‘บังเกิดเกล้า’ ในมุมนักจิตวิทยาเด็ก เรื่องที่ไม่สายเกินจะแก้ไข

30.01.21 | 07:58 น.

 

ละครเรื่อง ”บังเกิดเกล้า’ ออกอากาศมาจนถึงโค้งสุดท้ายแล้ว โดยตลอดระยะเวลานั้นมีหลายเสียงที่ชมละครเรื่องนี้ผ่านอมรินทร์ทีวี ช่อง 34 แล้วพูดถึงเรื่องที่ละครนำเสนอ ล่าสุด เบญจรัตน์ จงจำรัสพันธ์ นักจิตวิทยาเด็ก ก็ได้พูดถึงละครเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน

โดยในมุมมองของเธอนั้น ละครเรื่องนี้ “สะท้อนพฤติกรรมการเลี้ยงลูกที่ผิดวิธี และพอเลี้ยงลูกผิดวิธี มันก็จะส่งผลให้เด็กเกิดปัญหา ไม่ว่าจะปัญหากับตนเอง หรือว่าปัญหาต่อสังคม”

“ละครเรื่องนี้แบ่งกรุ๊ปออกมาแล้ว จะสะท้อนพฤติกรรมการเลี้ยงดูลูกอยู่ 3 เรื่อง เรื่องแรก สะท้อนการเลี้ยงลูกที่บอกว่าลูกฉันต้องถูกเสมอ จากตัวละครคุณชัชรินทร์ ถ้าดูในละครจะเห็นชัดเลยว่า คุณแม่ที่เป็นเจ้าของโรงน้ำปลา มีประโยคที่เขาคุยกับสุขสม ที่บอกว่าถ้าเธอทำอะไรลูกฉันแม้กระทั่งปลายเล็บ เธอจะต้องมีปัญหา หรือประโยคที่บอกว่าลูกไม่ผิด ลูกคนอื่นจะผิดหมด ซึ่งมันเป็นสิ่งที่แย่”

Advertisement

 

“เพราะตามหลักพัฒนาการด้านจริยธรรม เด็กต้องมีการเรียนรู้ว่าอะไรถูก อะไรผิด เวลาโตขึ้นมา เขาก็จะสามารถแยกแยะได้ ว่าสิ่งนี้คือสิ่งที่ถูก สิ่งนี้คือสิ่งที่ผิด ตัวละครคุณชัชแยกไม่ถูก ว่าฉันกำลังทำผิดอยู่ อย่างเช่นไปเที่ยวสาว ไม่ดูแลลูก ไปเปย์สาว จะช็อกมากที่ฉากหนึ่ง คนที่ไม่เข้าใจจิตวิทยาจะรู้สึกว่าทำไมคุณชัชถึงกล้าพูดกับภรรยาตัวเองว่า นี่คือความผิดเธอ ไม่ใช่ความผิดฉัน เพราะเธอไม่มาดูแล ฉันก็เลยหนีไปเที่ยว สิ่งนี้คือสิ่งที่บอกว่าคุณชัชคือผู้ใหญ่ที่แยกไม่ได้ ว่าอันไหนถูก อันไหนผิด”

“ถามว่ามาจากไหน ก็มาจากการเลี้ยงดูของพ่อแม่ที่ไม่เคยสอนให้ลูกรู้ ว่าอันนี้คือสิ่งที่ถูกนะ ชื่นชม ให้ทำต่อ อันนี้คือสิ่งที่ผิด ห้ามทำ ทำไม่ได้ และต้องแก้ไข”

