อดีตนักร้องดัง ‘อุ้ย รวิวรรณ’ เล่าเหตุถูกฟ้องล้มละลาย-เฉียดตายในสนามบิน

อดีตนักร้องดัง ‘อุ้ย รวิวรรณ’ เล่าเหตุถูกฟ้องล้มละลาย-เฉียดตายในสนามบิน

โลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิงมานาน สำหรับอดีตนักร้องดัง อุ้ย รวิวรรณ จินดา เปิดชีวิตในรายการ ต้มยำอมรินทร์ ว่าเป็นคนที่ทำอะไรแล้วทุ่มเต็มร้อย ทั้งการเรียน การร้องเพลงและการทำธุรกิจ จนมีมากมายแถมมีอีโก้สูงปรี๊ด และถึงวันที่ชีวิตพลิกผัน มีบทสอบเข้ามาให้ฝ่าฟัน ทั้งแม่ป่วย แฟนทิ้ง ล้มละลายและเฉียดตายในสนามบิน 

ถามถึงฉายา เดินห้างไม่ได้

ตอนช่วงอัลบั้มแรกค่ะ ที่ออกมาแล้วก็ได้รับการต้อนรับแบบดีมาก จะเล่าให้ฟังว่าตัว อุ้ยเองเนี่ย อุ้ยเข้ามาในวงการโดยมีพี่ๆในค่ายครีเอเทีย อาร์ติสต์ดูแลแบบประคบประหงมมาก อุ้ยไม่เคยได้ออกไปไหน แต่ตอนนั้นอายุเยอะแล้วนะ อายุ24แล้วตอนทำอัลบั้ม”

“เราก็ไม่เคยออกไปข้างนอก ไม่รู้ว่าตัวเองมีชื่อเสียงมากแค่ไหน ไม่เคยรู้ เพราะว่าผู้จัดการคิวหรือว่าพี่เลี้ยงทั้งหลายก็จะแบบว่า เช้าพรุ่งนี้ตื่เท่านี้นะ ไปนี่นะ ไปนั่นนะ ซ้อมดนตรีนะ ไปเล่นคอนเสิร์ตที่นี่ที่นั่น เราทำตามคิวทุกอย่างเลย มีวันนึงไปเล่นคอนเสิร์ตMBK สมัยนั้นต้องไปเล่นMBK นะ แล้วไหนๆมาล้วขอไปเดินนิดก็เลยลงมา ปรากฎว่ามีคนนึงตะโกนเรียกชื่อเราขึ้นมา เราก็หัน พอหันเท่านั้นแหละปรากฎว่ามาเป็นหลายสิบ วิ่งกรูแล้วก็ร้องกรี๊ดทั้งห้าง รปภ.ก็ตกใจ ทุกคนก็ตกใจ เราเองก็ตกใจ วิ่งหนีก็วิ่งตามกันอย่างเนี้ย ระหว่างทางเดินแบบนี้ค่ะ แต่เราก็ไม่ได้คิด แล้วก็ไม่ได้เตรียมตัว แล้วก็ไม่ได้รู้ว่าตัวเองจะต้องมาเจออะไรแบบนี้ ผู้จัดการคว้ามือได้ก็วิ่ง รปภ.ก็วิ่งตาม แล้วนับจากวันนั้นเนี่ยก็เลยบอกผู้จัดการ เข้าใจแล้วแหละ ว่าทำไมถึงไม่ให้ไป ไม่ให้ไปไหนเลย ก็เลยโอเคๆไม่ไปก็ได้”

อุ้ย ออกอัลบั้ม รุ้งอ้วน ก็เป็นช่วงพี่เบิร์ด(ธงไชย แมคอินไตย์)เพิ่งเริ่มเหมือนกันถูกไหม?

ใช่ ถึงได้มีหนังที่มีพี่เบิร์ด พี่ปุ๊ อัญชลี แล้วก็พี่อุ้ย 3 คนเล่นด้วยกัน เรื่องชื่อ “อีกครั้ง” หนังของท่านทิพย์ คือพี่เบิร์ดกับ พี่ปุ๊ มีเรื่องนึงก่อนหน้านั้น(ด้วยรักคือรัก) เขาดังก่อนหน้าเรา แล้วก็พอตอนมีพี่อุ้ยขึ้นมาอีกคนนึง ท่านทิพย์ก็จับมา 3 คนเลย ก็มาเล่นด้วยกัน”

คุณพ่อทราบไหมว่าชอบร้องเพลง แล้วสนับสนุนไหม?

