‘ยุทธเลิศ’ ดึง ‘แอมมี่’ แสดงนำหนัง 1410 ขอต้านเผด็จการ-ขับเคลื่อน ปชต. ด้วยศิลปะภาพยนตร์

18.01.21 | 18:21 น.

สู้ด้วยศิลปะ! ‘ยุทธเลิศ’ ดึง ‘แอมมี่’ แสดงนำหนัง 1410 มุ่งบันทึกถ่ายทอดเรื่องราวต่อต้านเผด็จการผ่านศิลปะภาพยนตร์ ขอระดมทุน 100 บาทสู่ทุนสร้าง 100 ล้าน เผยกังวลนักแสดงหลักที่ทาบทามไว้ ทั้ง ‘ทราย-ไผ่-มายด์’ ต่างโดนคดี

ผู้กำกับดัง ต้อม ยุทธเลิศ ตั้งโต๊ะแถลงข่าวพร้อม แอมมี่ เดอะบอตทอมบลูส์ นักร้องชื่อดัง ประกาศเดินหน้าสร้างภาพยนตร์ประชาธิปไตย ขอระดมทุนเงิน 100 บาท สู่ทุนสร้าง 100 ล้าน แม้ว่านักแสดงหลักที่ทาบทามไว้ อาทิ ทราย เจริญปุระ, ไผ่ ดาวดิน, มายด์ ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล ต่างโดนคดี 112 กันหมด

โดย ต้อม ยุทธเลิศ ได้เผยว่าโปรเจ็กต์หนังเรื่องนี้มาจากทวิตเตอร์ของน้องคนหนึ่ง ชื่อกานต์ ที่เขาอยากหาโปรเจ็กต์มาระดมทุนช่วยนักแสดงที่ฝั่งประชาธิปไตย แล้วเหมือนโดนบีบออกจากวงการ เขาเลือกนักแสดงอยู่ 4 คน คือ มี แอมมี่ เดอะบอททอม บลู , ทราย เจริญปุระ , มารีญา และ เพชร-กรุณพล แล้วเขาขอให้ยุทธเลิศเป็นผู้กำกับ ผมก็ลองทวีตดูว่าใครสนใจ แต่ตอนที่เขาเลือกมา ยังไม่ติดต่อแอมมี่เลย เพราะว่ามันไม่ใช่ไอเดียของพี่ นักแสดงไม่รู้เรื่องเลยว่าทำไมมีการออกเงิน โดยที่ไม่มีพล็อตอะไรเลย

ปัญหาคือมีคนเอาภาพนี้ไปโพสต์ต่อในเฟซบุ๊ก ในโซเชียล เลยเกิดมีชื่อผม กลายเป็นชื่อบริษัท แต่มารีญาบอกว่ายังไม่มีใครติดต่อ ซึ่งเราก็ไม่ได้ติดต่อใครจริง ๆ เจอแอมมี่ เขาก็ถามว่าเรื่องราวเกิดขึ้นยังไง เลยมีคนกล่าวหาถึงขนาดว่าหลอกลวงประชาชนหรือเปล่า แต่เราก็ไม่ได้แก้ข่าว เพราะการเอานักแสดงกลุ่มนี้มาเล่น ไม่ใช่ไอเดียผม เราก็เพิ่มเริ่มคุยกับแอมมี่ทีหลัง แต่ก็ไม่ได้แถลงข่าวจริง ๆ จัง ๆ เรื่องราวก็ไม่รู้ เหมือนโยนหินถามทาง

“นี่ไม่ใช่การทำหนัง แต่เรากำลังจะต่อสู้กับอำนาจอีกอำนาจนึง โดยใช้ภาพยนตร์ จะช่วยให้กลุ่มคนที่มีความคิดแบบประชาธิปไตยมาใช้ศิลปะของสื่อภาพยนตร์ ขยายออกไปได้ไกลแล้วส่งพลังอีกแบบนึง เชื่อว่าในเรื่องของภาพยนตร์จะช่วยให้การขับเคลื่อนความคิด หรือ การเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง ในฐานะคนทำหนัง เชื่อว่าภาพยนตร์มีความทรงพลังของมัน และไม่ได้ใช้ความรุนแรง ไม่ได้ใช้คนมากมาย”

