สังคมไม่เปลี่ยนได้ไง เมื่อหญิง ชาย เด็ก ดารา นักกีฬา ฯลฯ เปลี่ยนทุกเรื่องไปไกลหมดแล้ว

6.01.21 | 06:46 น.

สังคมไม่เปลี่ยนได้ไง เมื่อหญิง ชาย เด็ก ดารา นักกีฬา ฯลฯ เปลี่ยนทุกเรื่องไปไกลหมดแล้ว

น่าประหลาดและพิลึกอยู่เหมือนกัน ที่มีคนเรียกร้องหรืออยากกำหนดให้คนด้วยกัน สนใจจำเพาะเจาะจงเพียงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เหมือนกับตน ทั้งที่ไม่แน่ว่าตนจะทำสิ่งที่เรียกร้องผู้อื่นให้ทำได้หรือไม่ก็ตาม เพราะคนเกิดมามีสายตาเพื่อมองทุกสิ่งรอบตัว มีหูเพื่อฟังทุกสรรพเสียงรอบตัว และมีปากเพื่อพูดถึงทุกสิ่งรอบตัวได้ เนื่องจากมีสมองซึ่งมีความคิดอ่านที่สามารถแสดงความเห็นเกี่ยวกับทุกสิ่งรอบตัว และยังกระทำตามความคิดอ่านที่มีได้

นั่นคือการเรียนรู้

หากคุณไม่มองสิ่งที่ไม่สนใจ ไม่ฟังเรื่องที่ไม่สนใจ ไม่พูดถึงสิ่งที่ไม่สนใจ และไม่ทำเรื่องที่คุณไม่สนใจ ก็เป็นเรื่องของคุณ ใครจะอยากไปสั่งไปชักจูง หรือไปห้ามไม่ให้คุณทำอย่างนั้นได้ ขณะเดียวกัน ถ้าผมมองทุกสิ่งที่ผมสนใจ ฟังทุกเรื่องที่ผมสนใจ พูดถึงสิ่งถึงเรื่องที่ผมสนใจ และทำเรื่องที่ผมสนใจ ก็ย่อมไม่มีอะไรผิดแปลกไปเช่นเดียวกัน ในเมื่อทั้งคุณและผม ไม่ว่าจะแสดงออกหรือไม่แสดงออกก็ตาม ต่างต้องปฏิบัติตามกฎกติกาที่สังคมวางไว้ เป็นกฎหมาย เป็นรัฐธรรมนูญ

การไม่อยากฟังคนพูดมากเป็นเรื่องหนึ่ง แต่ไม่อยากฟังคนพูดเรื่องที่ตนไม่อยากฟังเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

เช่น บอก “ช่างตัดผม” ว่า ตัดผมไปเหอะ ไม่ต้องชวนคุย หรือคอยพูดเรื่องนั้นเรื่องนี้ให้ฟัง อาจเป็นเพราะว่าคุณเหนื่อยหน่ายจากอะไรมาหรือไม่ก็แล้วแต่ หรือคุณอยากงีบสักหน่อยระหว่างตัดผม จึงไม่อยากให้ช่างชวนคุย

Advertisement

หรือคุณเป็นขาประจำช่างคนนี้มานานพอจะรู้ว่า เขามีเรื่องและมีความเห็นในเรื่องนั้นๆ ไม่สอดคล้องกับความคิดคุณ ที่ระยะนั้นๆ คุณไม่อยากฟัง ก็เลยบอกให้ตัดผมไปเงียบๆ จะได้งีบ

แต่หากจะบอกช่างตัดผมว่า ตั้งใจตัดผมไปอย่างเดียวเถอะ ไม่ต้องสนใจเรื่องดารา เรื่องนักการเมือง เรื่องข้าวของแพงผู้คนลำบากขัดสนได้ไหม จะได้มีสมาธิตัดผมออกมาสวยๆ

อย่างนั้นพูดอย่างตอนแรกดีกว่า ให้เขาตัดผมไปเฉยๆ ผมจะหลับ เพราะคุณไม่สนใจจะคุยหรือไม่อยากจะคุยไม่ว่าเรื่องใดๆ

