เป็ด เปิดที่มานามสกุล เชิญยิ้ม สุดภูมิใจอยู่ยาวนานถึง 40 ปี พร้อมเผยทำไมตลกมักเจ้าชู้

เป็ด เปิดที่มานามสกุล เชิญยิ้ม สุดภูมิใจอยู่ยาวนานถึง 40 ปี พร้อมเผยทำไมตลกมักเจ้าชู้

สร้างสีสันรอยยิ้มให้กับวงการบันเทิงมายาวนานทีเดียว สำหรับ เป็ด เชิญยิ้ม หรือ ธัญญา โพธิ์วิจิตร หนึ่งในผู้ก่อตั้งคณะเชิญยิ้มเมื่อปี 2523 เมื่อได้มาเป็นแขกรับเชิญในรายการ Club Friday Show ผลิตโดย CHANGE2561 เจ้าตัวได้เปิดหมดทุกมุมของชีวิตที่ไม่ได้เริ่มต้นด้วยความตลกและรอยยิ้มเลย เพราะชีวิตลำบากมากไม่มีแม้แต่เงินจะซื้อรองเท้าใส่ ไม่มีแม้แต่เงินจะซื้อนมให้ลูกกิน พร้อมยอมรับเป็นคนเจ้าชู้แต่รักใครรักจริง ทุกวันนี้สิ่งที่รู้สึกภูมิใจที่สุด คือ สามารถฝ่าฟันอุปสรรคและสร้างนามสกุล เชิญยิ้ม ให้ทุกคนได้เป็นที่รู้จักมายาวนานถึง 40 ปี ผลิตตลกคุณภาพเข้าสู่วงการบันเทิงมากมาย

อ่าน ‘เป็ด เชิญยิ้ม’ ประกาศตามหาผู้มีพระคุณ อยากไปกราบเท้าเพราะเคยช่วยต่อชีวิต

นามสกุล เชิญยิ้ม คือเริ่มต้นที่ พี่เป็ด เลยไหม
“เชิญยิ้ม คือปีนี้ครบ 40 ปี เริ่มต้นของนามสกุลนี้เลยคือ เป็ด โน้ต ศรีหนุ่ม แล้วสรายุทธ ที่โดนยิงตายไป คือ 4 คนที่เริ่มมาด้วยกัน ซึ่งชื่อนี้เราไม่ได้ตั้งเองนะครับ แต่พระท่านเป็นคนที่ตั้งให้หลวงพ่อวัดเชิงหวายตั้งให้ ตั้งบอกว่าชื่อคณะชัยชาญ ชาญชัย แต่หัวหน้าคณะบอกว่ายาวไป แล้วบอกท่านว่า ผมใช้คำว่า ช. กับ ย. ได้ไหม เป็น เชิญยิ้ม หลวงพ่อบอกว่า ช้างก็ใหญ่ยักษ์ก็ใหญ่ คณะนี้ดังแน่นอน แล้วก็ดังจริงๆเพราะหัวหน้าถูกยิงตายดังระเบิดเลยลงหน้าหนึ่งเลย

ตอนแรกก็ตัดสินใจจะเลิกเล่นกัน แต่พี่เด่น บอกว่าอย่าเพิ่งเลิกสู้ต่อไป เราเลยตัดสินใจตั้งคณะสู้ต่อ ต้องบอกว่าผมโชคดีนะ ที่ได้อยู่บนแผ่นดินของเชิญยิ้ม เพราะว่ามันเป็นสถาบันนะ เชิญยิ้ม มันเป็นสัญลักษณ์ของตลกไทยก็ว่าได้ แล้วเชิญยิ้มอยู่กันแบบครอบครัว มันมีความผูกพัน มันมีความรักกันเป็นครอบครัวซึ่งมีหัวหน้าครอบครัวอยู่ 3 คน คือ โน้ต เป็ด ศรีหนุ่ม เราจะรักกันมาก เราจะแก้ปัญหาด้วยกัน เราจะสร้างชื่อเสียงด้วยกัน เราไม่โกหกคนดู เราจะต้องทำให้คนที่มาดูเรามีความสุข วันใดที่คนดูไม่มีความสุขเราจะมานั่งทุกข์กัน 3 คน ว่าทำไมเราควรจะเลิกเล่นตลกไหม ทำไมเขาไม่หัวเราะเรา โน้ต เป็นคนที่ไม่ยอมคือ ดื้อที่จะเล่น เล่นอยู่ 30 นาที คนยังไม่ตลก แต่ก็ดื้อที่จะเล่นจนประสบความสำเร็จ