Advertisement

“ตอนนี้สิ่งที่เราต้องการคือเงินในการทำหนัง เงินที่เราต้องการ คือ คนละ 100 บาท จากคน 1 ล้านคน โดยศักยภาพของผม เดินไปขอเงินคน 100 บาท บอกว่าจะทำหนัง 100 ล้าน เชื่อว่าเขาให้โดยไม่ต้องบอกเรื่องอะไรเลย แต่เขาจะสงสัยว่าทำได้จริงเหรอ ตรงนั้นไม่ใช่เรื่องกังวล แต่เป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลา การพูดแบบนี้ล้านครั้ง มันเทคไทม์ แต่การกังวลเป็นข้ออ้างที่จะทำให้เราไม่ได้ทำอะไรสักที เราไม่รู้หรอกว่าจะชนะไม่ชนะ ภาพยนตร์จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ไหม เราด่ารัฐบาลจนหมดคำจะด่าแล้ว ลองเปลี่ยนมาทำอย่างอื่นบ้างไหม อาจจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้บ้างก็แล้ว ภาพยนตร์เป็นสิ่งหนึ่งที่เราเลือกที่จะเลิกทำในสิ่งนั้น”

ยุทธเลิศ ยังได้กล่าวต่ออีกว่า “ความตั้งใจของผม ไม่ได้ตั้งใจทำให้หนังเพื่อโค่นล้มเผด็จการ เปลี่ยนแปลงอะไรดังกล่าว สิ่งหนึ่งที่บ้านเมืองเราต้องการ คือความเข้าใจในกันและกันทั้งฝั่งโน้นและฝั่งเรา ความเห็นอกเห็นใจ เพราะสุดท้ายถ้าเราฆ่ากันฉิบหาย เราก็ต้องอยู่ด้วยกันอยู่ดี ถึงเราไม่ได้อยู่ด้วยกัน ญาติพี่น้องเราก็ต้องโคกันอยู่ดี อาจจะเป็นตัวเลือกนึง เพราะวันนี้แต่ฝั่ง ไม่ว่าฝั่งรัฐ ฝั่งต่อต้านรัฐมองไม่เห็นอนาคตตัวเอง ไม่รู้จะจบยังไง ที่หนังพูดถึงอนาคตคือหนังขีดอนาคตที่ควรจะจบอย่างนี้ นั่นอาจจะมองเห็นอะไรได้บ้าง”

“การแถลงข่าวในวันนี้ คือการยืนยันว่าจะทำหนังเรื่องนี้ต่อไปอย่างเป็นทางการ และเราจะเดินต่อด้วยการหาคน 1 ล้านคน ไม่ได้หาเงิน 100 ล้าน การที่ผมหาคนได้ 1 ล้านคน อาจจะได้ 4,000 ล้านก็ได้ใครจะไปรู้ แต่ตัวเลขไม่ได้เป็นประเด็น ผมต้องการคน 1 ล้านคนที่ต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ด้วยสันติภาพ ให้กลับมาสู่ในสิ่งที่เราเรียกว่าเมืองไทยเมืองพุทธ สยามเมืองยิ้ม ต้องการคน 1 ล้านคน ให้ทำแบบนั้นให้ได้ เราเสียเวลากับการทะเลาะกัน เราเสียเวลากับความขัดแย้งกัน ขัดคอกัน ทิ่มแทงกันแบบนี้มานานมากแล้ว”

ในส่วนของนักแสดงหลายคนที่วางตัวไว้ต่างก็โดน ม.112 ไปเกือบหมดแล้วนั้น ผู้กำกับดังก็แจงว่า

“อันนี้คือข้อกังวลใจ นักแสดงที่เราทาบทามโดนมาตรา 112 ไปเกือบหมดแล้ว เหลือแอมมี่คนเดียวที่มานั่งตรงนี้ ถามว่ากังวลไหม กังวล เราไม่แน่ใจว่าการทำหนังเรื่องนี้ มันจะเป็นพิษหรือเป็นภัยต่อความมั่นคงหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ว่าเราถึงต้องพยายามรีบทำหนังให้สำเร็จ เพื่อให้เขาได้ดูและรู้ว่าไม่ได้เป็นแบบนั้น”

