ป้อง ณวัฒน์ กุลรัตนรักษ์ พูดไปก็เอามือลูบผมทรงใหม่ที่ตัดเสียสั้นจนดูแปลกตาไป ก่อนเล่าเหตุแห่งการเปลี่ยนลุคครั้งนี้ ว่ามาจาก 2 เหตุผล หนึ่งคือ เพื่อรับบทเป็น ‘ขุนแผน’ ในละครเรื่อง ‘วันทอง’ ของช่องวัน 31 กับอีกอย่างคือ เบื่อผมทรงมหาดไทย ไม่อยากมานั่งฉีดสเปรย์ รอเซ็ทให้เข้าที่ เหมือนทุกๆครั้งเวลาแสดงละครพีเรียด ย้อนยุค
“เลยคุยกับพี่สันต์ (สันต์ ศรีแก้วหล่อ ผู้กำกับ) ว่าเอาทรงคีนู (คีอานู รีฟส์) เรื่อง Speed ไหม ปรึกษากันว่าขุนแผนในบทประพันธ์เขาบวชเรียนอยู่แล้ว คงไม่แปลกที่จะโกนหัวบ่อย แล้วผมก็ว่าเราเล่าในแบบใหม่ ก็ไม่เป็นไร”
“พี่สันต์เลยพูดคำนึง ถ้าคิดว่ารอด ก็เอา” คือข้อสรุปที่เจ้าตัวเล่าพลางหัวเราะ
ในส่วนของละคร ป้องบอกว่าที่ผ่านมา เราๆจะมีภาพจำว่า ‘วันทอง’ เป็นคนสองใจ ‘ขุนแผน’ ก็แสนเจ้าชู้ ฝั่ง ‘ขุนช้าง’ แม้จะรักเดียวใจเดียว แต่เขาก็ไม่ได้ทำตัวดีกับคนอื่นๆแม้แต่น้อย ละครเรื่องนี้จึงจะชักชวนให้ไปร่วมค้นหาว่า ภาพจำที่ว่าเท็จ-จริง อย่างไร?

กับบทที่เขาได้รับ ป้องบอกว่าเขานับคือคนเขียนบทมาก ชนิดถึงขั้นใช้คำว่า “ถ้าใครได้อ่าน ต้องอยากกราบ”
เพราะจากการตีความใหม่ ทำให้ขุนแผนเวอร์ชั่นนี้เปลี่ยนไป
“เขาหาเหตุผลให้ขุนแผนเจ้าชู้น้อยที่สุด คือบทประพันธ์เราแก้ไม่ได้อยู่แล้ว แต่คราวนี้เมียแต่ละคนมีที่มาที่ไป สมเหตุสมผล แล้วก็เข้าถึงประเพณี วัฒนธรรมของคนโบราณจริงๆ อย่างไปรบทางเหนือ ชนะมา เขาก็มอบให้ ซึ่งบางทีอาจจะไม่อยากได้ แต่ก็ต้องเอา เพราะไม่งั้นก็จะเสียมารยาท”
ด้วยเหตุตอนที่เล่น เขาจึงต้องเซ็ทความคิดใหม่ “ว่าการมีเมียเยอะตอนนู้นเป็นเรื่องดี เรื่องเจ๋ง คุณต้องมีอำนาจ บารมี มีเงินทอง ถึงจะมีได้”
ดังนั้นการที่วันทองเรียกร้องการใช้ชีวิตแบบผัวเดียว เมียเดียว จึงเป็นสิ่งที่ขุนแผนไม่เข้าใจ
ทั้งนี้พระเอกคนดังยังบอกด้วยว่า ที่ผ่านมาเขาเคยมีความคิดจะงดรับบทชายผู้มีภรรยาหลายคน คุยกับ
ป้อน นิพนธ์ ผิวเณร ผู้อำนวยการสายงานการผลิตละคร บริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ ไว้แล้วด้วยซ้ำว่าเบื่อ “แต่พอพี่เขาเล่าโปรเจ็คต์นี้ แล้วบอกเล่นไหม มาเล่นเลย ไหนๆมาเส้นนี้แล้ว ต้องไปให้สุดทาง ใหม่ (ดาวิกา โฮร์เน่) มาเป็นวันทองนะเว้ย พี่คริต (ชาคริต แย้มนาม) มาเป็นขุนช้าง ซึ่งเราก็ต้องเล่นอยู่แล้ว”