แต่จะถึงขนาดห้ามไม่ให้เขาสนใจเรื่องโน้นเรื่องนี้นั้น นอกจากจะก้าวล่วงไปในสิทธิส่วนบุคคลของเขาแล้ว ยังไม่เข้าใจองค์ประกอบสำคัญหรือเสน่ห์ของวิชาชีพช่างตัดผมเสียอีกด้วย เนื่องจากช่างตัดผม-แม้จะมิใช่เอนเตอร์เทนเนอร์ หรือผู้ให้ความสำราญเช่นนักร้องนักแสดงนักสัมภาษณ์หรือพิธีกร-แต่ก็ทำหน้าที่อยู่ในปริมณฑลดังกล่าวเช่นกัน

ช่างตัดผมเป็นเพื่อนคุยของลูกค้าสารพัดประเภท ต่อให้คนไม่ช่างพูดก็มักรู้เรื่องข่าวสารหรือเรื่องอื่นใดสารพัดประเภท มากพอที่จะสนทนาระหว่างทำงานให้ลูกค้าสบายใจถูกอกถูกใจ กระทั่งกลายเป็นขาประจำไปได้ตั้งแต่แรก ทศวรรษก่อนๆ นั้น อยากรู้เรื่องอะไร (โดยเฉพาะในละแวกบ้าน) คุยกับช่างตัดผม

เช่น “โฮสเตส” หรือหญิงต้อนรับในสถานบันเทิงของญี่ปุ่น หรือในหลายสังคม ที่งานโดยตรงคือเพื่อนคุยเป็นเบื้องแรก หลังจากนั้นก็แล้วแต่ความพอใจระหว่างสองคน

แต่เพื่อนคุยเหล่านั้น นอกเหนือจากช่วยผ่อนอารมณ์ให้ลูกค้าสบายอกสบายใจขึ้นจากปัญหาสารพันที่รุมสุมมาทั้งวัน จนต้องแวะมาหาพวกเธอแล้ว ต้องสามารถสนทนากับลูกค้าได้ในหลายเรื่องๆ พอจะเอออวยให้ลูกค้าเพลิดเพลินและรู้สึกดีขึ้น เช่นเดียวกับในนิยายจีนกำลังภายในที่กล่าวถึงนางในหอราตรีต่างๆ ที่ขายความบันเทิงไม่ขายตัว ซึ่งรอบรู้เรื่องโคลงกลอน ภาพวาด หมากล้อม ดนตรี พิณ ฯลฯ กระทั่งเรื่องราวหลากหลายในยุทธจักร เพื่อให้ความสำราญกับลูกค้าซึ่งมีความสนใจแตกต่างกันนานา

คงไม่มีใครอยากคุยกับคนที่ไม่สนใจเรื่องอะไรเลย

แต่จะว่าไป คนที่ไม่สนใจเรื่องอะไรก็คงไม่อยากคุยกับใครเหมือนกัน แถมได้ยินเรื่องไม่สบอารมณ์ก็อาจหงุดหงิดอารมณ์เสียขึ้นมาง่ายๆ ได้

ทำไมเรื่องง่ายๆ แบบนี้จึงกลายเป็นเรื่องโลกแตกขึ้นมา

กลายเป็นเรื่องเข้าใจได้ยากขึ้นมา เว้นแต่ผู้ถืออุเบกขาได้มั่น จึงไม่ปรารมภ์ว่าใครจะสนใจหรือไม่สนใจอะไร

“มติชน ออนไลน์” เมื่อวันที่ 24 ธันวาคมที่ผ่านมา รายงานเรื่อง “เมื่อนักกีฬาวัยรุ่นใช้ตัวตนเขย่าสังคมให้เท่าเทียม” โดยกล่าวถึง “มาร์คัส แรชฟอร์ด” นักฟุตบอลของทีม “แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด” ที่เขียนจดหมายถึงรัฐบาลอังกฤษ ขออย่ายกเลิกโครงการอาหารกลางวันแก่เด็กยากจน โดยเฉพาะในช่วงที่ไวรัสโควิด-19 กำลังระบาด จนรัฐบาลต้องทบทวนและตกลงขยายเวลาออกไป ทำให้ได้รับเสียงกล่าวขวัญชื่นชมทั่วประเทศ กระทั่งได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์แห่งจักรวรรดิอังกฤษ (MBE -Member of the Most Exellent Order of the British Empire)

กล่าวถึง “แอนดี้ เมอร์เรย์” นักเทนนิสแกรนด์สแลมและเหรียญทองโอลิมปิกสองสมัย ที่เรียกร้องความเท่าเทียมระหว่างเพศ ระหว่างเชื้อชาติและสีผิว เมอร์เรย์คุยเรื่องเหล่านี้กับแรชฟอร์ด และยกย่องที่เขานำประสบการณ์ยากเข็ญในอดีตมาช่วยเหลือเด็กนับล้านคนได้ “มันมหัศจรรย์มาก”