ไม่สนับสนุนเลยค่ะ พ่ออยากให้เป็นนักกฎหมายค่ะ อยากให้เป็นผู้พิพากษาเหมือนเขา ตอนนั้นไม่รู้ตัสหรอกค่ะ เพราะเด็กมาก เพียงแต่ว่าเพื่อนชวนไปซ้อมกีตาร์ก็ไป จำได้ว่าตอนที่อยู่มัธยม ตอนนั้นเป็น มศ.เนอะ มัธยมปลายแล้วเนี่ย แบกกีตาร์ไปโรงเรียนคือแบบว่าอยากไปเล่นกีตาร์อย่างเดียวเลย อย่างไปซ้อมกีตาร์กับวงกับเพื่อน ก็ยังเรียนเก่งอยู่”

แล้วเข้าวงการได้ไง พ่อหวงขนาดนี้?

เราอยากพิสูจน์ให้พ่อแม่ หรือว่าให้ที่บ้านเขาทราบว่าเราอยากร้องเพลงจริงๆ เราชอบร้องเพลงจริงๆ ไม่ใช่อยากร้องเพลงเพราะว่าอยากไปเที่ยวกลางคืนอะไรแบบนี้ไม่ใช่นะ เราชอบร้องเพลงจริงๆ แล้วก็ใความรู้สึกว่า เราต้องเก่งจริงๆก่อนเขาถึงจะยอมรับหรือเปล่าก็เลยเข้าประกวดร้องเพลง”

“แอบไปคนเดียวเลยค่ะ กองประกวดนัดกี่โมงก็แอบไป กองประกวดนัด 10 โมงเช้าออกจากบ้านตี5ก็มี ทุกคนยังไม่ตื่นไง ได้รางวัลมาเลยค่ะ ก็ที่หนึ่งเลยค่ะ เพราะมุ่งมั่นมาก ไทยแลนด์ ซิงกิ้งคอนเทสต์ของสยามกลการ ได้ถ้วยที่ 1 กลับมาบ้านเลย กลับมาบ้านเลย แบกถ้วยใหญ่มากเลย แล้วถ้วยใหญ่กว่าตัวอีก พอพ่อเห็นถ้วยเขาก็อึ้งๆนิดนึง แต่เขาก็แบบยังมีงอนๆอยู่ เหมือนกับเขาคาดหวังกับเรามาก พูดกับเราตลอดเวลา ทำไมเราไม่เชื่ออะไรอย่างนี้ค่ะ ก็มีงอนๆไม่คุยกัน นานเหมือนกันค่ะ แบบหลายเดือนอยู่นะ ชีวิตเปลี่ยนไปเลยค่ะ พอได้รางวัลอกได้เลยว่าเปลี่ยน อย่างแรกเลยคุณหญิงพรทิพย์ ณรงค์เดชก็ต้องขอขอบพระคุณท่าน เปลี่ยนชีวิตอุ้ยเลย เพราะว่าคุณหญิงก็วางแผนชีวิตให้เลย คุณพ่อมายอมรับได้ตอนที่ได้ถ้วยมาแล้วสักพักเพราะเขารู้ว่าเราชอจริงๆ”

ช่วงที่ไม่มีใครไม่รู้จัก อุ้ย รวิวรรณ แล้วอยู่ๆก็หนีทิ้งความดังในไทยไปอยู่เมืองนอก

ไม่ได้หนี แต่ว่าตอนนั้น อย่างที่บอกค่ะค่ายครีเอเทีย อาร์ติสต์ คืออุ้ยไปอยู่ตรงที่พี่ๆเขาเป็นปรมาจารย์ เราก็เลยมีความรู้สึกว่าเราผูกพันกับค่ายนี้ ไม่ใช่แค่เป็นนักร้องกับค่ายเพลง มันผูกพันกับเราเป็นพี่น้องกัน แล้วอุ้ยก็เลยมีความรู้สึกว่า พอตอนที่ค่ายล้มสลายไป คือไม่มีค่ายนี้อยู่แล้ว อาจจะมีปัญหาภายในอะไรอย่างนี้ อุ้ยเหมือนอกหัก เหมือนแพแตก เหมือนพ่อแม่เลิกกัน ความรู้สึกแบบนั้นเลย คือไม่ใช่ว่าค่ายฉันไม่อยู่ ฉันไปอยู่ค่ายไหนนั้นสิ คือทุกคนพูดกับอุ้ยแบบนั้นนะ ค่ายไม่อยู่เธอทำไมไม่ไปอยู่ค่ายอื่นล่ะ แต่ในความรู้สึกของอุ้ยตอนนั้นคือเหมือนแบบแพแตก เหมือนบ้านแตก พอดีเพื่อนอยู่ที่แอลเอ ก็เลยชวนไป ก็ดีเหมือนกัน ก็ไปร้องเพลงอยู่ที่นั่น ไปทัวร์คอนเสิร์ตก่อน”

