เป็นประเด็นเผ็ดร้อนที่โคจรมาถูกจังหวะ สำหรับความเป็นมาของ “สุโขทัย” ที่นักวิชาการทยอยออกมายอมรับว่า “ไม่ใช่ราชธานีแห่งแรก” ตามความเข้าใจในอดีต โดยช่วงเวลานี้เข้าสู่ทศวรรษที่ 4 ของ “อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย” อีกทั้งครบรอบ 25 ปีของการได้ขึ้นแท่น “มรดกโลก” ร่วมกับศรีสัชนาลัยและกำแพงเพชร
จึงมีการจุดประเด็นว่า ถึงเวลาหรือยังที่จะปรับแก้วาทกรรม “สุโขทัย คือราชธานีแห่งแรกของไทย” เพราะไม่ว่าจะมองจากมุมใด เมืองสุโขทัยก็ไม่ใช่ “แห่งแรก” ไม่ว่าจะนับจาก “ความเก่าแก่” หรือนิยามคำว่า “ราชธานี”
มาเริ่มที่ประเด็นของอายุสมัย
เอนก สีหามาตย์ อดีตอธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยบทความทางวิชาการที่มีหลักฐานแจ่มชัดว่า “เมืองศรีสัชนาลัย” ซึ่งอยู่ห่างออกไปทางทิศเหนือของเมืองสุโขทัยราว 60 กิโลเมตร มีความเก่าแก่กว่าเมืองสุโขทัยหลายร้อยปี โดยพบหลักฐานทางโบราณคดีในบริเวณที่เรียกว่า “เชลียง” (เมืองศรีสัชนาลัยเก่า) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการต่างๆ อย่างสืบเนื่อง โดยเมื่อราว พ.ศ.800 เริ่มมีชุมชนริมแม่น้ำยม บริเวณที่เรียกสมัยหลังว่าเชลียง ต่อมาราว พ.ศ.1400 ชุมชนเชลียงเติบโตเป็นบ้านเมืองบนเส้นทางการค้าภายในภูมิภาค ซึ่งตรงกับยุคทวารวดี
จากนั้นราว พ.ศ.1500 มีการรับวัฒนธรรมขอมจากเครือญาติรัฐละโว้ (ลพบุรี) และติดต่อเกี่ยวดองกับรัฐหริภุญชัย (ลำพูน) ครั้น พ.ศ.1700 พ่อขุนศรีนาวนำถุมสถาปนารัฐ “ศรีสัชนาลัยสุโขทัย” ปรากฏชื่อในจารึกวัดศรีชุม
“สงสัยมาตลอดว่า ทำไมจู่ๆ เป็นสุโขทัยเลย เหมือนเป็นประวัติศาสตร์สำเร็จรูป ซึ่งมาแบบโดดๆ ตอนเป็นอธิบดีเลยให้งบประมาณไปศึกษาเรื่องนี้ มีการขุดค้นหลายแห่ง เช่น วังหาดและพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งจะเห็นได้ว่าไม่มีการพบชุมชนยุคทวารวดีที่เมืองสุโขทัย แต่ไปเจอที่ศรีสัชนาลัย เลยตั้งสมมุติฐานว่าศรีสัชนาลัยอาจเป็นเมืองที่เริ่มมาก่อนสุโขทัย สุดท้ายก็ตรงกับหลักฐานที่ขุดพบ” อดีตอธิบดีกล่าว
ส่วนถ้านับตามนิยามของคำว่าราชธานี
ศ.พิเศษ ศรีศักร วัลลิโภดม นักประวัติศาสตร์รางวัลฟุกุโอกะ อธิบายว่า ราชธานีเพิ่งเกิดสมัยอยุธยา ยุคสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ไม่ใช่สมัยสุโขทัย เนื่องจากช่วงเวลานั้นยังไม่มีการ “รวมศูนย์” จึงไม่อาจนับเป็นราชธานีได้
“คำว่าสุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรกกลายเป็นความเชื่อ ทั้งที่ไม่จริง เดิมแถบลุ่มน้ำยมเป็นเส้นทางการค้า เก็บของป่า ขยายจากลุ่มน้ำเจ้าพระยาขึ้นไป มีชุมชนตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์ แล้วปรากฏเป็นบ้านเป็นเมืองทีหลัง แต่ก็ยังไม่เป็นราชธานี เพราะไม่ได้มีการรวมศูนย์ ราชธานีเกิดในสมัยอยุธยา ยุคพระบรมไตรโลกนาถ ซึ่งมีการรวมศูนย์ จึงจะเป็นสยามประเทศ”