กล่าวถึง “นาโอมิ โอซากะ” นักเทนนิสลูกครึ่งญี่ปุ่น-เฮติ ที่ถอนตัวจากการแข่งขัน “เวสเทิร์น แอนด์ เซาเทิร์น โอเพ่น” ทั้งที่เข้าถึงรอบรองชนะเลิศแล้ว เพื่อเรียกร้องความเท่าเทียมในกรณี “จอร์จ ฟลอยด์” ชายผิวดำถูกตำรวจกดคอจนหายใจไม่ออกเสียชีวิต

และเมื่อการส่งข่าวสารของเธอสู่สังคมเป็นที่รับรู้ เธอก็ยอมกลับมาแข่งขันตามคำร้องขอของผู้จัดที่เลื่อนวันแข่งขันให้

ประเด็นที่กล่าวถึงนี้ นอกเหนือจากสิ่งซึ่งที่นักกีฬาเหล่านั้นแสดงออกนอกสนามแข่งขันจนได้รับคำยกย่องก็คือ มีคนอีกจำนวนหนึ่งที่บอกให้พวกเขา “มุ่งมั่นกับกีฬาก็พอ!!!” แม้จะเป็นปกติกับแทบทุกเรื่องที่มีคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ทั้งที่เป็นเรื่องดีซึ่งเห็นๆ อยู่ก็ตาม ก็ยังไม่วายมีเสียงบอกว่า เล่นแค่กีฬาไปเถอะ แต่ถึงอย่างนั้น เมอร์เรย์ก็สำทับในที่สุดว่า ปีนี้นักกีฬาอายุน้อยๆ แสดงให้เห็นแล้วว่า พวกเขาไม่จำเป็นต้องมุ่งมั่นแต่กับกีฬาและงานของตัวเองเท่านั้น เพราะพวกเขามีตัวตนในสังคม และสามารถช่วยเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้นได้ เป็นสิ่งที่กีฬาได้ช่วยสังคมในอีกทางหนึ่ง

ส่วนบ้านเราไม่ใช่ไม่มี มีมากมีน้อยก็เห็นกันอยู่แล้ว พล.ต.อ.ประมาณ อดิเรกสาร ครั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในรัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช พ.ศ.2519 ยังเคยบอกกลุ่มนักศึกษาที่เคลื่อนไหวทางการเมือง ให้กลับไปเรียนหนังสือ ส่วน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี ด้วยความปรารถนาดีต่อบรรดาสื่อมวลชนซึ่งกำลังติดตามทำหน้าที่ ก็บอกให้กลับบ้านเถอะลูก

ไม่ว่าเหล่าผู้บริหารราชการบ้านเมืองจะเห็นนักเรียนนักศึกษา หรือแม้แต่นักข่าวที่กำลังทำงาน เป็นลูกเล็กเด็กแดงที่มาสนใจเรื่องซึ่งตนไม่อยากให้สนใจ หรือควรสนใจแต่การศึกษาในโรงเรียน แต่ความจริงของชีวิต ของคน และสังคม เป็นไปไม่ได้เลยที่คนซึ่งมีความคิดอ่านจะหยุดอยู่แค่กรอบจำกัดของห้องเรียน โรงเรียน หรือมหาวิทยาลัย หรือปิดหูปิดตานิ่งอยู่ในห้องเรียน ในเมื่อโลกภายนอกกว้างใหญ่ถึงขนาดนั้น การสื่อสารโทรคมนาคมรวดเร็วออกอย่างนั้น ทั้งนักเรียนนักศึกษาก็ไม่ได้หูหนวกตาบอดกับความเคลื่อนไหวหรือความเป็นไปต่างๆ ของโลก หลังรัฐบาลเผด็จการทหารทศวรรษ 2500 จึงได้เกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ขึ้น

และหลังจากรัฐประหารครั้งต่อๆ มาจนปีนี้ ที่มีไวรัสระบาดกระหน่ำซ้ำเติม ให้สถานการณ์ที่เกี่ยวข้องผูกพันกัน ทรุดหนักลงชัดแจ้ง จึงไม่แปลกที่นักเรียนนักศึกษาจะออกจากห้องเรียนมาชุมนุมเรียกร้องสิ่งควรมีควรเป็นไปตามกระแสอารยธรรมโลกกันอย่างอื้ออึง เพื่ออาศัยหนทางตามระบอบอันควรแก้ไขปัญหาต่างๆ

