นานๆ ฮิวโก้ – จุลจักร จักรพงษ์ จะมีผลงานออกมาให้ได้ชมกันสักครั้ง และทุกคราวก็มักจะได้รับความสนใจจากแฟนานุแฟนเสมอ โดยล่าสุดที่จะได้เห็นเขาก็คือภาพยนตร์ ‘Deadstock รัก ปี ลึก’ ที่กำลังเข้าฉาย ซึ่งรับเล่นเป็นนักดนตรี
งานที่เขาบอกว่าเป็นการมาร่วมแสดงนิดๆ หน่อยๆ กับเพื่อนพ้อง ด้วยความต้องการอยากสนับสนุนคนทำ ที่อยากสร้างงานที่พาออกจากกระแสหลัก
“ผมว่าคนไทยน่าจะชอบอะไรแบบนี้เยอะ” เขาคาด
หากกระนั้นก็ต้องลุ้น ว่าจำนวนคนที่มาดูจะขนาดไหน
อย่างไรก็ตาม กับงานแสดงทั่วๆ ไปนั้น เขาว่าระยะหลังไม่ค่อยมีคนติดต่อมานัก
เหตุผลนั้นอาจเป็นเพราะ “ผมไม่ค่อยเล่นครับ” เขาบอกตรงๆ
“ผมทำการแสดงได้ในบางบท แต่จริงๆ ส่วนมากคือผมไม่เหมาะ ยังมีเรื่องภายในตัวเองที่เป็นอุปสรรคต่อการรับบทเป็นใครก็ได้ แล้วในความคุ้มของการใช้เวลา ผมเล่นดนตรี อยู่ในห้องอัด ออกไปเล่นดนตรีสดนี่มันเหมาะกว่า คุ้มกว่า จังหวะชีวิตที่ผมมีลูก ออกกองทีละ 2-3 เดือน 6 เดือน คงไม่ไหว”
อย่างไรก็ตาม ถ้ามีบทดีๆ ก็คงรับ
“ขึ้นอยู่ที่บทนะครับ เพราะผมแค่ไม่ได้เป็นนักแสดงที่จะมาบู๊ เลิฟซีน กระโดดตึก หรือว่าคอมเมดี้ ขอบเขตผมค่อนข้างแคบครับในการแสดง อยู่ที่ว่าจะมีคนเขียนบทที่เหมาะกับผมหรือเปล่า”
“แต่ผมก็ไม่ได้แสวงหา อาชีพดนตรีของผมหล่อเลี้ยงผมได้”
ส่วนงานเพลง ฮิวโก้ก็ว่า อัลบั้มล่าสุด “ดำสนิท” นั้น ใกล้จะเสร็จเต็มที คราวนี้เขาทำกับค่ายมี เรคคอร์ดส และฟองเบียร์
แต่อย่าได้ถามว่าเป็นเพลงแนวไหน
ด้วยสำหรับเขา “ผมทำดนตรีที่ผมอยากฟัง ไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นแนวนี้ๆ ซึ่งผมก็หวังว่ามันจะเหมาะกับวัยผม กับสภาวะชีวิตผม แน่นอนมันเป็นอัลบั้มของคนที่โตแล้ว มีลูก 2 คน ไม่ใช่อัลบั้มของวัยรุ่นบ้าบิ่น”
ด้านเนื้อหาที่จะสื่อสารผ่านเพลงนั้น “มันจะมีมุมมองทางปรัชญา ทางสิ่งที่ผมได้เรียนรู้ในชีวิตของผม จะมีเรื่องของความรู้สึกที่รู้สึกจริงๆ ที่ส่วนตัวมากๆ แล้วก็มีเรื่องของคนอื่นบ้าง แต่ทุกเพลงเป็นเนื้อเรื่องที่ผมยินดีที่จะเล่า แล้วบางเรื่องเป็นเรื่องที่ผมจำเป็นจะต้องระบายออกไป” ฮิวโก้ว่า
ในบรรดานั้น ฮิวโก้บอกว่ามี 2 เพลงที่เขาแต่งเนื้อร้องร่วมกับ “หนึ่ง-ณรงค์วิทย์ เตชะธนะวัฒน์” โดยมี “เป้-อารักษ์ อมรศุภศิริ” มาช่วยในเรื่องของความเข้าใจ
“คือผมแต่งได้ แต่ผมกลัว ไม่รู้ว่ามันจะฟังรู้เรื่องหรือเปล่า เพราะเรายังมีความเป็นเด็กนอกอยู่บ้าง”
นอกจากนั้นก็มีเพลงที่ เอก-ฑี สุขโพธิ์เพชร จากวง Zero Hero แต่งให้เพลงหนึ่ง เอก – อาคม นุชนิล แห่งวงแท็กซี่ แต่งให้อีกเพลง
ส่วนในขั้นตอนการผลิตนั้น นอกจากเขาก็มี เจ – มณฑล จิรา อีกคน
สรุปแล้วอัลบั้มชุดที่ 7 ในชีวิตเขานี้จึงเป็นอัลบั้มที่ทีมเล็กที่สุดเท่าที่เคยทำมา “ซึ่งก็ดี ไม่ต้องมีหลายหัว ไม่ต้องมีความเห็นที่เยอะเกินไป”
อีกทั้ง “ผมค่อนข้างมั่นใจ ว่าถ้าใครชอบชุดที่แล้ว น่าจะชอบชุดนี้”

