ฝันไกลๆ ที่ ‘นนกุล’ หวังจะไปให้ถึง

ฝันไกลๆ ที่ ‘นนกุล’ หวังจะไปให้ถึง

หลังจากถูกแฟนๆถามไถ่เกี่ยวกับผลงานเรื่องใหม่ หลังจากหายหน้าหายตาไม่ได้เห็นผ่านจอเสียนาน ชานน สันตินธรกุล หรือที่เราๆคุ้นกันในชื่อ นนกุล ก็มีข่าวมาแจ้งให้แฟนๆ ชื่นใจว่า ปีนี้น่าจะมีให้ชมกันถึง 3 เรื่อง คือ ละคร ’46 วันฉันจะพังงานวิวาห์’ และภาพยนตร์ ‘One Second Champion’ รวมถึง ‘Start It Up’ ซึ่งเรื่องหลังนี้เป็นภาพยนตร์ร่วมทุนสร้างของไทยและจีน โดยทุกเรื่องที่ว่าน่าจะฉายให้ชมราวๆกลางปีนี้-ถ้าไม่มีอะไรเป็นเหตุให้ต้องเลื่อนอีกอ่ะนะ

นนกุลซึ่งเข้าวงการมาได้ด้วยวิธีที่เขาเรียกว่า “ค่อนข้างทั่วไปมากๆ” นั่นคือ เริ่มจากไปเดินสยาม แล้วมีคนขอถ่ายรูปไปลงคอลัมน์ในนิตยสาร จากนั้นก็ต่อด้วยการไปถ่ายปกหลังหนังสือ แล้วก็เริ่มมีคนอื่นๆชวนไปให้แคสงาน

“มันก็ค่อยๆมาเรื่อยๆ เก็บประสบการณ์มาเรื่อยๆครับ” เขาเล่า

ทั้งยังเผยด้วยว่า “ตอนนั้นไม่มีความคิดเลยว่าจะเข้าวงการ”

“ตอนเด็กๆเราเห็นพวกพระเอก นางเอกทุกคนหน้าตาหล่อ สวยมาก รู้สึกว่ามันอยู่ไกลเกินเอื้อมเหลือเกิน หน้าตาเรามันไม่เอื้ออำนวยใดๆเลย ไม่อยู่ในวงจรความคิดเลย คิดอยากจะเป็นอย่างอื่นมากกว่า เช่น นักวาดการ์ตูน หรือว่าผู้พิพากษา”

แต่ก็นะ เมื่อได้รับคำชวน ก็ตอบรับทันที

“คิดเหมือนเเด็กทั่วไปเลยครับ แบบ เฮ้ย ! เท่ดี ได้ลงนิตยสาร ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาจะหลอกเราหรือเปล่า โชคดีที่เขาไม่ได้หลอก” บอกพลางหัวเราะ

จากนั้นก็เล่าต่อด้วยรอยยิ้มว่า ตอนนั้นเขามีความสุขมาก เพราะนอกจากจะรู้สึกเท่ดังว่าแล้ว ยังเป็นครั้งแรกที่หาเงินได้ด้วยตัวเอง
แต่กระนั้นก็ยังไม่ได้มุ่งมั่นชัดเจนว่าจะเอาดีในเส้นทางนี้

“เริ่มชัดตอนที่มีโอกาสไปแคสต์โฆษณาเรื่อยๆ เริ่มเรียนแอ็คติ้งเรื่อยๆ แล้วจุดที่สำคัญที่สุดสำหรับผม ซึ่งผมจำไม่ได้ว่าเป็นงานอะไร หรือพี่ผู้กำกับคนไหน แต่ผมจำประโยคหนึ่งแม่นมากๆ เขาบอกว่า พี่ชอบแอ็คติ้งของเรานะ ประโยคนั้นมันทำให้รู้สึกว่า เรากำลังทำบางสิ่งบางอย่างที่เป็นมืออาชีพได้ดีเว้ย ทำต่อดีไหม แล้วถ้าทำต่อ เราจะไปถึงไหนดี”

ทุกวันนี้นอกจากงานในเมืองไทย นนกุลบอกว่าเขาก็มีงานในประเทศจีน หลังจากกลายเป็นที่รู้จักจากผลงานภาพยนตร์ ‘ฉลาดเกมส์โกง’ และนั่นก็ส่งผลให้

“ใกล้ความฝันผมขึ้นเรื่อยๆ”

“ดีใจครับ ดีใจมากๆ รู้สึกว่าสิ่งที่เราเชื่อ สิ่งที่เราพยายาม มันกำลังไปข้างหน้ามากขึ้น”

