นิยายรักซาบซึ้งขำกลิ้ง ผู้เขียนจะขำตามไปด้วยไหม

5.01.21 | 06:22 น.

นิยายรักซาบซึ้งขำกลิ้ง ผู้เขียนจะขำตามไปด้วยไหม

อ่านเอาเรื่องกันมาแล้วหลายเล่มหลายสัปดาห์ ในบรรยากาศอึมครึมทั้งฝนฟ้าพายุ และความคิดขัดแย้งหลากหลาย เลยอยากสลับบรรยากาศอึมครึมในสมองนั้นให้เบาบางโปร่งลงด้วยรักของหนุ่มสาวบ้าง
พร้อมกับความคิดติดใจซึ่งมีเนิ่นนานมาแล้วเรื่องหนึ่ง อยากนำมาปรารภด้วย นั่นคือ

เมื่อก่อนอ่านนิยายขำขันเช่นงานของ ป.อินทรปาลิต ชุด สามเกลอ อันโด่งดังข้ามศตวรรษ หรืองานเขียนของนักเขียนอารมณ์ดีหลายนามเช่นเรื่องสั้นน้ำท่วมของ วสิษฐ เดชกุญชร ในนามปากา โก้ บางกอก เมื่อสักสามทศวรรษก่อนโน้น ที่ยังจำได้ว่าอ่านไปหัวเราะท้องคัดท้องแข็งไปขนาดไหน หรือบุร่ำบุราณไปกว่านั้นเช่น ฮิวเมอริสท์ ตลอดจน ฉันจึงมาหาความหงอย ซึ่งฮาพิลึกพิลั่นมันหยด จนเดี๋ยวนี้ยังไม่มีใครเทียบของ ไพบูลย์ วงษ์เทศ เป็นตัวอย่างแล้ว ให้นึกสงสัยว่า

ขณะที่เขียนเรื่องหล่านั้น หรือประโยค ข้อความ สำนวนชวนหัวเหล่านั้น ผู้เขียนเขียนไปหัวเราะขำกับสิ่งที่ตัวเองเขียนไปด้วยหรือเปล่า

เนื่องจากจะเขียนให้ตลกนั้น มีทั้งคิดผูกเรื่องให้ตลก ผูกฉากให้ตลก วางมุขให้ตลก โต้เถียง ขัดคอ ใช้สำนวนย้อนแย้งให้ตลก ซึ่งการผูกเรื่องอาจต้องใช้ความคิดที่ตอนคิดอาจยังไม่ตลก หรือคิดว่าตลกแล้ว แต่พออ่านอีกครั้งกลับไม่ตลก หรือกลายเป็นพยายามตลกไป จนคนเขียนเครียดแทนที่จะตลกไปด้วย เพราะเขียนเท่าไหร่ก็ไม่ตลก

แต่ส่วนข้อความ ประโยค สำนวนนั้น อาจพุ่งพรวดพราดออกมาได้ หากวางเรื่องไว้ดี หรือโดยพื้นนิสัยนักเขียนเรื่องขำขันซึ่งมักอารมณ์ดีอยู่แล้ว จึงประชดประเทียบเปรียบเปรยได้คล่องปาก หากไม่ตั้งใจคิดผูกเรื่องหรือวางมุขจนแป้กไปอย่างที่กล่าวข้างต้น หรือตั้งใจจะให้เรื่องขำอยู่ตลอดเวลา จนอ่านนานไปพอเข้ากลางเรื่อง คนอ่านชักอาจรู้สึกขึ้นได้ว่า นี่ตั้งใจจะให้ขำกันไปถึงไหน หรือจะตั้งใจให้ตลกมากจนเฝือไปแล้วหรือเปล่า

Advertisement

ขณะอ่านเลยไม่ค่อยคิดไปถึงว่า ตอนที่อ่านแล้วหัวเราะอยู่นั้นๆ ผู้เขียนจะเขียนไปขำไปด้วยหรือเปล่า เว้นแต่บางคราวนึกถึงใบหน้ายิ้มๆของวสิษฐ เดชกุญชรบ้าง หรือหน้านิ่งๆยิ้มหน่อยๆของไพบูลย์ วงษ์เทศบ้าง ก็คิดว่า คงขำอยู่ด้วยนั้นแหละ