ฉะนั้นเพราะเราไม่ท้อกับคำว่า เชิญยิ้ม ก็เลยเป็นงานที่ค่อนข้างจะมีคุณภาพ เชิญยิ้ม เลยจะเป็นเครื่องหมายสินค้า ที่ใครๆก็อยากเข้ามาเป็น เชิญยิ้ม คาเฟ่ก็อยากให้เราไปเล่น มันเลยเกิด เชิญยิ้ม เสิ่นเจิ้นอะไรต่างๆนานาเยอะเลย เพราะบางคนที่ใช้เขาไม่ได้มาขอเรา เพราะเราจะบอกไว้ว่าใครจะใช้ให้มาขอทั้ง 3 คนก่อน โน้ต เป็ด ศรีหนุ่มนะ เรา 3 คนจะให้ แต่เพราะบางคนมาขอแค่เรา เราก็นึกว่าคงไปขอ โน้ต กับศรีหนุ่มแล้วเลยให้ใช้แต่จริงๆ แล้วไม่ได้ขอเลยเกิด ทำให้มีเชิญยิ้มเสิ่นเจิ้น ที่ไปลักขโมยบ้าง ติดยาบ้าง ซึ่งนั่นไม่ใช่เชิญยิ้มเลย ทำให้เสียชื่อเสียงค่อนข้างเยอะ

เรายังชื่นใจอยู่นะคำว่า 40 ปี ของเชิญยิ้มที่สร้างขึ้นมาเราได้สร้างคนขึ้นมาเยอะ ตอนนี้ต้องบอกเลยว่าในโทรทัศน์ 90% ตลกคือ เชิญยิ้ม เพราะเราได้สร้างตลกที่มีคุณภาพขึ้นมาแทบจะหมดทุกคนทั้งรุ่นเก่ารุ่นใหม่ เพราะมันเป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมที่ เชิญยิ้ม วางไว้ เร็ว กระชับ ไม่หยาบ ไม่ทะลึ่ง ไม่ลามก แต่ต้องบอกอย่างหนึ่งเลยวงการอะไรก็แล้วแต่วงการตลกคือรักกัน ซึ่งแผ่นดินตลกคนที่สร้างทางให้พวกเราเดิน และผมไม่เลยลืมเลย คือ ป๋าต๊อก เริ่มจากทางที่ลำบาก แต่เขาสร้างให้พวกเราเดินได้สบายสิ่งแรกที่เราไม่ควรลืมเขา

ส่วนที่สอง เด๋อ ดอกสะเดา ผู้ชายคนนี้ลืมไม่ได้เพราะเมื่อก่อนเขาดังมาก งานเขาดังมาก แล้วพอเล่นเสร็จเขาก็มานั่งกินข้าวกันที่ประตูน้ำ เด๋อ ดู๋ ดี๋ เขาก็นั่งกัน 3-4 แต่เขาสั่งกับข้าว อาหาร ยาวเลย 3-4 ชุด พอเราเล่นเสร็จเราก็มาที่ร้าน พอเขาเห็นเราก็เรียกมานั่งด้วยกัน แล้วถามว่ามีงานหรือยังพรุ่งนี้ เราก็บอกว่ายังเลยพี่ เขาก็เรียกผู้จัดการมาเลย ให้ดูเชิญยิ้ม 1 ที่ให้ไปเล่น ให้คณะนี้ที่หนึ่ง นั่นคือ เด๋อ ดอกสะเดา เขาทำแบบนี้เป็นปี คือเอางานของตัวเองมาแบ่งให้น้องๆที่ไม่มีงานทำ ผมเคยพูดกับพี่เด๋อ ว่าตราบใดที่ผมยังทำรายการโทรทัศน์อยู่ต้องมี เด๋อ ดอกสะเดา หรือผมทำธุรกิจต้องมีพี่ เพราะถ้าไม่มีเด๋อ ดอกสะเดา วันนั้นก็ไม่มีผมในวันนี้”

ต้องถามอีกเรื่องหนึ่งทำไมตลกมักเจ้าชู้
“เพราะว่าตลกหน้าตาดี หล่อมักนก ตลกมักได้ เพราะตลกเป็นคนอารมณ์ดี แล้วคนส่วนมากชอบคนอารมณ์ดี อยู่ใกล้แล้วมีความสุข อย่างภรรยาคนแรกพอเริ่มปั๊บ..ตอนนั้นเรากำลังดังผู้หญิงก็เยอะ แล้วเมื่อก่อนเขาไม่เคยหึง แต่หลังๆมาคือหึงมากเลยทำให้เกิดกดดัน บางทีก็ปลุกเราให้ตื่นมาทะเลาะ เราก็รู้สึกว่าเพื่ออะไรเพราะเราก็ต้องตื่นไปทำงาน แต่เรื่องก็เกิดเมื่อตอนที่เราไปเล่นที่ชาลีการ์เด้น เป็นของแม่ของคุณก้ามปู ภรรยาของคุณสุประวัติ ซึ่งคุณก้ามปู เป็นแคชเชียร์อยู่แล้วผมก็ไปเล่น ก็เห็นว่าผู้หญิงคนนี้น่ารักดี พอเล่นเสร็จเราก็ไปรับเงิน เราก็ยื่นดอกไม้ให้เขา”