กับการทำงานที่นั่น เขาบอกว่าในแง่การถ่ายทำก็คล้ายๆกับการทำงานในบ้านเรา

“แต่ที่ลำบากที่สุดก็คือภาษา” ซึ่งคนไม่มีพื้นฐานภาษาจีนอย่างเขา ตอนแรกๆก็งง เพราะฟังไม่รู้เรื่องแม้แต่น้อย สิ่งที่ทำได้จึงเป็นเพียงท่อง ท่อง และท่อง

“ท่องบทเรื่อยๆ จนกว่าจะจำได้ ท่องแบบหุ่นยนต์ ท่องแบบไม่สนใจเรื่องอีโมชั่น จะเข้าห้องน้ำ จะยืนรดน้ำต้นไม้ จะออกกำลังกายก็ท่อง ท่องจนกว่าเราจะพูดได้อย่างธรรมชาติที่ไม่ใช่จากความจำ”

ซึ่งไม่ต้องถามว่ากี่รอบ เพราะ
ผลงานชิ้นแรกคือซีรี่ย์เรื่อง ‘Blowing in The Wind’ จึงเป็นการทำงานแบบตายดาบหน้า ซึ่งเมื่อรอดมาได้เขาก็ใช้เวลาเรียนอย่างจริงจัง

นอกจากงานที่จีนซึ่งตอนนี้ชะงักไป ไม่ได้มีต่อเนื่อง จากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 หากเขาก็หวังว่าเมื่อเหตุการณ์คลี่คลายคงจะได้สานฝันต่อ แต่ขณะเดียวกัน

“ผมยังฝันไกลกว่านี้ครับ”

“ระดับโลก” คือสิ่งที่เขาระบุ

“ผมพูดสิ่งนี้มาตั้งแต่เริ่มเข้าวงการมาใหม่ๆ พอพูดหลายครั้งเข้า มันก็เริ่มกระดากปากนิดนึง แต่ก็ยังคงเป็นความฝันนั้นอยู่”

ถามว่าคือฮอลลีวู้ดไหม?

นนกุลส่ายหน้า แล้วว่าเอาเข้าจริงเขาก็ไม่รู้หรอกว่า ในอนาคตที่ไหนที่จะเป็นท็อปของโลก

“แต่ผมจะไปที่นั่นแหละครับ”

และด้วยความตั้งใจนั้น ทุกวันนี้เขาจึงพยายามพัฒนาตัวเอง ทั้งเรื่องของภาษา รวมไปถึงเพิ่มทักษะด้านดนตรี

“เพลงก็ยังเรียนอยู่ครับ แต่เหมือนกับฟังเสียงตัวเองทีไร ก็ยังรู้สึกว่าไม่เพราะสักที เลยรู้สึกว่าเรียนมากกว่านี้ก่อน ให้รู้สึกว่าชอบกว่านี้ก่อน แล้วค่อยปล่อยออกไป คือพอเราปล่อยชิ้นแรกออกไปแล้ว แต่เรายังไม่ชอบมันขนาดนั้น ก็อย่าเพิ่งทำดีกว่า เอาให้มันรู้สึกดีจริงๆ แล้วค่อยปล่อยอีกทีดีกว่า”

ครั้นถามว่าทำไมถึงมุ่งมั่นอยากทำงานดนตรี ที่คล้ายๆจะไม่ถนัดนักอย่างนี้ เจ้าตัวก็บอกด้วยท่าทีจริงจังว่า

“เพราะพอเข้ามาในวงการ ผมรู้สึกว่าคำว่าอาชีพเบื้องหน้า ถ้ายิ่งครบมากเท่าไหร่ หมายถึงรอบตัวมากเท่าไหร่ มันก็จะยิ่งเอื้อซึ่งกันและกัน ถ้าเราร้องเพลงเก่ง เต้นได้ มันก็เอื้อกับการแสดง เหมือนการใช้บอดี้ การใช้เสียง”

เรื่องศิลปะการต่อสู้เขาก็สนใจจะเรียนรู้ ด้วยเหตุผลคล้ายๆกัน

เพื่อความฝันที่อยู่ปลายทาง.

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้อดีตภารโรงประดิษฐ์รถตัดหญ้า ผลงานเตะตา ผอ.หลายโรงเรียน ก่อนลาออกมาสร้างขาย โกยเงินเดือนละ 1.4 แสน
บทความถัดไปครบทุกเรื่องที่อยากรู้ เจ้าชายแฮร์รี-เมแกน จะพูดอะไรในการให้สัมภาษณ์ โอปราห์ วินฟรีย์ ?