แต่กับ ป.อินทรปาลิตซึ่งเป็นเจ้าแห่งอมตะนิยายขำขัน พล นิกร กิมหงวน ซึ่งไปติดกับภาพเขียนของ พนม สุวรรณะบุณย์ นักวาดลายเส้นลือนาม ที่เขียนภาพเหมือนนักเขียนโด่งดังร่วมรุ่นไว้มากมาย วาดใบหน้าขรึมๆของนักเขียนส่วนมากไว้ เว้น ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ กับ วิลาศ มณีวัต ที่ฉีกยิ้มเห็นฟัน ก็เลยนึกไม่ค่อยออกว่า ป.(ปรีชา) เขียนไปจะขำไปด้วยหรือเปล่า

อีกอย่าง พล นิกร กิมหงวน มักเป็นการใช้วาทะสำนวนมากวนอารมณ์ขัน ยอกย้อนถ้อยคำ อาจจะเพียงอมยิ้มพอใจว่าน่าจะจี้เส้นผู้อ่านได้ คงไม่ถึงกับเขียนไปขำพรืดๆชอบอกชอบใจตัวเองไปด้วย

ที่ขักแม่น้ำทั้งห้า(ปิง วัง ยม น่าน เจ้าพระยา)มาตามนิสัยไกลถึงปากน้ำตอนนี้ เพื่อปรารภด้วยก็เพราะ
ตอนอ่าน เทพบุตรเดินดิน กับ เทพบุตรมาเฟีย ของนักเขียนจีนแผ่นดินใหญ่ ม่ออู่ แปลโดย เกาเฟย ที่สนุกแทบจะวางไม่ลง รู้สึกขึ้นมาเองทันทีหลายตอนว่า ช่วงนี้ ประโยคนี้ สำนวนนี้ ผู้เขียนเขียนแล้วคงหัวเราะชอบใจหรืออาจจะฮาๆขำออกมาด้วย อย่างขำสิ่งที่เขียนไปนั้นสุดๆ

จะยกตัวอย่างให้ฟังก็คงไม่ได้ เพราะเรื่องตลกหรือสำนวนขำขันเฮฮา ตลอดจนประโยคประชดประเทียดเสียดสี ก็ต้องอาศัยเรื่องราว มีที่มาที่ไป พอพูดคำนั้นๆออกมาถึงจะขำเฮฮาตามมาด้วยได้ ถ้าใช้ศัพท์ที่เริ่มคุ้นกันสมัยนี้ ก็ต้องว่า ยกตัวอย่างโดยไม่มี “บริบท” ประกอบ อาจไม่ได้ผลตามเป้าหมาย จึงมีแต่ต้องไปหาอ่านจึงจะร่วมเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยได้

ที่นำประเด็นนี้เกริ่นมายืดยาวก็เนื่องจาก นิยายรักซึ่งจะนำมาคุยกันดังกล่าวข้างต้น อ่านฉบับแปลไทยแล้วก็รู้สึกเหมือนอ่านนิยายของม่ออู่ คือผู้เขียนเขียนไปคงหัวเราะขำตัวเองไปอยู่แหงๆ

เป็นนิยายจีนที่พากย์อังกฤษว่า อะ เลิฟ โซ บิวตี้ฟูล ซึ่งได้ชื่อไทยว่า นับแต่นั้น… ฉันรักเธอ (2561) แปลโดย พันมัย ที่นักอ่านอ่านแล้วชักชวนกันคึกคักบอกต่อกันให้อ่าน ว่าทั้งหวานทั้งฮาสบายอกสบายใจหายอึมครึมเหมือนปลิดทิ้ง

ผู้เขียนมีชื่อไทยบนปกหนังสือว่า จ้าวกานกาน แต่พอไปค้นเพื่อจะได้รู้จักมากขึ้น กลับปรากฏว่า เกิดข้อถกเถียงถึงการออกเสียงชื่อจีนของผู้เขียน จนแม้แต่เจ้าของชื่อเองยังงงๆว่า ชื่อเธอในภาษาไทยออกเสียงไปเป็นคนละคำได้ไง ในเมื่อแม้แต่สะกดคำอ่านด้วยอักษรโรมัน zhao Qian Qian ก็ยังต้องออกเสียงตามวิธีอ่านว่า จ้าวเฉียนเฉียน

