‘บูม สุภาพร’ กับเรื่องจำฝังใจ คำพูดของ ‘เจมส์ จิ’ ในวันที่สิวขึ้น
“เราว่าเราโชคดีมากๆ” บูม สุภาพร วงษ์ถ้วยทอง ซึ่งสร้างชื่อให้ตัวเองในฐานะนักแสดงได้ตั้งแต่ผลงานเรื่องแรก ‘อังกอร์’ จากนั้นก็ค่อยๆสะสมความนิยมให้เพิ่มพูนจากเรื่องถัดๆมา ไม่ว่าจะเป็น ‘เล่ห์บรรพกาล’ รวมไปถึง ‘ดาวคนละดวง’ ซึ่งเพิ่งออนแอร์ผ่านไป
“โชคดีที่ได้เล่นละครคุณภาพ แล้วคือละครใหญ่หมด ใหญ่ในที่นี้หมายถึงว่าแต่ละฉากใหญ่หมด โชคดีกับประสบการณ์ที่ไม่ได้ยาวนานนัก แต่เป็นประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่มาก”
บูมซึ่งก่อนหน้านี้เป็นที่รู้จักในสายงานดีเจรายการวิทยุและพิธีกรรายการโทรทัศน์ ก่อนจะข้ามสายมาด้านการแสดงก็เมื่ออายุได้ 26-27 ปี ซึ่งเทียบกับคนอื่นๆแล้วถือว่าช้า และ “ต้องยอมรับเลย ตั้งแต่แรกๆว่าโบ้ๆเบ้ๆ เพราะไม่ได้เรียนแอ็กติ้ง ก็ไม่มั่นใจเลย”
อีกทั้ง “เราไม่ใช่คนที่สวยเป๊ะ ตาก็ไม่เท่ากัน ก็คิดว่าคนจะตำหนิไหม กลัวไปหมด”
ก่อนที่จะตัดสินใจในที่สุดว่า “เราไม่ห่วงสวยละกัน คงไม่มีใครหรอกที่สมบูรณ์แบบ”
“บูมจำคำพูดของนักแสดงท่านหนึ่ง เขาเคยพูดว่า ถ้าเราแสดงดี คนจะมองข้ามจุดด้อยบนใบหน้าเราไป อันนี้คือ เจมส์ จิรายุ พูด ในวันที่สิวขึ้น” เล่าแล้วบูมก็หัวเราะ
จากนั้นค่อยเติมรายละเอียดว่า คำที่พระเอกคนดังพูดในตอนนั้น คือ “ช่างมันเถอะพี่ ถ้าเราแสดงดี คนจะมองข้ามสิวเราไป เป็นคำพูดเล็กๆ แต่เรารู้สึกว่าจริง”
จากนั้นจึงตั้งเป้าในการพัฒนาตัวเองขึ้นเรื่อยๆ-เรื่อยๆ

ถึงวันนี้กับงานละครเรื่องที่ 4 ‘เลือดเจ้าพระยา’ บูมบอกว่าบทที่ได้นั้นยากยิ่ง เพราะต้องแสดงเป็นแม่ที่มีลูกแล้ว และเธอเองก็ยังเข้าไม่ถึงความรู้สึกของคนเป็นแม่นัก ทุกวันนี้จึงทำการบ้านอย่างหนัก ทั้งในแง่การตีความบท และขอคำปรึกษาคนที่คิดว่าน่าจะพึ่งพาได้
“ต้องยอมรับว่าเรายังไม่เก่ง ก็ต้องฝึกฝน” บูมบอกตรงๆ
บูมยังบอกอีกว่า แม้ระยะหลังเธอจะมีงานละครให้แสดงอย่างต่อเนื่อง แต่งานอื่นๆที่เคยทำมา รวมถึงงานใหม่ๆที่ได้รับการติดต่อ เธอก็ยังรับเท่าที่โอกาสจะอำนวย แถมค่าตัวก็ยังเป็นเรทปกติทั่วไป
“รู้สึกว่าเราไม่ได้อยู่ในจุดที่เลือกได้แบบคนอื่นเขา” เจ้าตัวให้เหตุผล
“ในเมื่อโอกาสมันเข้ามาในชีวิต เราก็รู้สึกว่ามันมีค่า และเราไม่รู้ว่าเราจะมีโอกาสที่ได้ทำมันอีกไหม ที่วันนี้เขานึกถึงเรา ลูกค้านึกถึงเรา เอเจนซี่นึกถึงเรา ใครก็ตามนึกถึงเรา นั่นถือว่าดีมากๆแล้ว รู้สึกว่าโอเคแล้ว”
โอเคเช่นเดียวกับการที่แม้ผลงานจะดี ละครเป็นที่พูดถึง ซึ่งนั่นน่าจะตามมาด้วยงานพิเศษ คือการได้ไปออกงานอีเว้นท์ ซึ่งจะมีรายได้เป็นกอบเป็นกำ แต่โควิด-19 ก็ดันมาระบาดหนัก จนอีเวนต์ถูกระงับไปเสียนี่ สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นนี้ บูมบอกแบบยิ้มๆว่า “ไม่เป็นไรหรอก”