ด้านนิตยา กนกมงคล ผอ.พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติรามคำแหง จ.สุโขทัย ก็ยืนยันอีกรายว่า ประโยค “สุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรก” ไม่ปรากฏในพิพิธภัณฑ์อีกแล้ว แต่คนทั่วไปยังจดจำตามตำราเรียนยุคเก่า
“การจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ นำเสนอเรื่องขอบเขต อาณาจักร และความเจริญรุ่งเรือง ยืนยันว่าไม่มีข้อความว่า สุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรกแล้วแต่คนยังจำกันอย่างนั้น”
ไม่เพียงแต่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจะขานรับว่าวาทกรรมนี้มีความคลาดเคลื่อน
“หนังสือประวัติศาสตร์ชาติไทย” ในยุค คสช.ที่เรียบเรียงโดยกรมศิลปากร ตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ.2558 ก็ส่อการยกเลิกแนวคิดดังกล่าวอยู่ในที เมื่อมีการกล่าวถึงสุโขทัยโดยระบุว่า เป็น “อาณาจักรแรกๆ” แทน “ราชธานีแห่งแรก”
แล้วอะไรที่ทำให้ความเชื่อนี้ยังคงอยู่ ?
จากการสำรวจตลาดหนังสือในปัจจุบัน ยังมีข้อมูลว่าสุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรกของไทย บางเล่มถึงกับใช้ประโยคดังกล่าวเป็นชื่อหนังสือ จำหน่ายในร้านหนังสือชั้นนำ นอกจากนี้เว็บไซต์ จ.สุโขทัย ยังระบุข้อความดังกล่าวเช่นกัน โดยอ้างอิงจาก “ประวัติมหาดไทยส่วนภูมิภาคจังหวัดสุโขทัย” ซึ่งตีพิมพ์ตั้งแต่ พ.ศ.2541 สะท้อนให้เห็นว่า ข้อมูลเก่ายังถูกนำมา “ผลิตซ้ำ” อยู่เสมอ จนกลายเป็น “ความเชื่อ” ที่ฝังลึกในใจ และที่มองข้ามไม่ได้ก็คือการถูกใช้เพื่อประโยชน์ด้าน “การท่องเที่ยว”
ประเด็นนี้ ธนกฤต ลออสุวรรณ อาจารย์คณะวิชาการท่องเที่ยวและการโรงแรม ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ มองว่า ความจริงแล้วแม้สุโขทัยไม่ใช่ราชธานีแห่งแรกก็ไม่ได้ลดทอนคุณค่าและความสำคัญลง แต่ยังคงเป็นจิ๊กซอว์สำคัญทางประวัติศาสตร์เช่นเดิม
“ถึงสุโขทัยไม่ใช่ราชธานีแห่งแรก แต่ก็ไม่ได้สำคัญลดลงเลย เพราะเป็นเมืองที่มีความเจริญ รุ่งเรือง มีวัดวาอารามอันงดงาม ที่สะท้อนถึงความสัมพันธ์กับดินแดนอื่นๆ ซึ่งในแง่ของการท่องเที่ยวสามารถทำได้หลายแง่มุม เช่น เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างสุโขทัยกับเพื่อนบ้าน เช่น วัดพระพายหลวง ที่มีรูปแบบแสดงถึงความเชื่อมโยงกับกัมพูชา และวัดศรีชุมที่มีอุโมงค์ อาจตั้งคำถามว่าสัมพันธ์กับลังกาหรือเปล่า”