ผู้ขอลิขสิทธิ์แปลอธิบายว่า เอเยนต์ซึ่งเป็นตัวกลางระบุว่า ต้องเป็น “กานกาน” จึงสะกดไปอย่างนั้น ผู้รู้บางคนบอกว่า ตัวเต็มภาษาจีนของคำว่า “เฉียน” ออกเสียงว่า “กาน” ได้ ส่วนบางคนบอกว่า อ่านได้ทั้งสองแบบ เรานักอ่านก็เพียงแต่จำว่า นักเขียนนามนี้ออกเสียงชื่อตัวเองว่าเฉียนเฉียน หรือหากเห็นชื่อนักเขียนสองคำนี้ก็ให้รู้ว่าเป็นคนเดียวกัน เพราะอ่านแล้วคงเป็นแฟนคลับเธอต่อไปได้ง่ายๆ

ผู้เขียนสาวจบการศึกษาวิชาเอกภาษาต่างประเทศจากมหาวิทยาลัยกวางตุ้ง ตรงนี้ก็มีข้อสังเกตสำคัญ(อีกแล้ว)ว่า ระยะหลังที่นิยายจีนแปลไทยประเภทรักโรแมนติคขยายแผงมากขึ้น ซึ่งส่วนมากไม่ว่าจะเป็นนักเขียนจีนไต้หวันหรือจีนแผ่นดินใหญ่ แทบจะทั้งนั้นเป็นนักเรียนอักษรศาสตร์ นักเรียนภาษา หรือพูดให้คลุมก็ต้องว่าล้วนจบมหาวิทยาลัยด้านภาษา ทั้งภาษาจีนและต่างประเทศ และวิชาวรรณคดี จึงนอกจากจะรู้เรื่องผู้อื่นแจ่มแจ้งแล้ว ยังรู้เรื่องของตัวเองกระจ่างอีกด้วย

ดังนั้น นี่จึงเป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง ซึ่งยืนยันว่า จีนเป็นประเทศเดียวในโลกที่เติบโตจากอารยธรรมของตัวเองอย่างสืบเนื่องติดต่อกันมายาวนานจนปัจจุบัน จนถึงราชวงศ์หมิงจึงมีกองเรือของ เจิ้งเหอ (เกิดในช่วงสุโขทัย) หรือที่รู้จักกันในชื่อ ซำปอกง ออกสำรวจโลก และเริ่มมีการติดต่อกับฝรั่งตะวันตก แต่ก็ยังยืนอยู่บนวัฒนธรรมของตนเหนียวแน่นอยู่ดี

ดังนั้น (อีกที) งานเขียนทั้งหลายของนักเขียนจีนถึงปัจจุบัน ก็ยังอ้างความรู้ของตนที่สืบเนื่องติดต่อกันมายาวนานจนเป็นธรรมเนียม “ธรรมดา สามัญ ปกติ” อย่างไม่เปลี่ยนแปร

เช่น ตัวอย่างจากนิยายรักเล่มนี้ ตอนที่พระเอกบอกนางเอกให้จัดการเรื่องส่วนตัวของเธอให้เรียบร้อย ไม่ให้เกิดเรื่อง “มือที่สาม” ขึ้น

“ฉันคิดในใจว่าความรักของเราสองคนหนักแน่นมั่นคงขนาดนี้ แม้แต่คนหน้าตาดีๆอย่างซูรุ่ยหรืออู๋ปั๋วซงยังทำอะไรไม่ได้ แล้วมีหรือที่คนหน้าตาดีแปลกๆอย่างพี่ใหญ่ จะมาทำให้เราแยกกันได้สำเร็จ…”

“หลักการนี้เหมือนกับการที่เทพเสินหนงลองกินสมุนไพรร้อยชนิดแล้วยังไม่เคยถูกพิษตาย แล้วมีหรือที่จะมาตายเพราะสำลักน้ำ เหมือนงูขาวที่พยายามทดแทนคุณของสวี่เซียนด้วยความยากลำบาก จนสำเร็จ ย่อมไม่มีทางถูกคนกวางตุ้งจับไปทำน้ำแกงงูเด็ดขาด และเหมือนกับคู่ของเหลียงซานปั๋วกับจู้อิงไถที่ได้กลายเป็นผีเสื้อโบยบินไปด้วยกันแล้ว ย่อมไม่มีทางถูกจับไปสตัฟฟ์ได้”

“เสินหนง” เมื่อห้าพันปีที่แล้ว นับถือกันว่าเป็นเทพแห่งการกสิกรรม สอนให้คนรู้จักเพาะปลูก ทดลองชิมหรือกินพืชชนิดต่างๆเพื่อจะรู้ว่าชนิดไหนกินได้หรือมีพิษกินไม่ได้ บอกต่อแก่ผู้คน

“นางพญางูขาว” ตำนานพื้นบ้านเมืองหางโจว พบหลักฐานภาพแกะสลักไม้เล่าเรื่องสมัยราชวงศ์หมิง

