คุยเรื่อง ช่องส่องผี ไปเรื่องเลือกตั้งสหรัฐ–ไทยได้
ความจริงหนึ่งบอกว่า คนถ้าเกิดหลังปี 2500 หลัง 2510 หลัง 2520 หลัง 2530 ต่อให้มีความเชื่อความศรัทธาในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ความคิดและสายตาที่พินิจมองภาพทั่วไป ย่อมไม่อาจเหมือนความคิดและสายตาคนที่เกิดเมื่อร้อยสองร้อยปีก่อนหน้าแน่ๆ แต่ทันทีนั้น อีกความคิดหนึ่งก็กระชุ่นสอดเข้ามาโดยเร็วว่า คนต่อให้เกิดแล้วโตเมื่อวานเมื่อวานซืน หากมีโมหะลุ่มหลงงมงายในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง บางทีคนร้อยสองร้อยปีก่อนอาจมีวุฒิภาวะยิ่งกว่าได้
พูดวันนี้ เหมือนว่าคนที่กราบไหว้ต้นหมากรากไม้ขอโชคลาภ เป็นคนที่ยังไม่ตื่นจากโมหะ
แต่พูดอีกทีเช่นกัน คนเหล่านั้นอาจไม่ได้ลุ่มหลงงมงาย เพียงแต่ยามที่มองไม่เห็นหนทาง พฤติกรรมดังกล่าวอาจเป็นความหวังใยเดียวที่มี มิใช่ไม่รู้ว่ากำลังทำอะไรลงไปก็เป็นได้
ความเชื่อก็มีระดับของความเชื่อ มิใช่ทุกความเชื่อจะเป็นความลุ่มหลงงมงายไปหมด
ขณะเดียวกัน ความลุ่มหลงงมงายอาจไม่เกี่ยวกับความเชื่อ แต่ไหลตามกันไปโดยไม่ใช้ความคิด
อ้าว, นั่นมิใช่ยิ่งแย่หนักเข้าไปอีกหรือ เมื่อความคิดมีให้ใช้ แต่มิได้ใช้ความคิด
ความคิดซึ่งต้องเกิดจากการเรียนรู้เป็นข้อแรก
มีกี่เรื่องในชีวิตประจำวัน ที่คนแต่ละคนทำอะไรไปโดยใช้ความคิดหรือไม่ใช่ความคิด หากแต่ละคนรู้ตัวได้เช่นนั้นก่อนทำหรือไม่ทำอะไร สังคมจะยังประจันหน้าเอาเป็นเอาตายกันเพราะความเห็นต่างไหม
หากยกเป็นวาระแห่งชาติได้ คำถามดังกล่าว แต่ละคนควรต้องหาคำตอบให้ตัวเองได้โดยเร็ว
ชักแม่น้ำปิง วัง ยม น่าน เจ้าพระยา ทั้ง 5 มา ก็เพื่อจะปรารภว่า ความคิดสองประการข้างต้น น่าที่ความคิดแรกจะมีปริมาณที่มากหรือขนาดที่โตกว่า แต่สภาพปัจจุบัน ดูเหมือนความคิดหลังจะมีอิทธิพลอำนาจเสียยิ่งกว่าอย่างน่าประหลาดใจ
ทั้งนี้ พิจารณาจากการแสดงออกนานาประการในสังคม
หรือความคิดแรกอาจมีปริมาณและขนาดที่เหนือกว่า แต่ถูกบดบังให้เงียบอยู่ใต้เงาอิทธิพลอำนาจของความคิดหลัง หากไม่มีเครื่องพิสูจน์อันทรงพลังมาวัด เช่น ตัวอย่างน้ำหนักคำพูดของประธานรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ(รสช.) พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ เมื่อปี 2535 ที่ว่า “ถ้าสุไม่เอาก็ให้เต้” ซึ่งเชิญชวนให้คนพากันออกมาแสดงความคิดกันอึงคะนึงนอกบ้าน ก็คงไม่อาจรู้ได้