“ส่วนข้อที่สอง ละครเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่าการเลี้ยงดูลูกในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม ยกตัวอย่างว่า น้องจิ๊บ กับหนูจ๋า อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ได้รับความใส่ใจ แต่ได้ความรัก อันนี้เห็นชัดได้จากคุณแม่ คุณสุขสมทำงานหนักมาก แต่เขารู้สึกว่าการทำงานหนักมากคือความรัก เขาอยากจะเอาความรักตรงนี้ให้กับลูก แต่เด็กไม่ได้ต้องการสิ่งนั้น เด็กต้องการแค่พ่อแม่มีเวลาและใส่ใจ เราจะเห็นจากฉากหนึ่งเลยที่น้องๆ เห็นคุณแม่กลับมาจากงานศพ ก็วิ่งไปกอด แต่คุณแม่บอกว่าอย่ามากอด แม่เพิ่งกลับมา คุณแม่สกปรก คือคุณแม่ไม่ได้แสดงความรักในสิ่งที่คุณลูกอยากได้ หรือหนูจ๋าอยากให้คุณแม่เล่านิทาน แต่คุณแม่ไม่เล่า ให้พี่เลี้ยงเป็นคนเล่าแทน สิ่งเหล่านี้ก็จะเห็นเลยว่าเขาได้รับความรัก แต่ไม่ได้รับความใส่ใจ เลยทำให้เขาพยายามอ้อน พออ้อน กลายเป็นว่าแม่ก็ทะเลาะกับลูก ก็จะเป็นปัญหาที่ลูกพยายามเรียกร้องความสนใจ”

 

“อีกอันที่จะพูดถึงคือสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม คุณชัชและคุณสุขสม เวลามีปัญหาก็จะทะเลาะกันบ้านแตก ด่ากันแรง ทำลายข้าวของอีก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ตามหลักจิตวิทยาเราจะเรียกว่าเขาไม่ได้เป็นโมเดล หรือเป็นต้นแบบที่ดีให้กับลูก เพราะเด็กจะเรียนรู้ประสบการณ์ต่างๆ จากผู้ใหญ่ คนรอบข้าง คุณชัชเวลาไม่พอใจภรรยาจะด่าเลย เด็กก็จะเรียนรู้ว่าเวลาที่ฉันมีอะไรไม่พอใจ ฉันก็จะด่า ถ้าฉันไม่พอใจฉันก็จะทำร้ายร่างกาย ซึ่งมันก็ออกมาจากตัวละครลูกชายคนโตที่จะมีฉากไม่พอใจน้องสาว ก็คือตีเลย”

“ส่วนอีกข้อหนึ่งที่เห็น คือเรื่องที่พ่อแม่ไม่ได้ไขข้อข้องใจของลูก อันนี้เห็นได้จากตัวละครคุณสุขสม คุณสุขสมมักจะพูดกับแม่ตัวเองเสมอว่าแม่รักหนูกับน้องไม่เท่ากัน เพราะว่าน้องสวยกว่า แม่ถึงรักน้องมากกว่า อันนี้คือความคับข้องใจที่เขามี คือสิ่งที่เขาคิดว่าเขาไม่ได้รับ และสิ่งที่เขาต้องการคือเขาอยากให้แม่เคลียร์ปมในใจนี้ เราก็จะเห็นว่าแม่ก็พยายามทำ แต่ว่ามันก็ยังไม่ออกมา”

“เรารู้สึกว่าเวลาที่ลูกคับข้องใจ เขาจะพูดย้ำๆ ซ้ำๆ ฉะนั้นการที่เราเป็นพ่อแม่ เราต้องรู้แล้วว่ามันคือปัญหานะ”

เธอยังพูดถึงละครที่จะออกอากาศตอนอวสานในคืนนี้ (30 มกราคม) และมีให้ชมย้อนหลังได้ที่ www.amarintv.com ว่า “ละครเรื่องนี้เป็นสิ่งที่สามารถบอกพ่อและแม่ได้เลย ว่าเวลาที่เด็กทำผิด ไม่ใช่การทำลายจิตใจลูก แต่มันคือหน้าที่ของเราที่ควรสอนเขา ว่าอะไรถูกคือถูก อะไรผิดคือผิด อันนี้เป็นสิ่งสำคัญของละครเรื่องนี้ที่ช่วยสะท้อนและกระตุ้น ให้เห็นว่าเราต้องปฏิบัติหน้าที่ของการเป็นพ่อแม่ที่ดี ใส่ใจลูก และไม่ให้ลูกรู้สึกมีความคับข้องใจ”

“และสอนลูกให้รู้จักถูกผิด”