แต่ในที่สุดก็กลับเมืองไท

กลับมาเมืองไทยตอนนั้นมาทำอัลบั้มเลย ต้องบอกว่ามาทำอัลบั้มที่ 3 เพราะว่าคุณหญิงพรทิพย์ทำค่ายเพลงที่ชื่อว่าโชว์บิส ก็เลยต้องกลับมาทำให้คุณหญิงพรทิพย์  แล้วก็เลยกลายเป็นแบบไม่ได้กลับไปแล้ว ก็อยู่ร้องเพลงต่อเลย”

แล้วก็เริ่มต้นเข้าสู่สายงานอื่นๆ

ใช่ มาเป็นผู้บริหารวิทยุ เริ่มจากจัดรายการวิทยุก่อนกับอิทธิวัฒน์ เพียรเลิศ ก็เริ่มโตขึ้นมาเรื่อยๆ มาดูแลคลื่น ตอนแรกก็เป็น Station Manager แล้วก็มาเป็นไดเร็กเตอร์ แล้วก็ขึ้นมาเป็นผู้บริหาร”

ฟังดูเหมือนทุกอย่างน่าจะลงตัว

ฟังดูน่าจะมีความสุข แต่จะเล่าให้ฟังว่า คือพอตอนที่ทำงานวิทยุ ตอนนั้นวงการเพลงมันก็เริ่มดรอปลง เราก็ไม่ค่อยได้ร้องเพลงเท่าไหร่แล้ว อีกอย่างเราก็รู้สึกว่า พอเราโตขึ้นมาเป็นผู้บริหารมันยากในการที่จะแบบว่าอยู่ดีๆวิ่งไปร้องเพลง แล้ววิ่งกลับมาทำงาน คือลาไปร้องเพลง มันดูประหลาดๆ เราก็ลดงานทางด้านอื่นลง แล้วก็มุ่งตรงงานบริหาร มันก็จะมีอย่างนี้ค่ะ คือทำอะไรก็ฮิต ก็ประสบความสำเร็จ เราก็เริ่มมีอัตตาไง เราก็เริ่มมีความรู้สึกว่าเก่งไง คนเราเนี่ยมันจะต้องมีอะไรสักอย่างนึง แต่สำหรับพี่เนี่ยบอกแล้วไงว่าเวลาทำอะไร ทำเกิดร้อยเลย แล้วมันก็จะมีความรู้สึกอย่างนี้ค่ะว่า เราทำอะไรก็ได้ เพราะฉะนั้นเจ้านายพูดอะไรไม่ถูกหูนะ เก็บกระเป๋ากลับ ออกเลย อย่างนั้นเลย พรุ่งนี้ไม่เจอหน้าอุ้ย รวิวรรณเด็ดขาด แล้วไปอยู่บริษัทคู่แข่งเลย ไปทำวิทยุอีกคลื่นนึงเลย ไม่รู้แต่เป็นนิสัยแบบนั้น มีความรู้สึกว่าฉันอยู่ตรงไหนก็ได้ คือมีความรู้สึกคิดอย่างนั้นตลอดเวลา จนวันนึงค่ะ มีความรู้สึกว่าฉันทำเองก็ได้ ฉันต้องทำอย่างนี้ทำไม ก็ออกไปทำบริษัทเอง ไม่ได้ทำวิทยุค่ะ ตอนนั้นก็ทำอีเวนต์ พีอาร์เอเจนซี่ ทำอะไรอย่างนี้แหละ แล้วก็มันก็ยังเป็นอย่างนี้อยู่ ใครเตืนอะไรไม่ฟังฉันเชื่อ ฉันว่าฉันตัดสินใจแบบนี้ถูก ฉันถูก แล้วเหมือนทำอะไรก็ประสบความสำเร็จ ออกมาทำบริษัทเอง บิลลิ่งปีแรกก็ร้อยกว่าเลยอะไรอย่างนี้ เราก็ยิ่งแบบตัวขนาดนี้เลย”

แล้วมันล้มละลายได้ไง?