กับค่ายมี เรคคอร์ดส ที่เพิ่งทำงานด้วยกันนั้น ฮิวโก้บอกว่าถึงตอนนี้ทุกอย่างยังราบรื่นดี แต่จะอยู่ได้ยาวไหม ให้ผ่านชุดนี้ไปก่อน ถึงจะพูดได้
“ผมอยู่มา 78 ค่ายแล้ว” ฮิวโก้บอกแบบเวอร์ๆ
ก่อนจะเริ่มจริงจังตรง “ผมไม่ได้เป็นคนร่วมงานด้วยง่าย ไม่ได้เป็นคนง่าย เลยก็ดูกันก่อน แต่นี่อยู่ในช่วงการผลิตซึ่งเราควบคุมทั้งหมด ต้องดูก่อนว่าตอนออกมาแล้วเป็นอย่างไร”
ที่ว่า “ไม่ได้เป็นคนง่าย” นั้น ฮิวโก้ขยายความว่า “คือผมไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมายอม หรือมารับฟังความคิดเห็นของใครในเรื่องทิศทางของอัลบั้ม ไม่มีใครรู้ดีกว่าผม ว่าผมควรจะทำมันออกมาอย่างไร”
“ผมไม่เชื่อในศาสตร์ที่คนเขาคิดว่ามีในวงการเพลง ผมรู้ว่าวงการเพลงหรือวงการศิลปะมันไม่ได้เป็นธุรกิจจริงๆ เราทำเงินจากมันได้ แต่มันไม่ได้เป็นธุรกิจที่วัดค่าจากดาต้า หรือมานั่งค้นหาแล้วจะรู้ผล มันคือการแรนด้อม อยู่ที่ว่าคนจะชอบหรือไม่ชอบอะไรขึ้นมา เป็นเหตุที่ไร้สาระพอสมควร มีนักร้องและวงดีๆ หลายวงที่ผมไม่ฟัง เพราะผมไม่ชอบขี้หน้านักร้อง ซึ่งผมเชื่อว่าไม่ใช่ผมคนเดียวหรอกที่เป็นแบบนี้ หนังบางเรื่องอาจจะไม่ได้ดู เพราะไม่ว่าง ไม่ใช่หนังไม่ดี”
สำหรับเสียงชื่นชมเรื่องเป็นผู้ชายแสนดี เป็นสามีที่เพอร์เฟ็กต์ เพราะไม่คิดจะมีกิ๊กหรือนอกใจไปมองหญิงอื่นนั้น ฮิวโก้ก็ว่า อันที่จริงมีผู้ชายแบบเขาเยอะแยะไป
“บางทีคนไปคิดดูถูก ว่าผู้ชายทุกคนต้องเจ้าชู้ ติดเหล้า เหมือนให้ใบผ่านว่าผู้ชายคงควบคุมความต้องการตัวเองไม่ได้ ซึ่งไม่จริง เพียงแต่ว่าเรื่องนี้มันไม่ดังไง คนทำตัวดีๆ ไม่เป็นข่าวหรอก แต่มันคือชีวิตปกติของคนเป็นล้านๆ เพราะฉะนั้นผมจึงรู้สึกอึดอัดนิดหน่อยที่คนมาจับตามองและให้คำชม ในสิ่งที่เป็นคุณธรรมหลักๆ อย่างกับการแต่งงาน ใบจดทะเบียนไม่มีความหมาย”
“ผมไม่เข้าใจว่ามันไม่ได้เป็นความดีอะไรนักหนา นี่คือสิ่งที่เรารับปากแล้วในทางกฎหมาย และทางในฐานะมนุษย์ด้วยกัน ถ้าเราตกลงกันไว้ล่วงหน้าว่าแต่งงานแล้ว เราสามารถมีคนอื่นได้ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่เราไม่ได้ตกลงกันอย่างนั้นไง แล้วมันไม่ได้เกี่ยวกับความดีหรอก มันเกี่ยวกับความเอาตัวรอดด้วย ถ้าทำอย่างนั้นผมแค่รู้สึกว่ามันไม่รอด ทุกอย่างที่มีจะหลุดมือแน่ๆ ผมเลยไม่ทำ ไม่ใช่เพราะผมเป็นคนดี ผมมีความีคิดเลวๆ เยอะแยะในสมอง แต่คนเราอะ โดยเฉพาะผู้ชาย ต้องรู้จักจับบังเหียนตัวเองบ้าง”
และสำหรับคนที่ยังอิจฉา ฮาน่า ภรรยาของเขา ฮิวโก้ก็ขอบอกอะไรสักอย่าง เผื่อจะบรรเทาความรู้สึกดังกล่าวได้บ้าง
นั่นคือ “คู่ของเราไม่โรแมนติกเลย ผมว่าความโรแมนติกมันเป็นภาพลวงตาที่บริษัททำมาขายขนมหวานและดอกไม้ และอะไรเยอะแยะ ผมว่าความรักนั้นที่สำคัญคือความไว้วางใจ ความอบอุ่น ความใกล้ชิด สิ่งเหล่านี้สำคัญกว่าคำว่าโรแมนติก บางทีผมก็สงสารฮาน่า เพราะว่าเขาไม่ค่อยได้มีเซอร์ไพร์สอะไร”
“สมองผมไม่ได้ทำงานแบบนั้น”