“มันแจ๋วมาก”

ในด้านของชีวิต ป้องซึ่งอายุ 43 ในปีนี้ บอกว่าแม้ความคิดและการใช้ชีวิตของเขาจะเปลี่ยนแปลงไปบ้าง หากสิ่งหนึ่งที่ยังเหมือนเดิมคือ ยังโสดสนิท
อย่างไรก็ดีไม่คิดกังวล
“ให้มันเป็นธรรมชาติแหละ อย่าไปเครียดว่าต้องมี ต้องเอาแล้วเว้ย ผมไม่ชอบทรงนี้ ถ้าเจอ ต้องเจอเอง ไม่ใช่เฮ้ย! หาให้หน่อย หรือแก่แล้ว ต้องแต่งแล้ว”
“ใครเป็นคนกำหนด ก็ไม่มี”
“เอาความสบายใจเป็นที่ตั้งดีกว่า ชอบ อยู่ห่างกันแล้วคิดถึง อยากอยู่กับคนนี้”
“ถ้าเป็นอย่างนั้น ค่อยว่ากัน”
เปิดใจเล่าอีกว่า ในช่วงสมัยที่อายุยังไม่เยอะ แน่นนอนว่าก็ต้องเคยคบใครมาบ้าง
“แต่ก็แรดไง ก็ยังไม่หยุด ยังนู่น นั่น นี่ พอตอนนี้แบบถ้ามีก็คงดี น่าคิดเนอะ น่าพิจารณา อ้าว,ไม่เห็นมีเลย” บอกแล้วก็หัวเราะอีก
คนที่ ‘ยังไม่มี’ คาดการณ์ด้วยว่า ถ้าหากนะ ถ้าหากว่าเกิดมีขึ้นมา เขาคิดตัวเองน่าจะนิ่งขึ้น
“นิ่งอยู่แล้วละด้วยวัย เมื่อก่อนอยู่บ้านแล้วมันร้อนใช่ไหม ต้องออกไปกินเหล้า เดี๋ยวนี้อยู่บ้าน เปิดแอร์นอนดู Netflix ก็สบายเนอะ”
แต่ที่พูด ไม่ได้หมายความว่า ตอนนี้เปลี่ยนแนวเป็นอยู่โยงเฝ้าบ้านไม่ไปไหน
“คือไม่ได้หยุดนะ แต่น้อย ไม่ได้ไปพร่ำเพรื่อ งานนี้เพื่อนเยอะ ไปดีกว่า สนุก แต่ถ้างานไหนไปดูหญิง ก็ไม่ไป ขี้เกียจแล้ว”
ณ วันที่อยู่ในวัยนี้ ป้องบอกว่า เขารู้สึกเหมือนตัวเองเข้าใจโลก และเรื่องราวต่างๆมากขึ้น
“ก็มองว่าอะไรมันก็ไม่จีรังยั่งยืน”
ดูง่ายๆผ่านภาพถ่ายที่ออกมาก็ได้-เขายกตัวอย่าง
“เมื่อก่อนถ่ายมุมไหนก็หล่อ เดี๋ยวนี้เหี่ยวหมดแล้ว ซึ่งก็เป็นเรื่องของธรรมชาติ ที่ก็ต้องแก่”
เช่นเดียวกับเรื่องชื่อเสียงและความโด่งดัง ที่ไม่ว่าใคร “ก็ต้องร่วงกันทุกคน”
“ชีวิตก็ไม่มีอะไรยั่งยืนนะ ใช่ไหม?”
“เดี๋ยวก็ต้องล้มหายตายจากกันไป”
ดังนั้นก็ต้องพยายามเข้าใจ เรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นหรือเข้ามากระทบ
“อย่าไปซีเรียสกับมันมาก”
ป้องผู้เข้าใจโลก (มากขึ้น) สรุป


