‘เอ ศุภชัย’ สุดอาลัย ‘แม่ทุม’ เผยช่วยดูแลตั้งแต่ก่อนเป็นผู้จัดการดารา รับมีวันนี้ได้เพราะแม่ทุม

7.09.20 | 20:32 น.

‘เอ ศุภชัย’ สุดอาลัย ‘แม่ทุม’ เผยช่วยดูแลตั้งแต่ก่อนเป็นผู้จัดการดารา รับมีวันนี้ได้เพราะแม่ทุม

แม่ทุม – เมื่อวันที่ 7 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้คนในวงการบันเทิงต่างแสดงความอาลัยกรณีสูญเสีย แม่ทุม กาณฏ์มณี เค้ามูลคดี หรือ แม่ทุม ปทุมวดี นักแสดงอาวุโส และภรรยาคู่ชีวิตของ พ่อรอง เค้ามูลคดี ดาราอาวุโสศิลปินแห่งชาติ เมื่อเวลา 02.25 น.วันนี้ หลังเข้ารักษาอาการป่วยจากโรคไทรอยด์เป็นพิษ และโรค ALS หรือโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ในวัย 72 ปี ที่โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ โดยมีครอบครัว และคนใกล้ชิดอยู่เคียงข้างจนวินาทีสุดท้าย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้ มีดารา และคนดังในวงการบันเทิงมาร่วมแสดงความอาลัยเป็นจำนวนมาก รวมถึง เอ ศุภชัย ศรีวิจิตร ผู้จัดการดาราชื่อดัง ได้เดินทางมาร่วมแสดงความอาลัย รดน้ำศพแม่ทุม ปทุมวดี ซึ่งถือเป็นผู้มีพระคุณ ที่ดูแล เอ ศุภชัย ในช่วงเรียนมหาวิทยาลัย และก่อนเข้าวงการ มีความสนิทสนมกับครอบครัวพ่อรอง แม่ทุมและเป็นเพื่อนสนิทกับ ยุ้ย มายาวนาน

เอ ศุภชัย เปิดใจว่า “จริงๆ บางคนอาจจะรู้ บางคนอาจจะไม่รู้ เอโตมากับบ้านหลังนี้ เป็นเพื่อนกับน้องยุ้ยตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย เวลาตอนเย็นเราก็จะกลับมากินข้าวบ้านน้องยุ้ย แม่ทุมก็ดูแลเรา เหมือนเราเป็นลูกคนหนึ่ง ครั้งนี้จึงเหมือนเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตของพี่เอเลย ตอนแรกน้องยุ้ยโทรมาตอน 02.50 น.คือตอนพ่อป่วย เราก็วิ่งวุ่นเรื่องพ่อเข้าโรงพยาบาล แล้วแม่ก็ป่วยอีกฝั่ง เราก็เห็นใจน้องยุ้ยมาก เราจะดูแลทุกอย่างเท่าที่ตัวเราจะทำได้ แล้วเมื่อคืนเราหลับเร็ว เพราะทำงาน เลยไม่ได้ตื่นมารับโทรศัพท์น้องยุ้ย พอตื่นมาก็เห็นข้อความน้องยุ้ยทิ้งไว้ตอน 06.00 น.บอกว่าแม่หัวใจหยุดเต้น เราก็คิดว่าแค่หัวใจหยุดเต้น เราไม่คิดว่านั่นคือการบอกว่าแม่เสียแล้ว เอก็โทรไปหาน้องยุ้ยเลย ถามว่าหมอปั๊มหัวใจได้มั้ย เพราะเสียงที่น้องยุ้ยรับโทรศัพท์คือเข้มแข็งมาก แต่น้องยุ้ยตอบกลับมาว่า ตอนนี้กำลังหาวัดอยู่ เราก็ร้องไห้เลย เพราะเราผูกพันกับแม่มาก เราอาจจะไม่ได้คุยกับแม่บ่อย ตอนแม่ป่วย แต่เราส่งทุกอย่างไป เท่าที่ทำได้ คือจะอยู่เคียงข้าง น้องยุ้ยก็บอกว่าให้เราเข้มแข็ง อย่าร้องนำสิ ยุ้ยอุตส่าห์ไม่ร้อง แต่เราก็ร้องเพราะจิตตก จากนั้นก็ถามเขาว่าจะทำยังไงกันต่อ ก็เลยช่วยกันหาวัด ตอนแรกน้องยุ้ยอยากได้ใกล้บ้าน แถวๆ วัชรพล แต่พี่บอกเอาวัดที่ผู้ใหญ่มากันได้สะดวก เลยให้มาที่นี่ เราก็ให้น้องยุ้ยโทรหาพี่ดา เป็นเลขาพี่นก จริยา เขาก็ช่วยประสานงาน เลยได้มาวางศพที่วัด แล้วเราก็จัดการเรื่องดอกไม้ต่อ แล้วก็เรื่องโรงศพด้วย เราบอกน้องยุ้ยไม่ต้องเป็นห่วงอะไรเลย เดี๋ยวเราจัดการหมดทุกอย่าง”