“สำหรับเรา โบนัสหรือกำไรมันไม่ใช่เม็ดเงินที่มาจากอีเว้นท์ แต่โบนัสหรือกำไร มันคือความสุขของคนดู รวมไปถึงความสุขของตัวเองด้วย ที่ได้เห็นผลงานที่เราเหน็ดเหนื่อยกันมาแรมปี รู้สึกว่า แค่มันได้ออกอากาศ แค่ได้เห็นตัวเองในทีวี เราก็มีความสุข ทั้งๆที่ก็ออกมาทีวีมาตั้งแต่อายุ 18” บูมในวัย 33 บอกพลางหัวเราะ
“ตอนนี้คิดแค่ขอให้มีงานทำ มีงานเรื่อยๆ มีเงินเรื่อยๆ ไม่ขาดสาย”
เท่านั้นก็เพียงพอ …

*จากมั่งคั่ง จนหมดตัว
“ก็ไม่รู้นะคะ ว่าเขาวัดกันยังไง แต่บูมว่าบูมมี” นี่คือสิ่งที่บูม สุภาพร พูดเมื่อการสนทนาพาไปถึงเรื่องที่ว่าก่อนหน้านั้นเธออยู่ในฐานะของ ‘คนรวย’ ออกตัวว่าอาจจะไม่ได้รวยมากๆ รวยขนาดหนัก แต่ก็เป็นครอบครัวที่ทำธุรกิจของตัวเอง
“มีกินมีใช้ในฐานะที่โอเค”
แต่วันหนึ่งก็เกิดจุดพลิกผัน ทั้งในด้านฐานะการงาน การเงิน และสถานะครอบครัวที่พ่อกับแม่ตัดสินใจแยกทางกัน
“มันมีจุดพีคอะไรหลายๆอย่าง”
จุดที่ทำให้ความสมบูรณ์แบบกลายเป็นความไม่สมบูรณ์ อย่างที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน ตอนนั้นบูมบอกว่าเธอยังเล็ก และที่สุดก็ตัดสินใจเติบโตมากับฝั่งแม่
“โชคดีที่คุณแม่มองโลกในแง่ดีมาก เลยทำให้บูมมองโลกในแง่ดีแบบเขา แล้วเขาก็ผ่านอะไรมาเยอะมาก มั่งคั่ง จนหมดตัว เห็นตั้งแต่สูงสุดจนต่ำสุด เลยทำให้เรารู้ว่าอดีตมีให้เห็น ไม่ได้มีให้เป็น มันทำให้บูมเป็นบูมทุกวันนี้ ไม่ได้ใส่ใจกับสิ่งที่ไม่สำคัญ อาจจะมีจิตไหลไปบ้าง แต่ว่าสุดท้ายเราต้องกลับมาโฟกัสสิ่งที่เราต้องทำอยู่ดี”
“บูมยังมีอะไรหลายๆอย่าง ภาระหน้าที่ หนี้สิน”
ซึ่งไม่เป็นไร ค่อยๆแก้ ค่อยๆทำไป-บูมว่า
“โชคดีที่เราไม่เคยประชดชีวิต หรือโทษตัวเองกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะพ่อแม่บอกเสมอ ว่ามันเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ แล้ววันนี้เราก็เข้าใจแล้ว ว่าการเข้ากันไม่ได้ของคนสองคน เขายังฝืนแล้วอยู่ต่อไป มันทรมาน”
“ก็รู้สึกขอบคุณกับการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของพ่อแม่ การย้ายที่อยู่ หรือการที่เราต้องมาช่วยรับภาระ ปลดหนี้แม่ ล้มละลาย หรืออะไรก็ตาม บูมรู้สึกว่าสิ่งที่บูมเลือกถูกต้องแล้ว แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นมา ผลของมันทั้งหมดช่วยหล่อหลอมให้บูมเข้มแข็ง ไม่ได้อ่อนไหวกับอะไรหลายๆอย่าง”
บูมยังบอกด้วยว่า ทุกวันนี้เวลาต้องเผชิญกับเรื่องอะไรก็ตามที่ยาก เรื่องที่ทำให้เหนื่อย ให้รู้สึกทดท้อ เธอก็จะคิดถึงแม่ นึกย้อนไปถึงเรื่องที่แม่ต้องเผชิญมา
“แม่หนักกว่าบูม เขาผ่านมาได้ แล้วบูมเป็นลูกแม่ ทำไมจะผ่านมันไม่ได้”
“บูมจะคิดอย่างนี้”
แล้วก็เดินหน้า สู้ และลุยเต็มที่.