คือต้องบอกว่า หลังจากที่เรามั่นใจเกิน ใครเตือนไม่ฟังเนี่ย มันจะต้องมีตัดสินใจพลาด มันก็มีอยู่วันนึงที่อุ้ยตัดสินใจพลาดในการที่แบบว่ารับงานนึง แล้วก็เอาเงินไปลงทุนกับอีกงานนึง แล้วก็เงินมันหายไป มันไม่ทันแล้วก็เจอแคชอยู่ช่วงนึงค่ะ ก็เลยกลายเป็นว่าที่เรารับผิดชอบทุกอย่าง เราก็โอเค เราก็รับผิดชอบก็แล้วกันอะไรประมาณนี้ แล้วก็โดนฟ้องค่ะ แต่ต้องนั้นมันก็เหมือนแบบ จากที่โดนฟ้องล้มละลาย จริงๆแล้วมันไม่ได้มีเรื่องเดียวนะ มันมีทั้งโดนฟ้องล้มละลาย คุณแม่ป่วยเข้าไอซียู แฟนที่แบบคบกันมาอยู่ดีๆหายไปเลยอะไรอย่างเนี้ย หายไปเลยแบบไม่ได้แบบว่า เลิกกันนะ เป็นแฟนกันไม่ได้อยู่ด้วยกัน คือโทรศัพท์ เริ่มโทรแล้วเริ่มไม่รับ เริ่มโทรไปแล้วปิดเครื่องอะไรอย่างนี้ ก็ปิดเครื่องก็จะโทรทำไม ไม่โทรแล้ว คือถ้าย้อนเวลากลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ถามพี่อุ้ย พี่อุ้ยก็คงจะยังบอกว่า บริษัทล้มละลายเพราะว่าเชื่อหุ้นส่วนเราเกินไปอะไรอย่างนี้นะ แล้วเรื่องแฟนที่แบบเลิกกัน เขาอาจจะไปมีคนอื่นหรืออะไรยังไง ณ วันนั้นคำตอบพี่อุ้ยคงเป็นอย่างนั้น แต่พอถึงวันนี้ วันที่เราตั้งหลักได้ วันที่เราทำใจได้ วันที่เราดูแลตัวเองได้แล้ว เรากลับมามองตัวเอง ทุกเรื่องมันเกิดขึ้นจากเรานี่แหละ การที่เราทำบริษัท ถ้าสมมุติว่าเราดูแลทุกๆส่วน เรามีความละเอียดากพอ มันไม่มีทางที่คนอื่นจะมาเอาไปได้ คือเราต้องดูแล หุ้นส่วนที่ทำบัญชี ทำไปเลย ไม่เป็นไรไม่ดูอะไรอย่างนี้ ซึ่งมันแบบมันไม่ได้ ทุกอย่างจริงๆมันเกิดจากเรานี่แหละนะคะ อย่างแฟนเราเหมือนกันเราก็ยอมรับตัวเองนะ ตอนนั้นเราก็คงแบบถึงเวลาโทรมาไม่รับสาย ประชุมอยู่อะไรอย่างเนี่ย พี่อุ้ยจะเป็น แบบ ประชุมอยู่ ก็รู้ไหมว่าทำงาน อะไรประมาณนี้ค่ะ เราก็คงจะนิสัยแย่พอสมควรเลยแหละ เขาก็คงรับไม่ได้เหมือนกัน มันคงอาจจะมีแบบนี้แหละ เพียงแต่มันไม่ได้พูดกันไม่ได้คุยกัน”

ก็เลยทำให้เราเข้ามาทางธรรมะ?