“แต่ว่าการเปลี่ยนแปลงเรื่องนักแสดงมีเรื่อยๆอยู่แล้ว ตัวยืนมีเรื่อยๆ พี่ไม่รู้ว่าจะเกิดไรขึ้นก็คือพี่จะไม่ได้พูดถึงเรื่องว่าใครจะแสดงใครเป็นอะไรมันไกลเกินไปเพราะว่าไร บทผมยังไม่มีเลย วันนี้เราพูดถึงคอนเซ็ปต์ก่อน ถ้าเกิดไปติดต่อนักแสดงคนนี้เขาบอกขอห้าแสน ผมจะติดต่อเขาได้ยังไง ผมไม่มีเงินวันนี้เรากำลังพูดถึงทุนก่อน”

ทางด้านแอมมี่ก็ได้เผยว่า “เขาถามว่าผมจะอยู่ถ่ายให้พี่ได้ไหม(หัวเราะ) ผมขออธิบายนิดนึงเพื่อความเข้าใจมากขึ้น ตั้งแต่มีเหตุการณ์ในโปรเจ็กต์มีส่วนที่เราหยิบข้อได้เปรียบ ในสิ่งที่ผมเห็นคือการทวงคืนทางด้านวัฒนธรรม การต่อสู้ทางวัฒนธรรมในรูปแบบของผู้ชุมนุมเอง ยังขาดความแข็งแรง ณ ตรงนี้ การขับเคลื่อนด้วยศิลปวัฒนธรรม มีอิทธิพลและทรงพลังมาก ผมเลยไม่อยากจะทิ้งไอเดียอะไรก็ตาม ที่มีส่วนประกอบของสิ่งที่เรียกว่า “ทฤษฎีก้อนหินก้อนเดียวเปลี่ยนโลก” การที่ผมไม่มีคำถามใด ๆ เลยกับผู้กำกับคนนี้ ว่าเขาจะทำอะไรหรือพล็อตเรื่องจะเป็นยังไง แต่เราคุยกันเหมือนมุมของพี่ชายน้องชายมากกว่า”

“ผมไปตอบแทนทุกคนไม่ได้ว่าพล็อตเรื่องจะเป็นยังไง หรือดำเนินต่อไปยังไง ผมคิดว่าตัวกำหนดหนังเรื่องนี้ อาจจะเป็นเรื่องของอนาคตประเทศนี้ก็เป็นได้ แต่ถามว่า 100 บาทขอบคุณเหมือนกับอะไร ผมเคยมางานนิทรรศการที่นี่ มีศิลปินคนหนึ่งเขาโชว์เฟรมเปล่าแล้วแค่เซ็นชื่อลงไป ผมคิดว่าอันนี้คือคอนเซ็ปต์ที่น่าจะใกล้เคียงกับสิ่งที่พี่ต้อมต้องการ มันยังอยู่ในพื้นฐานของเจตนาที่ดี ที่ใครจะไปคิดว่าหนังเรื่องนี้อาจจะเป็นตัวเปลี่ยนอนาคตของประเทศไทยก็ได้ ผมก็ยินดีที่จะลงทุน โดยการเอาตัวเองออกมาการันตี เพราะผมคือคนที่ซื้อเฟรมว่างเปล่านั้น ที่มีศิลปินถ้าเป็นชื่อคุณเฟรมนั้นชื่อยุทธเลิศ ศรีประภาครับ”

ในการระดมทุนถ้าเกิดคนสนใจ ยุทธเลิศ กล่าวว่า เดี๋ยวเราจะมีช่องทางจะมีออกแค่น่าจะช่องสองช่อง โดยตนจะใช้วิธีการไปต่างจังหวัดแล้วคุยแบบนี้ขอเงินอย่างงี้มากกว่า ในระหว่างที่เดินบทไปด้วยแต่การนั้นคืออะไรรู้ไหม ได้รู้จักคนที่มีหัวใจประชาธิปไตยแล้วรักความถูกต้องเนี่ยเราสามารถหาได้ล้านคนหรือเปล่า เพราะเราต้องการเขาจริงๆตอนนี้ที่รู้เลยแสนสองแสนมันอาจจะเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ แต่เชื่อว่าตัวเลขล้าน น่าจะเปลี่ยนอะไรได้

