“คนเราแกล้งเพราะเกลียด หรือแกล้งเพราะรัก แค่นั้นเอง ผลออกมาต่างกัน”
เปิ้ล นาคล ศิลาชัย กับ เป้ นฤบดี เวชกรรม เคยจับมือกันทำหนัง ‘สาระแนห้าวเป้ง’ ที่ประสบความสำเร็จยิ่งเมื่อปี 2552 หลังจากนั้นต่างคนต่างก็หักเหไปทำโน่น นั่น นี่ ของตัวเอง จนเมื่อราว 2 ปีก่อน ตอนเป้ทำหนังเรื่อง ‘Low Season’ แล้วคิดถึง จึงชวนเปิ้ลมาเล่นนั่นแหละ ความคิดถึงบรรยากาศการทำงานร่วมจึงก่อตัว ดังนั้นพอบริษัท I AM ซึ่งเป็นต้นสังกัดของ CGM48 กลุ่มไอดอลวงน้องของ BNK48 ชวนเปิ้ล ‘ไปเสริมประสบการณ์ให้น้องๆ’ ไอเดียก็เกิด

“มันถึงเวลาแล้วที่จะทำอะไรสนุกๆกัน” เปิ้ลว่า แล้วโปรเจ็คต์หนัง ‘ห้าวเป้งจ๋า อย่าแกงน้อง’ ก็บังเกิด
“เวลาเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นปัจจุบันทันด่วน มันรู้สึกตื่นเต้น แล้วมันได้เห็นความจริงของเขา” คือความรู้สึกที่เป้เล่าถึงการทำหนังเพื่อแกง หรือแกล้งกัน จากนั้นก็ว่า “จริงๆมันเป็นงานที่ยากนะ” แต่เป็นการยากแบบทำไปสนุกไป เพราะ “อะดรีนาลีนจะหลั่งอยู่ตลอดเวลา” ด้านเปิ้ลก็เสริมว่า “เมื่อก่อน การแกล้งคนส่วนมาก พอแกล้งไป คนดูสนุก คนเล่น คนแกล้งก็สนุก คนถูกแกล้งอาจไม่รู้สึกสนุกตอนแรก แต่พอเฉลย เขาจะมีความรู้สึกว่านี่แหละชีวิต ต้องมีสีสันแบบนี้ นี่คือเมื่อสมัย 12 ปีก่อน มาถึงวันนี้ ก็เหมือนคนอยากจะดูความสดอยู่นะ ซึ่งภาพยนตร์แบบนี้ตอนนี้แทบจะไม่เหลือแล้ว อาจจะเพราะว่ามันมีประเด็นที่คนอาจจะชอบ หรือไม่ชอบ”
ในส่วนคนไม่ชอบนั้น ถ้าเป็นสมัยก่อน คนกลุ่มนี้ก็อาจจะไปบ่นกับเพื่อนๆ กับคนใกล้ชิด แต่เดี๋ยวนี้กลายเป็นบ่นออกช่องทางออนไลน์ แล้วก็กลายเป็นประเด็น “ซึ่งทำให้การแกล้งหรือแกงกันต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น”

“แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นด้วยสัญชาติญาณของพวกเราที่ทำเรื่องนี้มาทั้งชีวิต เวลาเราแกล้งใคร ทำไมมันถึงมีผลบวกมากกว่าลบ เทคนิคเหล่านี้เป็นเทคนิคที่เรียนรู้กันยากอยู่ บางคนแกล้งเขานิดเดียว ทำไมถึง โกรธแบบทั้งชาติ สองอย่างนี้มันอยู่บนเส้นขนาน เพราะฉะนั้นแกล้งยังไงให้เขารัก กับแกล้งยังไงให้เขาเกลียดเป็นเรื่องที่ต้องศึกษา”

ฟังมาถึงตรงนี้เป้ก็ว่า “มันมีคำบัญญัติอยู่คำหนึ่ง พี่เปิ้ลบอกกับทุกคนเวลาที่จะไปทำอะไรเขา ว่าเราต้องรักเขาก่อน ซึ่งอันนี้เป็นจุดตั้งต้นนะ เพราะฉะนั้นการแกงของเรามาจากความรักที่เรามีให้เขา”
“อันนี้สำคัญมากเลย” เปิ้ลย้ำ
“คนเราแกล้งเพราะเกลียด หรือแกล้งเพราะรัก แค่นั้นเอง ผลออกมาต่างกันมหาศาล”
เปิ้ลยังบอกอีกว่า การทำหนังลักษณะนี้ ไม่ใช่การทำหนังธรรมดา
“การทำหนังธรรมดาคือการเขียนบทเสร็จ ก็คัดช็อตมาแล้วเตรียมงานไปแยกถ่าย ทีมงานถ่ายตามบทที่เขียนมา แต่อันนี้เป็นหนังที่ไม่มีบท สำหรับการทำหนังปัจจุบัน ตอนนี้ระบบการทำแบบนี้ไม่มีแล้ว ไม่มีใครชำนาญและกล้าเสี่ยงที่จะทำแบบนี้แล้ว” “หนังที่ไม่บท มันยากสำหรับทีมงาน แต่มันสนุกมากสำหรับคนดู เพราะทั้งหมดคือธรรมชาติ คือออร์แกนิคมูฟวี่”

สำหรับห้าวเป้งฯ ครั้งนี้ พวกเขามีความตั้งใจจะเล่าความฝันของเด็กกลุ่มหนึ่ง
“เด็กใสๆเลย” เป้บอก “ออกมาจากอกพ่อแม่ มาอยู่หอร่วมกัน บางคนเพิ่งย้ายโรงเรียน บางคนต้องทิ้งสิ่งที่ตัวเองเคยชิน เพื่อน ต่างๆนานา ทิ้งมาหมด และใช้เวลาอยู่ร่วมกันหลายปีในการที่จะเป็นไอดอล และถ้ามีพี่ๆในวงการตัวเป้งๆไปทดสอบเขาด้วยแบบฝึกหัดต่างๆ ดูสิว่าน้องๆจะสามารถไปต่อกับความฝันของเขาได้ไหม”
โดยๆ ‘พี่ๆ’ ที่เชิญมามีทั้ง กันต์ กันตถาวร ซึ่ง ณ ตอนถ่ายทำก็ไม่รู้ตัวว่าจะต้องเข้าร่วมขบวนการนี้
“เขาแค่รู้ว่ารับงานมาเป็นพิธีกรในอีเว้นท์หนึ่ง ซึ่งลองนึกภาพดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้ามาแล้วเจอทีมงานที่ไม่เป็นเลย ทีมงานที่มีแต่ข้อผิดพลาด”

นอกจากนั้นยังมี แจ็ค แฟนฉัน , น้าเน็ก เกตุเสพสวัสดิ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา และ ฯลฯ
“การกลับมาครั้งนี้ไม่ธรรมดาอยู่แล้ว จากเด็กชายห้าวเป้งเมื่อ 12 ปีที่เกิดมา ตอนนี้เขาเป็นเด็กชายซนๆคนหนึ่ง เพราะฉะนั้นวิธีคิด อายุ อารมณ์ ความสามารถในการแกงกันของเขา หรือความสามารถในการเซอร์ไพรส์คนมันน่าจะโตตามวัย” เปิ้ลบอก ส่วนจะดีแค่ไหน ดีหรือไม่ ดีอย่างไร บอกด้วยคำพูดคงไม่เท่าไปเห็นในงานที่เข้าฉายในโรงภาพยนตร์แล้ว
และตัดสินด้วยตัวเอง