ทั้งหมดที่ชักแม่น้ำยาวจากทางเหนือมาออกปากอ่าวไทย ก็เพราะอยากคุยกันถึงรายการ ช่องส่องผี ทางช่อง 8 ที่ถูกถอดไปเสียแล้วว่าน่าจะดูอย่างบันเทิงได้ หรือใช้เป็นรายการประหัตประหารเวลายามต้องอยู่บ้านระวังโรคระบาดร้ายแรงถึงตายได้
ดูว่าคนทำรายการคิดไปถึงไหน และนำพาผู้ชมให้ติดตามไปด้วยเรื่องราวลักษณะใด
เพราะแน่นอนว่า เมื่อรูปแบบเป็นการบอกเล่าข้างเดียว ซึ่งไม่มีหนทางพิสูจน์ทราบเสียอีก ก็ไม่อาจเอาเป็นอารมณ์ถือเรื่องเหล่านั้นจริงจังขึ้นมา เป็นแต่ดูสนุกไปเท่านั้นเอง เพียงแต่บางเรื่องผู้ชมอาจไม่สนุกด้วยเมื่อไปกระทบความเชื่อที่ปลูกฝังมายาวนานเข้า จึงเกิดเหตุเช่นที่โคราชขึ้น โดยเฉพาะยังมีผู้ชมอีกจำนวนไม่น้อยเกรงว่า เรื่องทำนองนี้ที่หาหลักฐานข้อมูลเท็จจริงประกอบไม่ได้ จะทำให้ผู้ชมซึ่งขาดวุฒิภาวะหลงทาง
นี่เอง จึงต้องมีคำเตือนประเภท รายการนั้นรายการนี้ต้องมีผู้ปกครองร่วมชมเพื่อชี้แจงแนะนำ บอกไว้ก่อนนำเสนอ
ก็เมื่อแต่ละรายการมีคำเตือนกำกับเป็นกติกาอยู่แล้ว จะไปถอดออกเสียทำไม
ผู้ผลิตก็เพียงระวังมิให้รายการทำเรื่องซึ่งกระทบความเชื่อคนจำนวนมาก ก็ใช้ได้แล้วมิใช่หรือ อย่าว่าแต่การนำเสนอก็มิได้ใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ได้มาประกอบ ถ้าทำเรื่องอดีตแล้วมีข้อมูลเอกสาร จดหมายเหตุ ศิลาจารึก มาถกเถียงเสนอเป็นข้อสมมติฐานก็ว่าไปอีกอย่าง
แต่กระทั่งข้อสมมติฐานก็ใช่ว่าจะถือเป็นยุติได้ ไม่อย่างนั้นจะเรียก “สมมติฐาน” หรือ
ไม่อย่างนั้น จะมีเจดีย์ยุทธหัตถีถึง ๒ แห่งที่สุพรรณบุรีและกาญจนบุรีหรือ
นี่มิใช่ใครไม่รู้ว่า พระนเรศวร์ชนช้างสองแห่งในเวลาเดียวกันไม่ได้ แต่หลักฐานที่แตกต่างทำให้เกิดข้อสันนิษฐานถึงสถานที่ที่แตกต่าง ซึ่งยังยุติไม่ได้ อย่าว่าแต่ยังมีข้อพินิจของนักประวัติศาสตร์รุ่นใหม่ที่คิดว่าไม่มีเจดีย์ยุทธหัตถี เนื่องจากคติพุทธไม่เคยมีการสร้างเจดีย์โดยไม่มีวัดในทำนองสัญลักษณ์แบบอนุสรณ์สถานหรืออนุสาวรีย์
ดังนั้น รายการจึงต้องวางสถานะตัวเองให้ถูกต้องแต่แรก อย่าไปเอาจริงเอาจังกับเรื่องที่เอาจริงเอาจังไม่ได้ ผู้ชมถึงจะติดตามดูได้สนุก ที่สำคัญคือ ผู้ผลิตรายการต้องรู้ดีแต่แรกแล้วว่า สังคมนี้ชอบบอกกันไปบอกกันมาอยู่ว่า “ไม่เชื่ออย่าลบหลู่”