ใช่ค่ะ มีสิ่งนึงที่เราโง่อยู่ คือจัดการกับใจตัวเองไม่ได้ แล้วก็เคยมีคนพูดไว้นะว่า “ธรรมะ มันจัดการได้ทุกเรื่อง” เราก็เลยมีความรู้สึกว่าต้องมีครูบาอาจารย์มาช่วยสอน มาทำให้เรามีความรู้ในด้านอื่น คือความรู้ด้านนี้ไม่มี ความรู้ในการจัดการชีวิตตัวเอง เข้าวัดเลย 7 วัน ตอนนั้นอยู่ดีๆก็เดินไปเจอพระอาจารย์ท่านนึงค่ะ ณ วันนี้ก็ยังเป็นพระอาจารย์ที่พี่อุ้ยนับถืออยู่ ชื่อพระอาจารย์ ศิริชัย สิริญาโณอยู่ที่เชียงราย วันนั้นไปร้องเพลงที่เชียงรายแล้วก็เจอท่าน พอได้เจอท่านก็เดินเข้าไปกราบท่านเลย แล้วก็แนะนำตัวเองว่าสนใจอยากปฏิบัติธรรม แล้วท่านก็บอกว่าเอาสิมี ท่านสอน รู้เลยว่ามันเกิดที่เขาเรียกว่าพุทธิปัญญา เราเห็นเลยว่าชีวิตเรา ทุกอยางมันเกิดขึ้นจากเรานี่แหละและไอ้ทุกข์ที่เราว่ามันทุกข์ที่สุด ก็เพราะว่าเรานี่แหละ เพราะเราไม่ปล่อย เพราะเราเก็บ มันก็แทง คิดอยู่นั่น มันก็เท่ากับหยิบมีดมาแทงตัวเองอยู่นั่น ก็ลุกขึ้นมาจัดการชีวิตใหม่หมด ทำใหม่หมด เมื่อก่อนนี้นะคะอุ้ยเป็นคนที่ไม่ดูแลคนรอบข้างเลย คุณแม่ น้องชายอะไรอย่างนี้นะ คืออยู่กันแบบรู้ว่าอยู่ อยู่บ้านเดียวกัน สวัสดีนู่นนี่แล้วก็ไป ไม่เคยนั่งคุย ก็เปลี่ยนตัวเองใหม่หมดเลย เปลี่ยนที่ต้องเปลี่ยนตัวเองนี่แหละไม่ได้หวังให้เขามาเปลี่ยน เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเปลี่ยนค่ะ โลกก็เปลี่ยนเลย ยังปฏิบัติอยู่ถึงทุกวันนี้เลย ปีที่4 ปีที่5แล้วค่ะ”

ตอนที่อยู่อเมริกาเห็นบอกว่าเกือบตายในสนามบิน?