เรามีโพสต์ไอจีถึงแม่ทุมด้วยวันนี้ ว่าขอบคุณแม่ที่เลี้ยงดูจนมีวันนี้?

“คือเหมือนชีวิตมหาวิทยาลัยของเด็กต่างจังหวัดคนหนึ่ง มาเรียนกรุงเทพฯ เงินค่าหอก็หมดแล้ว ค่ากินก็ไม่พอ เลยฝากปากฝากท้องไว้ที่บ้านพ่อรองแม่ทุมตลอด แม่ก็บอกว่ายุ้ย เอมันกินข้าวหรือยัง คือเป็นห่วงมาตลอด ไม่เคยมองว่าเราไม่ใช่ดารานักแสดง เลยไม่ดูแลไม่ใส่ใจ ตอนที่เราเริ่มมาเป็นผู้จัดการดารา แม่ก็โทรมาคุย ได้มาสอน มีคติประจำใจว่าอยู่ตรงนี้ลูกต้องอดทนนะ ต้องเคารพ และกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราทำมาตลอด ตั้งแต่ที่แม่พูดได้ จนแม่ล้มแล้วก็เริ่มพูดไม่ได้”

Advertisement

เรียกว่ามีวันนี้ได้เพราะแม่ทุมใช่ไหม?

“ส่วนหนึ่งก็ใช่ค่ะ พูดได้เต็มปากเลย ว่าครอบครัวของพี่ยุ้ยทุกคน สอนให้เราได้มีเรียนบทแรก ได้เรียนรู้วิชาการเข้ามาอยู่ในวงการบันเทิง เพราะฉะนั้น พี่เอจะไม่เคยลืมเลย มีละคร มีอะไรทุกเรื่อง ถ้ามีบทของพ่อกับน้องได้ เราก็จะทำ (เสียงสั่น) แล้วอะไรที่เราทำได้ อะไรที่จะได้ตอบแทนบุญคุณ ตอนเด็กๆ เวลากินข้าวบ้านพี่ยุ้ย เราเคยคิดว่าวันหนึ่งนะ ถ้าเราร่ำรวย และยิ่งใหญ่ขึ้นมา เราจะกลับมาทดแทน เราจะมาเลี้ยงข้าวมื้อใหญ่เขา จากที่เราเคยกินข้าวแกงที่อยู่หลังครัว ซึ่งบางทีเราก็ไม่กล้าจะมากินหน้าบ้าน เพราะดารานักแสดงใหญ่ๆ อยู่ทั้งนั้น เราก็จะแอบกินข้าวหลังครัว ก็ดีใจที่มีโอกาส ถึงจะไม่มากก็น้อย ที่จะมาทดแทนในสิ่งที่คิดไว้ตั้งแต่สมัย 20 ปีที่แล้ว”

ขอบคุณ ข่าวสดออนไลน์