ้นหลักร้อยปกติค่ะ แต่ตอนแรกที่เชื้อไวรัสขึ้นหลักแสน ซีดีโฟร์เหลือ 68 พอกินยาตรงเวลาเรื่อยๆ ซีดีโฟร์ขึ้นเป็นหลักร้อย เชื้อไวรัสลดลงมาเหลือหลักพัน”

ผศ.ดร.นพ.ปกรัฐ : “ตอนที่เริ่มทานยาตรงเวลาจนถึงปัจจุบันนี้ นานเท่าไหร่แล้ว”

เอ : “ที่กินตรงเวลาเลย ประมาณเดือนพ.ย.”

ผศ.ดร.นพ.ปกรัฐ : “6-7 เดือน จะเล่าให้ฟังว่าผู้ป่วย HIV พอเริ่มทานยา เชื้อต้องหายไปเลย ไม่ใช่เหลือหลักพัน การที่เหลือหลักพัน มีความหมายหลายอย่าง อย่างแรกเลย มีเชื้อดื้อยาในตัวคุณ สองทานยาไม่ตรงเวลา ถ้าทานยาตรงเวลาเป๊ะๆ 24 ชม. ให้รับประทานยา ทานยาสูตรเม็ดเดียวใช่มั้ย”

เอ : “สองเม็ดค่ะ มีเชื้อดื้อยา”

ผศ.ดร.นพ.ปกรัฐ : “การรับประทานยาไม่ตรงเวลา ทำให้เชื้อดื้อยา ถ้าเขาติดเชื้อมันก็แย่อยู่แล้วนะ ยิ่งเชื้อดื้อยาด้วย ยิ่งแย่กว่าเดิม ต้องเข้าใจนะว่าเราเป็นผู้โชคร้าย เป็นผู้เคราะห์ร้ายติดเชื้อจากใครก็ไม่รู้ ติดเชื้อครั้งแรกตอนอายุเท่าไหร่?

เอ : “ประมาณ 20-21 ค่ะ”

ตัวน้องอาจมีความเข้าใจว่าคนเป็น HIV กังวลใจที่จะบอกคนอื่น เขาก็ไม่ได้บอกคนอื่นที่เขาคบด้วย ต้องเตือนยังไง ถ้ามีคนแบบนี้ จะเป็นห่วงโซ่ต่อไปเรื่อยๆ เหมือนกลัวไม่กล้าบอก คิดว่าจะอยู่ในสังคมร่วมกันไม่ได้?
ผศ.ดร.นพ.ปกรัฐ : “ต้องแบ่งเป็นสองเรื่อง เรื่องเพื่อนร่วมงาน และคู่รัก สำหรับคู่รักพอเข้าใจได้ คนเรารักกันมาก กลัวเรามีตำหนิ แฟนเราจะทิ้งเราไป แต่ในที่สุดเราต้องบอก ถ้าเรารักเขาจริง เราไม่อยากทำร้ายเขา เราต้องบอกในสิ่งที่เราเป็น นั่นคือความรัก ไม่ใช่อยากครอบครองเขาเอาไว้ คิดว่าคนติดเชื้อต้องคิดแบบนี้ ความรักต้องเป็นความรักที่เป็นการให้ ไม่ใช่เอา สำหรับคนรอบข้าง ก็เป็นหน้าที่ของสังคม และแพทย์ทั่วไปที่ต้องให้ความรู้ว่าคนติดเชื้อ HIV สามารถอยู่ร่วมกับสังคมได้”

ถ้ามีรักครั้งต่อไปอยากให้บอกตรงๆ การทำแบบนี้สุดท้ายจะเป็นปัญหาตามมา และไม่จบสิ้น?
ผศ.ดร.นพ.ปกรัฐ : “อย่างที่เคยคุยกัน U=U ถ้าทานยาตรงเวลา เชื้อลงไปต่ำกว่าจุดที่แล็บวัดไม่ได้แล้ว นั่นคือจะไม่แพร่เชื้อให้ แต่ก็อยากให้ป้องกันอยู่ เพราะโรคอื่นก็มี”

มีประเด็นที่คนเขาพูดกัน น้องมีเรื่องรอยสักแก๊งนกฮูกยังไง?
เอ : “อันนี้ไม่จริงค่ะ แล้วมีสื่อบางสื่อเอาไปออกว่าเราไปเกี่ยวกับแก๊งนั้น ซึ่งมันไม่ใช่ หนูเพิ่งสักรอยสักนี้ไม่กี่ปีนี่เอง มันไม่เกี่ยวกัน”

ที่บอกว่ามีอะไรกับผู้ชายมากหน้าหลายตา?
เอ : “ไม่จริงค่ะ”

ถ้าฝั่งบีดูอยู่อยากบอกอะไร?
เอ : “ก็ขอโทษในสิ่งที่หนูผิด แต่ก็อยากให้ออกมารับผิดชอบในสิ่งที่หนูต้องเจอ เพราะทุกวันนี้หนูออกไปทำงานไม่ได้ ในเมื่อหนูมีครอบครัวต้องดูแล ถึงเจ้านายจะโอเคยังไง แต่สายตาคนอื่นก็มองหนูไม่ดีอยู่แล้ว เขาไม่โอเค ถ้าเราไปทำงาน เขาก็จะเสีย เราทำงานก็เจอผู้คน”

อย่างแรกเรื่องอดีตแฟนออกมาแฉ โดยเอารูปไปโพสต์ว่าเป็น HIV อันนั้นก็คือผิดอยู่แล้วเป็นการละเมิด อีกมุมนึง การที่น้องคบใครรักใครแล้วไม่ได้บอกว่าติด HIV แม้ไม่มีกฎหมายบ่งชี้ว่าผิด แต่เป็นเรื่องจริยธรรม?
เอ : “หนูก็ยอมรับว่าหนูผิด”

แฟนคนปัจจุบันทราบแล้ว?
เอ : “ใช่ค่ะ”

แล้วเขาไปตรวจหรือยัง?
เอ : “ไปแล้วค่ะ ยังไม่รู้ผลค่ะ”

เขาตกใจมั้ย?
เอ : “เขาก็ตกใจ แต่เขาบอกว่าอย่าคิดสั้นนะ เราเคยพูดว่าไม่อยากอยู่แล้ว มันมืดไปหมด อยากจบชีวิต มันเหนื่อยแล้ว (ร้องไห้) เราทำงานไม่ได้ คนเริ่มด่าไปยันพ่อยันแม่ ด่าเราได้แต่พ่อแม่เราไม่เกี่ยว”