“เหลียงซานปั๋วกับจู้อิงไถ” ตำนานรักแบบโรเมโอจูเลียตของจีน รู้จักกันจากชื่อ “ตำนานรักผีเสื้อ” หรือจากหนังเรื่อง “ม่านประเพณี” เรื่องเกิดที่เมืองเจ๋อเจียง สมัยตงจิ้นหลังยุคสามก๊กเกือบสองพันปีที่แล้ว

เรื่องราวเหล่านี้ใช้อ้างกันเสมอมา เล่นงิ้วบ้าง ทำเป็นหนังสมัยใหม่บ้าง ไม่เคยลืมเลือนทิ้งขว้างไป ผู้เขียนก็เขียนได้อย่างคล่องมือ และผู้อ่านจีนก็อ่านได้อย่างรู้จักและเข้าใจว่าพูดถึงใคร หรือพูดถึงอะไร

อย่าว่าแต่ผู้อ่านจีนเลย นักอ่านไทยหรือคนไทยนักดูหนังไม่น้อย ก็รู้จักเรื่องทั้งสามตัวอย่างนั้น

แต่เมื่อสมมติเทียบกับไทย เรายุคปัจจุบันไม่เคยเขียนนิยายอ้างพระสมุทรโฆษ หรือนางทมยันตี จนแม้แต่ขุนช้างขุนแผนหรือพระอภัยมณีที่รู้จักกันกว้างขวาง อย่าว่าแต่ก่อนสมัย 2500 นักเขียนยังอ้างสุภาษิตจากพระพุทธศาสนาสม่ำเสมอ แต่เดี๋ยวนี้หาแทบไม่ได้แล้ว นี่จึงยกมาเป็นประเด็น

นอกเหนือจากนี้ ยังมีสำนวนต่างๆอีกมากมาย ไม่ว่านิยายรักหรือนิยายกำลังภายในของจีน ที่อ้างกันเป็นปกติ เช่น ไม่ตั้งใจปลูกดอกไม้ ดอกไม้กลับงอกงาม ไม่ตั้งใจปักหลิว หลิวกลับเติบโตร่มรื่น นี่ยกเพียงตัวอย่างเดียวจากบรรดานับสิบๆตัวอย่างในเล่ม ที่นักอ่านเรื่องจีนมักอ่านพบอยู่เสมอ

แสดงให้เห็นการต่อยอดความรู้และปัญญาของบ้านเมืองที่อารยธรรมเข้มแข็งมายาวนาน ให้สืบเนื่องความคิดต่อกันได้อย่างเป็นเนื้อเดียว แม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนไปอย่างไร แต่หากผู้คนรู้เท่าทัน สิ่งต่างๆหรือเรื่องต่างๆ ประเด็นที่ผู้อื่นเห็นว่าเป็นปัญหา แต่เจ้าของเรื่องอาจไม่เห็นเป็นปัญหาก็ได้

นิยายรักเรื่องนี้ย่อมเล่าเรื่องไม่ได้มาก เพราะคนเขียนสนุกกับการวางบุคลิกตัวพระที่เคร่งขรึม กับตัวนางที่ช่างคิดยอกย้อนจนทั้งเอ๋อทั้งบื้อ กระทั่งชวนให้คิดไปได้ว่า คนเขียนคงเป็นแบบเดียวกันนี้

เรื่องของเด็กสาวที่ตื๊อรักเด็กหนุ่มตั้งแต่ชั้นประถม มัธยม จนมหาวิทยาลัย แล้วเลิกกันไป จู่ๆก็มีเหตุให้กลับมาพบกันอีก ด้วยวิธีการเล่าเรื่องเรื่อยๆในปัจจุบันสลับการย้อนอดีต และเอาครึ่งหลังมาไว้หน้า เอาท่อนหน้าไปไว้หลัง ชวนให้เพลิดเพลินกับสำนวนและการวางฉากอันหวานแหววจนดังระเบิด กลายเป็นหนังชุดให้พระนางหนุ่มหล่อสาวสวยของจีน ๐หูอีเทียน๐ กับ ๐เสิ่นเย่๐ เมื่อสองปีก่อน แสดงสบอารมณ์ผู้ชมให้เป็นที่กล่าวขวัญหนักขึ้นอีก

ลองหาอ่านเก็บความสุขใสๆไว้กับตัวได้ แล้วตามดูซีรีส์ต่อได้อีก.

……………………………………………
พยาธิ เยิรสมุด