นี่เมื่อ 4-5 ปีที่แล้วนี่เอง ไปงานปาร์ตี้ที่อเมริกา ปกติอุ้ยจะบินไปบินมาอยู่แล้วนะคะ เวลาที่เพื่อนชวน บางทีไปพักผ่อนไปอะไรอย่างนี้ก็จะไปแอลเอ ก็ไปเที่ยวกัน ปรากฎว่ามีพี่ที่นับถืออยู่ชิคาโก จะมีปาร์ตี้วันเกิด ปาร์ตี้ใหญ่มากเลยอุ้ยมา ก็ไปกัน 3 คน มีคุณวิน วีรชัย อีกคนนึง แล้วก็คุณอี๊ด-สุนทรี จวบสมัย ซึ่งเป็นนักร้องสยามกลการเหมือนกัน ก็จะบินจากแอลเอไปชิคาโก ระหว่างนั้นเนี่ยต้องคิดก่อนนะสายการบินที่เป็นสายการบินภายในประเทศ มันใกล้ๆ จากที่เราเอ็กซเรย์กระเป๋าไปจนกระทั่งถึงเกตใกล้มาก เดี๋ยวเรารอเวลาขึ้นเลยทุกคนก็นั่งรอ เราก็บอกว่าเดี๋ยวจะไปห้องน้ำก่อนนะบอกเพื่อน 2 คน บอกวินว่าเธอเฝ้ากระเป๋านะ ฉันกับพี่อี๊ดไปห้องน้ำ ถ้าสมมุติว่าเขาเรียกไปเจอกันเกตเลย เราก็เดินเข้าห้องน้ำกัน 2 คนผู้หญิง ก็อยู่ห้องติดๆกัน ระหว่างนั้นเนี่ย ไม่รู้เรื่องว่าเกิดอะไรขึ้นข้างนอก อุ้ยก็เปิดประตูออกมาจะล้างมือก็เห็นคนวิ่งเข้ามาในห้องน้ำ แล้วทำท่านี้(ทำท่าปิดปากตกใจ) วิ่งสวนเข้ามาเต็มไปหมดเลย แล้วก็มาซ่อนอยู่ใต้อ่างล้างมือ ไม่มีเสียง ไม่มีใครร้องกรี๊ดสักคนเลยนะคะ เราก็ยืนงง เกิดอะไรขึ้น  ไม่มีใครพูดอะไร เราก็งง ก็ยังเปิดน้ำล้างมืออยู่นะ สักพักนึงมีฝรั่ง 2 คนผู้หญิงผู้ชายคู่นึงก็วิ่งเข้ามา ท่านี้เลย(ปิดปากตกใจ)แล้วก็ผลักเรากลับเข้าไปในห้องที่เราเพิ่งออกมา เราก็ถาม เกิดอะไรขึ้น? เขาก็บอกว่ามันมียิงกันข้างนอก เราก็ ห๊า! เท่านั้นแล้วเราก็บอกพี่อี๊ดอย่าออกมานะ เขายิงกันข้างนอก พอสิ้นเสียงที่เราบอกเขายิงกันข้างนอกเสียงปืนข้างหน้าประตูห้องน้ำเลย เสียงดังมาก ดังแบบหูดับตับไหม้ แบบกราดยิง แล้วก็เหมือนยิงสู้กัน เหมือนในหนังเลย เราก็มีความรู้สึกแบบดูหนังเยอะ ถึงตอนนั้นน่ะ มีฝรั่ง 2 คนข้างหน้าใช่ไหม? ผู้ชายอยู่ข้างหน้า แฟนเขาอยู่ตรงกลาง อุ้ยอยู่ข้างในสุดเลย เราก็นึกในใจแล้ว ตายแล้วเราจะมีชีวิตรอดกลับไปไหมเนี่ย เราจะได้กลับบ้านไหม เสียงปืนมันอยู่ข้างหน้าเนี่ย มันต้องกราดยิงแบบในหนัง มันก็ต้องโดนเราแน่ๆลย เราก็ต้องตายตรงนี้หรือเปล่าเนี้ย ตอนนั้นคิดอยู่แค่นี้เลยนะ เอามือเนี่ย จับมือกับพี่อี๊ดข้างล่าง แล้วก็แบบว่าพี่อี๊ดสวดมนต์ค่ะ พี่อี๊ดสวดมนต์ค่ะ พูดกันอยู่แค่นี้ สักพักนึงนะคะ เสียงปืนเงียบ พอเสียงปืนเงียบลงปั๊บ ก็มีเสียงคนวิ่งมา แล้วก็เสียงตะโกน เสียงเหมือนคนตัวใหญ่มาก “มีใครอยู่ไหม?” ออกมาทีละคน ใครจะกล้าออก เสร็จแล้วฝรั่งผู้ชายเนี่ยก็กล้าหาญมาก ค่อยๆถอดกลอนแล้วก็ดู เสร็จแล้วก็หันกับมา บอก ตำรวจๆ พี่ก็ดูหนังมากกว่านั้นอีก พี่ก็บอก ยูรู้ได้ไงว่าตำรวจจริง ตำรวจปลอม ก็นึกในใจแกตอบเขาไปแบบนั้นได้ยังไง ดูหนังเยอะจริงๆ แต่แบบว่า ผู้ชายฝรั่งคนนี้หน่วยกล้าตายมากออกไปก่อน ก็ออกไปก็โดนค้นตัว คราวนี้ทุกคนก็เลยกล้าออกไป ก็บอกทุกคนว่าตำรวจออกมาได้เลย ทุกคนก็ออกไปก็โดนค้นตัวทุกคน แล้วก็โดนสอบสวนนะคะ โดนสอบตั้งแต่ตำรวจแอลเอ เอฟบีไอ เหตุเกิดตอน 9 โมงเช้า พี่อุ้ยถูกปล่อยตัวมาตอน 5 โมงเย็น”

พอหลังจากที่ออกมาแล้ว แล้วก็ถามตำรวจตอนที่ต้องโดนกักตัว เขาก็เล่าให้ฟัง เขาบอกว่าคนที่ทำน่าจะสติไม่ค่อยดี แต่ว่ามันมีความแค้นส่วนตัวกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย มันมาเนี่ยเอากระเป๋าวางกับสายพานเสร็จปั๊บ ก็เอาปืนออกมาจ่อยิงเจ้าหน้าที่เลย แล้วยิงเฉพาะคนที่แต่งเครื่องแบบ”

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ภท.ย้ำจุดยืนพรรคปกป้องสถาบัน-หนุนแก้รธน.ชี้ถึงเวลาต้องหันหน้าคุยกันเพื่อประเทศ
บทความถัดไปเริ่มแล้ว! บิณฑ์ นัดรวมพลเสื้อเหลือง-ชมพู ปกป้องสถาบัน ที่วัดพระแก้ว 1 พ.ย.