เผลอไปได้อย่างไร
ที่จริง รายการก็ยืนยันอยู่แล้วว่า เป็น ช่องส่องผี ผู้ชมก็คงไม่เอานิยมนิยายอะไรเหมือนกันกับการส่องผี เป็นแต่ดูว่าจะตื่นเต้นขนาดไหน ดูเพลินไหม หากไม่พาดพิงถึงบุคคลาธิษฐานในใจผู้คนให้เป็นจริงเป็นจังขึ้นมาโดยปราศจากหลักฐานข้อมูล ก็ไม่ต้องถอดรายการออกก็ได้ ให้อยู่ในวิจารณญาณของผู้ชมไป
นี่เป็น พ.ศ.อะไรแล้ว ยังแยกผีกับคนไม่ออกอีกหรือ
แต่คิดอีกที ไม่อย่างนั้น เสนีย์ เสาวพงษ์ คงไม่เขียนนิยายเรื่อง ปิศาจ ออกมา
ความกังวลของคนที่ตั้งตนว่าเป็นคนมีความรู้(คิดมาก)อยู่ตรงนี้เอง คือคิดแทนคนอื่นๆโดยกลัวว่าเขารู้ไม่เท่ากับที่ตัวรู้ หรือรู้ไม่เหมือนที่ตัวรู้ (ทำให้กลัวว่าคนอื่นคิดไม่เหมือนที่ตัวคิด – นี่น่าจะเป็นประเด็นสำคัญกว่าในสังคมกึ่งดิบกึ่งสุก หรือสังคมอารยะก็ไม่อารยะ จะอนารยะก็ไม่อนารยะ แต่บอกใครๆว่าตัวอารยะ)
ก็เลยสรุป(ตั้งแต่หลังปี 2500 จนถึงก่อน 14 ตุลาคม 2519) ออกมาว่า “ประชาชนยังไม่พร้อม” การเมืองก็เลยอยู่กับที่ไม่ไปไหนสักที โทรทัศน์ก็เดี๋ยวจอดำจอขาว เดี๋ยวบอกว่าเลิกเซ็นเซอร์แล้ว แต่ก็ยังหาทางเซ็นเซอร์ หรือคนกลัวเขาจะเซ็นเซอร์ก็เลยชิงเซ็นเซอร์เสียเองก็มี ดูแล้วประชาชนพร้อมมากเกินไปด้วยซ้ำ
แต่ฝ่ายที่สรุปว่า “ประชาชนยังไม่พร้อม” ต่างหาก ไม่ยอมพร้อมสักที
ที่จริงเหตุปัจจัยมิใช่จะไม่มี แต่เหตุปัจจัยหนึ่งก็ควรเป็นเรื่องของช่วงเวลาหนึ่ง มิได้หมายความว่า จะสามารถอ้างเหตุปัจจัยนั้นๆมาใช้กับอีกช่วงเวลาหรืออีกสถานการณ์ที่ต่างไปได้
เช่น รัฐธรรมนูญหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 กำหนดว่า มีสภาเดียวแต่มีสมาชิก 2 ประเภทคือ ประเภทที่ 1 มาจากการเลือกตั้ง ประเภทที่ 2 มาจากการแต่งตั้ง จนกว่าราษฎรจบชั้นประถมศึกษาเกินกว่ากึ่งหนึ่ง อย่างช้าไม่เกิน 10 ปี จึงยกเลิกสมาชิกประเภทแต่งตั้ง
จนวันนี้ รัฐประหารกันไปรัฐประหารกันมา ฉีกรัฐธรรมนูญกันไปเขียนใหม่กันมากี่ฉบับกี่ฉบับ นอกจากยกเลิกสมาชิกประเภทแต่งตั้งไม่ได้สักทีแล้ว ยังแต่งตั้งกันเสียจนฝ่ายค้านยกมือโหวตอย่างไรก็ไม่มีวันมากกว่ามือฝ่ายครองอำนาจเป็นรัฐบาลได้
วันนี้ พ.ศ.อะไรแล้ว ประชาชนยังไม่จบประถมศึกษาเกินกึ่งหนึ่งอีกหรือ
ใครไม่พร้อมกันแน่