แม้นักวิชาการจะยกทัพมายืนยันความผิดพลาดของวาทกรรมดังกล่าว แต่การลบล้างความเชื่อเก่าเกี่ยวกับสุโขทัย ซึ่งเปรียบเสมือนภาพแทน “ความเป็นไทย” ในอุดมคติก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะหลังจาก สุจิตต์ วงษ์เทศ ตีพิมพ์หนังสือ “สุโขทัย ไม่ใช่ราชธานีแห่งแรกของไทย” เมื่อ พ.ศ.2526 ยังกระตุกความคิดนี้ผ่านข้อเขียนมากมายตลอด 30 กว่าปีที่ผ่านมา แต่ยังไม่เป็นผล
กระทั่งหลักฐานค่อยๆ ปรากฏมากขึ้นทุกทีจนยากปฏิเสธ นำมาถึงปรากฏการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งความเห็นจำนวนไม่น้อยในโลกโซเชียลเรียกร้องตรงกันว่า ขอให้ประกาศอย่างเป็นทางการ ไม่เช่นนั้นย่อมเกิดปัญหาในการเรียนการสอน ซึ่งหากไม่ตรงกัน ปัญหานี้ก็จะวนซ้ำมาที่เก่า คือต้องยึดเอาข้อมูลเดิมๆ มาใช้
ปัญหานี้ ศ.ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ ธรรมศาสตราภิชานประจำวิทยาลัยนานาชาติ ปรีดี พนมยงค์ ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวว่า องค์กรที่เกี่ยวข้องควรออกมาแสดงจุดยืนตามหลักฐานทางโบราณคดี กรณีเช่นนี้ในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา สมาคมประวัติศาสตร์จะเคลื่อนไหว ซึ่งเมืองไทยก็มีสมาคมประวัติศาสตร์เช่นกัน จึงควรดำเนินการอะไรบางอย่าง
มาถึงคำถามท้าทายที่ว่า การรื้อสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ จะ “ฟื้นฝอยหาตะเข็บ” ไปทำไม ในเมื่อเป็นเพียงสิ่งผ่านพ้นไปแล้ว
ลองพิจารณาแนวคิดของ นิธิ เอียวศรีวงศ์ ที่ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของประวัติศาสตร์และความทรงจำร่วม โดยระบุว่า
“ความทรงจำและอนาคต เป็น 2 อย่างที่แยกจากกันไม่ได้”
“ความทรงจำสำนวนที่มีเรื่องราวของราชธานี ถูกเผยแพร่ผ่านหลักสูตรของการศึกษามวลชน จนกลายเป็นความทรงจำร่วมของชาติ ในปัจจุบันเรากำลังแย่งชิงพื้นที่ความทรงจำระหว่างกันอย่างเข้มข้น ชนิดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ พร้อมกันนั้น เราก็กำลังแย่งชิงพื้นที่ในอนาคตกันอย่างเข้มข้นไม่แพ้กัน เพราะความทรงจำและอนาคตเป็น 2 อย่างที่แยกจากกันไม่ได้”
นิธิยังยกตัวอย่างถึงความสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมือง ซึ่งประวัติศาสตร์เหตุการณ์ของเรื่องอาจตรงกันทั้ง 2 ฝ่าย แต่ประวัติศาสตร์คือคำอธิบาย ไม่ใช่แค่ประมวลเหตุการณ์ และตรงนี้เองที่สองฝ่ายมีประวัติศาสตร์คนละสำนวน หรือพูดอีกอย่างหนึ่งคือ ต่างฝ่ายต่างมีความทรงจำที่แตกต่างกันเป็นคนละด้าน จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดความปรองดองสมานฉันท์ขึ้นได้
ดังนั้น การยอมรับอดีตร่วมกัน แม้เพียงบางประเด็น ก็เป็นไปได้ที่จะสร้างอนาคตร่วมกัน

