บันเทิง 2564 กับ ‘ทางรอด’ ที่พอจะมองเห็น

7.01.21 | 08:35 น.

 

“ประสาพวกเราๆเรียกว่าอ่วมอรทัย” คือถ้อยคำสั้นๆ หากเก็บความได้ชัดนัก จาก จินา โอสถศิลป์ ซึ่งพูดถึงผลที่วงการภาพยนตร์ไทยได้รับจากสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ระบาดในช่วงปีที่ผ่านมา จากนั้นก็หัวเราะเบาๆ ซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้มาจากความปลื้มปริ่ม แต่เป็นเพราะทำใจรับกับสถานการณ์อันหลีกเลี่ยงไม่ได้

จินาซึ่งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จีดีเอช ห้าห้าเก้า จำกัด บอกด้วยว่า ในส่วนของจีดีเอชต้องเรียกว่าโชคดีที่นอกจากงานหนังอันเป็นหลักแล้ว ปี 2563 ที่ผ่านมา ยังตัดสินใจทำซีรี่ย์ ‘ฉลาดเกมส์โกง’ ฉายทางทีวีในไทย และในช่องทางออนไลน์ผ่านแอพ WeTV ที่ “เหมือนพระเจ้าช่วย”

ด้วยพอเกิดโควิดที่ทุกคนต้องเว้นระยะห่าง โรงหนังต้องปิด การถ่ายทำหยุดชะงัก หนัง 2เรื่องที่วางแผนไว้ก็ต้องขยับ อะไรๆจึงไม่เป็นไปตามแผน-ดังหวัง แต่ยังดีที่มีรายได้จากซีรี่ย์มาจุนเจือ

ในส่วนของหนังที่ขยับนั้น จินาบอกว่าหนึ่งคือ ‘Ghost Lab ฉีกกฎทดลองผี’ ที่ว่าด้วยเรื่องการใช้วิทยาศาสตร์ในการทดลอง ว่าหลังความตายเราจะเจออะไร หนังแนวดราม่า ไซไฟ ทริลเลอร์ ที่ประเมินแล้วอาจไม่เหมาะกับภาวการณ์ที่เป็นอยู่

Advertisement

“อาจจะเครียดไปในความรู้สึกคน”

ตอนนี้จึงยังไม่มีกำหนดฉาย

ขณะที่ ‘อ้าย..คนหล่อลวง’ ก็เป็นไปตามความคาดคิด คือ “หนังตลกอาจจะช่วยคลายเครียดได้” ดังนั้นแม้จะเลื่อนการฉายมาเป็นเดือนพฤศจิกายน แต่ก็ยังสามารถทำรายได้ให้พอชื่นใจ

สำหรับปี 2564 ที่มาถึงจินาก็ว่า คงต้องลุ้นกับโควิดต่อไป

“เพราะเราเชื่อว่าถ้าสถานการณ์ดี คอนเทนต์ที่สนุก และสร้างอารมณ์ร่วมกับคนดูได้น่าจะดึงคนกลับมาเข้าโรง”

แต่กระนั้นก็ยอมรับว่าเป็นเรื่องยาก-ยากมาก

“เพราะท่ามกลางการเกิดโควิด ก็มีตัวแปร คือแพลตฟอร์มต่างๆที่เอาคอนเทนต์มาให้ดูถึงบ้าน โดยการบอกรับสมาชิก หรือฟรี ทำให้เกิดการเปลี่ยนพฤติกรรมของคนดู เราเรียกว่าขี้เกียจขึ้นน่ะ เพราะอะไรรู้ไหม เพราะคอนเทนต์ที่มาเป็นคอนเท้นต์ทั่วโลก แล้วมันเจ๋งอ่ะ ไม่ว่าจะเป็นอเมริกัน ไม่ว่าจะเป็นเกาหลี พอเจ๋งปุ๊บก็ทำให้ความรู้สึกของคนดูแบบ เฮ้ย! เราก็มีของดีอยู่ในบ้าน เพราะฉะนั้นหนังของเรายิ่งต้องใช้ปัญญา ใช้ทุกอย่าง ต้องทำให้ดีกว่าเดิม ไม่งั้นคนจะเสียตังค์ออกมาดูยังไง แถมยังเจอการเมืองอีก แต่เราก็ยังไม่ยอมแพ้ ทำเต็มที่ แล้วโปรโมทแบบสุดๆ ให้เขารู้สึกว่าคุณไม่ดูในโรงไม่ได้นะ คือหนังมันต้องดูด้วยกันน่ะ คุณจะดูเดี่ยวๆเหรอ นอนอยู่บ้านแล้วหัวเราะคนเดียวเหรอ ก็เลยตั้งใจและพยายามอยู่”

“เพราะยังไงเราก็เชื่อ ว่าคอนเทนต์ที่ดีมันต้องเอาคนมาให้ได้ ยังยืนยันอยู่ แต่หลายๆอย่างต้องดูนิดนึง ว่าต่อไปหนังแบบดราม่า หนังเครียดๆคนจะออกมาไหม”

“นี่คือเรื่องที่เรายังสงสัยอยู่”

เรื่องของโควิดที่ทำให้เกิดนิว นอร์มอล ทั้งการใช้ชีวิตและการทำงานนั้น จิน่าบอกว่าในอีกทางหนึ่งก็ส่งผลต่อภาพยนตร์