“อันนี้เขาเรียกว่า เปิดหน้าชนกับยุทธการไอโอของรัฐบาล รัฐบาลใช้งบประมาณกับไอโอ เป็นพันๆล้าน ผมกำลังขอกำลังจากพี่น้องคนล่ะ 100 บาท เพื่อสู้กับพวกนั้น แต่เราคิดว่าเราสู้ได้ เพราะว่าเผด็จการ ไม่ได้ชนะเราด้วยความฉลาด แม่งใช้ความเลว ความฉลาดของเราจะหลบเลี่ยงความเลวนั้นได้ ผมเชื่ออย่างนั้น แล้วเราจะชนะ แต่ไม่ได้หมายความว่าผมฉลาดนะ ผมหมายถึงว่าวิธีชน การสู้ด้วยเรื่องของศิลปะ การใช้ความนุ่มลึก การใช้ศิลปะเป็นสิ่งที่เผด็จการไม่มี”

แอมมี่ กล่าวต่อว่า “แค่ทรัพยากรเราก็สู้ไม่ได้แล้ว ถ้าพูดถึงม็อบก็ไม่ใช่ม็อบจัดตั้ง การเรี่ยไร ถ้าพูดถึงคนที่จะออกมากล้าเลี่ยรายช่วยม็อบมันต้องกระแสทั้งบวกทั้งลบ ผมเลยคิดว่าราเลยจุดนั้นมาแล้ว ผมไม่อย่างให้ขบวนนี้ต้องเปอะเปื้อนไปเพราะเสียงนินทา เราอยากเห็นรูปธรรมที่มันเกิดขึ้น แล้วผมยังเชื่อทุกโอกาส อย่างที่บอกไปแล้วไม่ว่าจะเป็นการขับเคลื่อนด้วยภาพยนตร์หนัง หรือเพลง มันต้องทรงพลังมากกว่า มันคือความตั้งใจดี ขอให้เราชนะด้วยความดี”

ต้อม “เขาเรียกการต่อสู้ด้วยความสมัครใจ เผด็จการใช้วิธีการบังคับให้เราสมัครใจ ให้เรารัก ให้เราเคารพ แต่สิ่งที่เราทำคือความสมัครใจ ผมเชื่อว่าการสมัครใจ และเชื่อใจมันทรงพลังมากๆ คนคนเดียวมันทำไม่ได้ แต่ถ้ามีคนทะลึงทำแบบผมอีกสัก 20-30 คน หรือ 100 คน อันนี้เป็นเรื่อง

“บรรยากาศวันนี้ผมต้องการให้เห็นคอนเซ็ปต์ก่อน คอนเซ็ปต์ของหนังเรื่องนี้ก็คือ บันทึกอดีตอันเลวร้าย ถ่ายทอดปัจจุบันอันเสื่อมทราม เพื่อต่อต้านเผด็จการโสมมในโลกอนาคต นี่คือธีมของหนัง”

“การทำหนังคือ ผมยอมแพ้ว่าสู้ทางกฎหมายไม่ได้ สู้ด้วยปืนไม่ได้ สู้ด้วยกำลังไม่ได้ ผมขอสู้ด้วยศิลปะแล้วกัน เพราะว่าสิ่งที่คุณทำไม่ว่าจะเป็นการยัดข้อหาโน้นนี่นั้น ตามโน้นนี้ เรายอมแพ้ แต่คิดว่าหนังเราพอสู้ได้ เลยเอาสักหน่อย”

“วันนี้ไม่เป็นกังวลเพราะว่านี้คือวิธีที่สันติและเซฟที่สุดสำหรับทุกคน”

ทั้งนี้ สำหรับ นิทรรศการภาพยนตร์ 1410 Movie Exhibition เปิดให้เข้าชมวันที่ 18 – 27 มกราคม 2564 เวลา 11.00-20.00 น. โดยเป็นส่วนหนึ่งของภาพยนตร์ 1410 ภาพยนตร์แนวไซไฟ-ทริลเลอร์ ที่กล่าวถึงเรื่องราวของกลุ่มคนหนุ่มสาว ในยุคที่พวกเขาต้องลุกขึ้นสู้กับอำนาจอยุติธรรมเผด็จการด้วยมือเปล่า ซึ่งเรื่องราวจะถูกบอกเล่าผ่าน 5 ตัวละครหลัก 5 เส้นเรื่อง