ไม่เพียงนักเรียนนักศึกษาและประชาชนซึ่งต่างมีวุฒิภาวะของปัญญาชน จะออกมาเรียกร้องความชอบธรรมของระบอบประชาธิปไตย แม้คนในวงการบันเทิงซึ่งปกติจะถูกกีดกันสารพัดมิให้แสดงความคิดเห็นทางการเมือง เนื่องจากเป็นบุคคลสาธารณะซึ่งมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก หากแสดงความเห็นอะไรออกไปก็อาจโน้มน้าวชักจูงผู้คนได้มาก จนพรรคการเมืองมักชวนให้เข้าร่วมเป็นสมาชิกสมาคมอยู่เนืองๆ ขณะเดียวกับที่ย้อนแย้งจนชวนขันคือ นักการเมืองทั้งหลายเอง กลับไม่ต้องการให้ดารานักแสดงเหล่านั้นพูดเรื่องการเมือง

จนนักแสดงส่วนมากที่มิใช่เป็นบรรดาคนซึ่งไม่มีความคิดอ่าน อึดอัดที่ต้องพยายามเซ็นเซอร์ตัวเองเสียก่อนแต่แรก อึดอัดที่ข่าวสารวงการของตนมีแต่เรื่องเตียงหัก รักร้าว ผัวๆ เมียๆ เปลี่ยนคู่ จนหาข่าวสารสร้างสรรค์เป็นคุณแก่วงการแทบไม่ได้

แต่ปีนี้ วันนี้ ต่างออกไป นักร้อง นักแสดง นายแบบ นางแบบ เยาวชน วัยรุ่น หลายนาม รวมถึงนักดนตรีชายหญิง รุ่นใหญ่ รุ่นกลาง รุ่นเล็ก ต่างออกมาแสดงความเห็นสนับสนุนการชุมนุมประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยของนักเรียนนักศึกษา และต่อต้านความรุนแรงจากฝ่ายรัฐบาลกันอย่างชัดเจนเปิดเผย

โดยมีทั้งแม่ยกแห่งชาติกับคนทำกินอีกหลายนาม ช่วยกันเป็นผู้สนับสนุนเสบียงกรังและห้องน้ำ ให้กินง่ายถ่ายสะดวก เป็นกองหลังธรรมชาติที่ล้วนมาด้วยรักน้ำใจนักเรียนนักศึกษา

คนในวงการบันเทิงเหล่านี้รู้ดีแต่แรกว่าจะต้องพบอุปสรรคสำคัญต่อการดำรงชีพและดำเนินชีวิต นั่นคือถูกเพ่งเล็ง ถูกโจมตี เสียดสี ให้ร้าย และถูกบอกเลิกงาน ไม่ว่างานแสดงหรืองานโฆษณาสินค้า เพราะความอ่อนไหวของคนทำกินในวงการซึ่งรู้ดีว่า ยากจะสู้รบปรบมือกับอำนาจรัฐที่ยื่นเข้ามารังควานได้ ซึ่งผู้ถกกระทบถูกยกเลิกงานต่างตอบกลับไปด้วยความเข้าใจ

แม้แต่ “พริตตี้” อีกหลายนามที่ทำงานกับสื่อสาธารณะ ซึ่งออกมาสนับสนุนการเรียกร้องของนักเรียนนักศึกษา ล้วนถูกยกเลิกงานตามกันไปหมด

ยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ รายหนึ่ง ซึ่งนอกจากจะแสดงความเห็นทางการเมืองจนถูกบอกเลิกงานแล้ว ยังแสดงให้เห็นภาพของหญิงทำงานยุคใหม่คนหนึ่ง ที่ดูแลเลี้ยงตัวเองและแม่ได้ เป็นอิสระ เป็นตัวของตัวเอง ไม่ว่าเป้าหมายในชีวิต เรื่องส่วนตัว ความรัก เรื่องเพศ ที่บอกให้สังคมซึ่งยังติดกับภาษิตโบราณหลายสำนวนรู้ว่า วันนี้ อย่างน้อยผู้หญิงคนหนึ่ง ไม่ได้วางสถานะตัวเองเป็นช้างเท้าหลังแล้ว