แม้แต่ประเทศใหญ่เช่นมหาอำนาจสหรัฐอเมริกาก็ใช่จะไม่มีปัญหาเลือกตั้ง เมื่อปี 2559 ที่นาง ฮิลลารี่ คลินตัน ชนะเสียงข้างมาก (popular vote) จากประชาชนเหนือนาย โดนัลด์ ทรัมป์ ถึงกว่า 2 ล้าน 2 แสนคะแนนเสียง แต่ก็ยังไม่ได้เป็นประธานาธิบดี เพราะกลับได้คะแนนเสียงจากคณะผู้เลือกตั้ง (electoral vote) น้อยกว่าทรัมป์ 306 ต่อ 232
คนอเมริกันเขาก็มีความคับข้องใจกับการใช้คะแนนเสียงของคณะผู้เลือกตั้งมาตัดสิน ในรอบ 100 ปีที่ผ่านมา มีข้อเสนอถึงกว่า 700 ข้อเสนอในการยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงคะแนนเสียงนี้
แต่ด้วยประวัติศาสตร์ของสหรัฐเอง ที่ประเทศเกิดจากการรวมตัวของรัฐต่างๆซึ่งใหญ่เล็กไม่เท่ากัน มีความกลัวการได้เปรียบเสียเปรียบกันหลายลักษณะ โดยเฉพาะกลัวเผด็จการเสียงข้างมาก จึงเกิดระบบคณะผู้เลือกตั้งขึ้นเป็นทางออกที่รอมชอมกันได้
แต่การแก้ไขระบบการเลือกตั้งสหรัฐผ่านการแก้รัฐธรรมนูญนั้น ต้องอาศัยเสียงยินยอมจากทุกรัฐถึง 3 ใน 4 ซึ่งยากจะเกิดขึ้นได้ แต่ละรัฐจึงหาทางปรับรูปแบบของเสียงคณะผู้เลือกตั้งในรัฐของตน ให้สอดคล้องกับผู้ชนะเสียงข้างมาก ซึ่งยังไม่อาจแก้ไขให้ไปในทิศทางเดียวกันได้
ขณะเดียวกัน กรณีเช่นนี้ ในรอบ 100 ปีที่ผ่านมาเกิดขึ้นเพียง 2 ครั้งเท่านั้น นอกจากฮิลลารี่กับทรัมป์แล้ว ในปี 2543 ที่นาย อัลเบิร์ท กอร์ ชนะเสียงข้างมากแต่นาย จอร์จ บุช จูเนียร์ ได้คะแนนเสียงคณะเลือกตั้ง คว้าตำแหน่งประธานาธิบดีไป
ในแง่สถิติ จึงเป็นกรณีที่เกิดขึ้นน้อยมาก จนไม่มีน้ำหนักพอจะทำให้เกิดการแก้ไขขึ้นจริงจัง แต่มิได้หมายความว่าไม่มีการคิดแก้ไขเรื่องนี้ แต่ละรัฐก็พยายามทำอยู่ดังกล่าว
ประเทศอารยะแม้จะมีปัญหาอย่างไร ก็พยายามแก้ไขโดยวิถีอารยะ ถึงขนาดยอมให้ประเทศมีผู้นำซึ่งยอมรับกันเป็นส่วนใหญ่ว่า “แย่ที่สุดในประวัติศาสตร์” ได้
สยามนามประเทืองว่าเมืองไทยเล่า ระบบการเลือกตั้งก็ดี ช่องส่องผีก็ดี ดูเหมือนยังวนเวียนอยู่ในป่าช้าประชาธิปไตยกับความเชื่อซึ่งพิสูจน์เป็นรูปธรรมวิทยาศาสตร์ไม่ได้
ชักแม่น้ำยาวมาแต่ปิง วัง ยม น่าน ผ่านเจ้าพระยาออกอ่าวไทย แล้วยังอุตส่าห์ข้ามมหาสมุทรไปเข้าแม่น้ำโปโตแมคกั้นพรมแดนรัฐแมรี่แลนด์กับวอชิงตัน ดี.ซี. ไกลถึงขนาดนั้นได้
มิใช่ “ออกปากอ่าวก็ล่มจมลงไป” เหมือนตอนพลายแก้วปะนางสายทองนะ_จะบอกให้
————-
อารักษ์