“สมัยหนึ่ง หนังมาพร้อมกับโรง ส่วนละคร ซีรี่ย์ แต่ก่อนก็ฉายในช่องทีวีเท่านั้น แล้ววันหนึ่งก็ไปฉายทางแอพพลิเคชั่น ฉายในช่องทางต่างๆ ซึ่งหนังก็อาจจะมีโอกาสนั้นในอนาคต ถ้าวันหนึ่งภาวภารณ์คนดู พฤติกรรมคนดูปรับเปลี่ยนไป อาจจะไปลงตามแพลตฟอร์ม ซึ่งมันก็จะอยู่ที่คอนเทนต์ Netflix , Line TV หรือ We TV อาจจะเหมาะกับคอนเทนต์บางอย่าง หนังบางอย่างที่เป็นเฉพาะกลุ่ม ทำให้หนังและคอนเทนท์ไปกับคนดู เพราะถ้าทำหนังแล้วไปฉายในที่ที่ไม่ใช่ทาร์เก็ต มันก็ไม่สำเร็จ”

ยกตัวอย่างประกอบเพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนขึ้นว่า “อย่างหนังตลก เรามั่นใจว่าควรจะฉายโรง หรือหนังรัก เวลาฉายจอใหญ่ๆ โห…ดูในมือถือจะได้อรรถรสอะไร”

อีกสิ่งหนึ่งซึ่งจริงแท้ และคนทำหนังอย่างเธอบอกได้อย่างแน่นอน คือ “เมื่อคนดูคือทาร์เก็ตของเรา เราก็ต้องเอาคอนเทนต์ที่ดีของเราไปป้อนในทุกทาร์เก็ตที่เขาอยู่ วันหนึ่งถ้าเขาไม่เข้าโรง แล้วเขาอยู่ไหน เราก็ทำสิ่งนั้นไปให้ แต่คือเราก็ทำหนังอยู่ดี แล้ววันหนึ่งเราอาจจะสเต็ปตัวเอง ไปทำหนังจีนไหม ทำหนังฮอลลีวู้ดไหม ก็คิดอยู่ แต่มันไม่ง่าย”

อย่างไรก็ดีเรื่องยากๆที่ว่านั้น จีดีเอชก็เริ่มไปบ้างแล้วกับการร่วมทุนทำหนังกับเกาหลี

จิน่ายังบอกอีกว่าในภาวะที่กลุ่มคนดูหนังไทยยังเป็นคนอายุ 15-25 ปี ที่จำนวนรวมก็ไม่ได้มากมายนัก ขณะเดียวกัน หนังที่ออกจากโรงเพียง 3-4 เดือนก็มีมาเสิร์ฟให้ดูถึงบ้านผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ นั่นก็ทำให้คนดูเกิดความรู้สึกว่า ‘รอได้’ ยิ่งมาประกอบกับทุกคนมีโทรศัพท์ ซึ่งมีทุกสิ่งอย่างให้ดูอยู่ในมือ ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำจึงเป็นการที่ “เราต้องใช้ปัญญาทำงานให้มากขึ้น ทำงานให้ดีขึ้น ต้องหาสิ่งที่แปลก สิ่งที่ใหม่ บิ๊กไอเดียที่ดึงดูดคนได้ แล้วไปศึกษาพฤติกรรมคนดูที่อยู่ในแพลตฟอร์มต่างๆ แล้วทำงานไปให้เขาดู”

ซึ่ง “เหนื่อยค่ะ เหนื่อยแน่นอน”

“แต่เราก็ยังคงจะทำหนังต่อไป”

สันต์ ศรีแก้วหล่อ

ฝ่าย สันต์ ศรีแก้วหล่อ ผู้กำกับละครชื่อดัง ก็ฝากความหวังไว้กับวัคซีน ที่นอกจากจะช่วยให้ทุกคนปลอดภัย ไร้โรคแล้ว ในแง่การดำเนินชีวิตและการทำธุรกิจก็จะสามารถขับเคลื่อนต่อ

ในส่วนของละครโทรทัศน์ สันต์บอกว่าที่ผ่านมารายได้จากโฆษณาลดน้อยลง ซึ่งก็ส่งผลไปถึงการลงทุนในงานที่่ต้องปรับตัวตาม

“จากที่อยากได้ตัวประกอบ 80 คน ก็เหลือ 60 คนได้ไหม หรืออยากได้รถ แต่วันนี้ไม่มีรถได้ไหม อะไรอย่างนี้”

ขณะเดียวกันจากการที่ทุ่มเททำเพื่อออกอากาศทางทีวี ก็มีการมองๆไปถึงการแพร่ภาพทางแพลตฟอร์มต่างๆในช่องทางออนไลน์เช่นกัน

“แล้วที่แน่นอนคือต้องทำสิ่งที่เขาอยากดู”

“หาให้ชัดเจน ว่าจะนำเสนอไปที่กลุ่มไหน แล้วเขาสนใจเรื่องแนวไหน วิธีการเล่าเรื่องยังไง”

“แล้วก็ทำไปให้ดีที่สุด”

นี่คือทางรอดเดียวที่ทั้งคู่มองเห็นตรงกัน