นั่นคือ “พรรณทิพา “ปุ้มปุ้ย” อรุณวัฒนชัย” ซึ่งข่าวเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมารายงานว่า จากการโพสต์ไอจีสตอรี่ของเธอ เกี่ยวกับการสลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่รัฐ ว่าไม่สนับสนุนการใช้ความรุนแรง ทำให้ผู้จ้างงานเธอไม่เห็นดีด้วย

โดยเธอแสดงบทสนทนาระหว่างเธอกับเจ้าหน้าที่บริษัทดังกล่าวให้เห็น “คุณปุ้ยค้า อยากปรึกษานิดนึง คืออยากจะขอให้ลบสตอรี่ตอนนี้ก่อน และงดโพสต์หรือแชร์เกี่ยวกับการเมืองในช่วงนี้ ไม่อยากให้มีปัญหาจริงๆ ค่ะ พอดีมันเป็นนโยบายบริษัท แต่ถ้าไม่สะดวกจริงๆ ทางเราขอยกเลิกงานนี้ไปก่อน ต้องขอโทษด้วยจริงๆ ค่ะ”

เธอก็ตอบไปว่า “งื้อออ ได้เลยค่าาาไม่ติดดด”

อีกฝ่ายจึงเขียนต่อมาว่า “โอเค งั้นลบให้ก่อนโนะ”

ซึ่งเธอตอบกลับไปว่า “ไม่ใช่ค่า หมายถึงยกเลิกงานไปก่อนได้เลยค่าาา”

ทำให้บรรดาแฟนคลับหลั่งไหลกันเข้าไปกดไลค์ให้ท่วมท้น จากจุดยืนที่แน่วแน่ของเธอ

นอกจากนี้ เธอยังให้สัมภาษณ์ถึงความรักกับสามีนักร้องของเธอ “กวินท์ ดูวาล” ที่ก่อนหน้านี้เธอเป็นฝ่ายเลิกราไปทั้งที่ยังรัก เพราะเห็นว่าฝ่ายชายไม่ทำอะไร นอนตื่นสาย ตื่นมาก็เที่ยว เที่ยวกลับมาก็นอนตื่นสายอีก ใช้ชีวิตไม่มีเป้าหมาย

เธอเป็นคนทำกิน เลี้ยงดูตัวเองมาตลอดจึงทนสภาพเช่นนั้นไม่ได้

จนในที่สุด ฝ่ายชายคิดได้เอง หาจุดสนใจขึ้นมาเรื่องหนึ่ง เริ่มจากลุกขึ้นฟิตตัวสร้างกล้ามเนื้อ ถึงขนาดเข้าประกวด มองอนาคต กระทั่งกลับมาแต่งงานกันได้ในที่สุด เมื่อพฤศจิกายนที่ผ่านมานี้เอง โดยสามีขอบคุณภรรยาที่ช่วยเปลี่ยนชีวิตที่ไม่เหลืออะไรของเขา

พรรณทิพายังให้สัมภาษณ์ทั้งหนังสือพิมพ์และรายการโทรทัศน์ ถึงเรื่องเพศอย่างเปิดเผยพร้อมกับเสียงหัวเราะร่วนทุกครั้ง ไม่ว่าเรื่องคนรักเก่าๆ ที่จากมาเอง เพราะไม่สบอารมณ์เพศ หรือให้รางวัลสามีซึ่งทำดีกับเธอด้วยการสัญญาว่า “จะขึ้นให้” จน “มดดำ-คชาภา ตันเจริญ” ผู้ดำเนินรายการต้องออกปากว่า “อีนี่ น่าตบ”

ในฐานะปัจเจกชนที่เป็นคนคนหนึ่งซึ่งเป็นหญิง เธอมิใช่หญิงที่สังคมรู้จักเมื่อสามสิบปีก่อนย้อนหลังไปอีกแล้ว เธอสนทนาเรื่องเพศอย่างเปิดเผย อย่างน้อยทำให้รายการสนทนาทางโทรทัศน์มีเนื้อหาและรสชาติเพิ่มมิติขึ้นมา เธอมีความคิดอ่านทางการเมือง ก็ทำไมจะไม่มีล่ะ ในเมื่อการเมืองเป็นเรื่องของทุกๆ คน อายุ 18 ปีก็มีสิทธิเลือกตั้งแล้ว พอ 20 ปีก็บรรลุนิติภาวะ ไม่สนใจการเม