ซึ่งตอนนั้นที่ทำแบบนั้นคือ เมียก็มี แฟนก็มี กิ๊กก็มี
“พอแล้วๆ (หัวเราะ) หลังจากนั้น เราก็ยื่นดอกไม้แล้วก็เริ่มชอบพอกัน ซึ่งตอนแรกเราก็ไม่ได้คิดว่าจะอยู่ด้วยกันนะครับ แต่คิดว่าแค่จีบสนุกสนานบันเทิงแล้วเราก็ไม่ได้รู้ว่าเป็นลูกของคุณสุประวัติเราไม่ได้รู้เรื่อง จนวันหนึ่งเขาไปญี่ปุ่นแล้วพอเขากลับมาเขาซื้อน้ำหอมมาให้ขวดหนึ่งบอกว่าซื้อน้ำหอมมาฝาก เราก็ตกใจว่าเขารู้ได้ยังไงว่าเราใช้น้ำหอมกลิ่นนี้ เขาก็บอกว่าตอนที่เรามารับเงินได้กลิ่นน้ำหอม ซึ่งเขาไม่รู้ด้วยว่าน้ำหอมที่เราใช้ยี่ห้ออะไรแต่เขาก็ไปหาซื้อมาได้ แบบนี้เรารู้สึกยังไง ละลายไปเลยทำให้เรารู้สึกว่าทำไมเขาเป็นคนที่ใส่ใจรายละเอียดเราขนาดนี้ ทำให้เรารู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้น่าค้นหา แล้ววันหนึ่งที่เขาไปเล่นละคร เราก็เลยรู้ว่าเขาลูกใคร

แต่ตอนนั้นกว่าจะรู้ก็คบกันไปแล้ว รักไปแล้ว แต่ก็แอบคบกันตอนนั้น ทุกเช้าผมต้องไปรับเขา แล้วผมเล่นเสร็จประมาณตี 4 ตี 5 ผมต้องถึงมหาวิทยาลัยหอการค้าเที่ยง บ่ายโมงเดี๋ยวเขาเลิก ผมต้องกลับมาส่ง มีเวลานั่งอยู่ด้วยกันได้ไม่ถึงชั่วโมง แม่ต้องการให้ถึงบ้านตรงเวลาตลอด แล้วตอนนั้นที่เขาเล่นละครคนก็เริ่มมาชอบเยอะ จนพ่ออี๊ด รู้ข่าว แล้วตอนนั้น พ่ออี๊ด กำกับสมาคมตลก แต่พอเขารู้ว่าผมคบกับลูกสาวเขา แล้วผมเจอผมยกมือไหว้ เขาไม่รับไหว้ผมนะ แต่เขารับไหว้ข้างหลังผมทุกคนเลย แล้ววันหนึ่งแม่เขาจะส่งเขาไปอเมริกา ซึ่งแม่เขายังไม่รู้ว่าคบกัน คือให้ไปแต่งงานที่อเมริกา เพราะว่าเขาต้องการให้ไปแต่งงานกับลูกชายของเพื่อนเขาที่ทำธุรกิจอยู่ที่โน้น ผมก็บอกว่าไปเถอะ กลับมาเมื่อไหร่ผมจะรอ”

แล้วภรรยาคนแรกเขารู้ไหมว่า พี่เป็ด คบซ้อนอยู่
“คือ หลังจากที่ผมบอกให้ ก้ามปู เขาไปแต่งงานเขาก็บอกว่าไม่ไปอเมริกา ผมก็บอกว่าไม่ไปทำยังไง เขาบอกไม่รู้ ผมเลยบอกว่าหนี เอาเสื้อผ้า หนี (พี่ก้ามปูรู้ไหมว่าพี่เป็ดมีครอบครัวอยู่แล้ว?) เขาก็รู้อยู่แล้ว แต่ผมกำลังจะเลิกอยู่แล้ว พอพาเขาหนีออกมาก็มาเช่าบ้าน แฟนก็ตามมา เพราะว่าบ้านแฟนคนแรกกับบ้านที่ผมเช่าอยู่กับก้ามปู ห่างกันไม่ถึง 5 นาที ใครบอกว่ายิ่งใกล้ยิ่งปลอดภัยผมไม่เชื่อ ยิ่งใกล้ยิ่งอันตราย หลังจากที่พาเขาหนีแม่ยายก็ล่าเขาบุกมาที่บ้าน เทียนแพรหน้าประตูตั้งเตรียมขอขมา พอเปิดประตูปั๊บ เทียนแพรวางเราก็กราบแม่เขาก็ข้ามหัว ข้ามทั้งเทียนและหัว แม่เขาหยิบไม้กวาด เราเห็นกำลังจะตีปูเราเข้าไปกอดปูไว้เขาก็ตีๆ ลงบนหลังเรา แล้วแม่เขาก็พูดว่ามึงจะกินน้ำใต้ศอกเขาเหรอ เราก็บอกว่าแม่ผมเลิกกันแล้วผมรักลูกสาวแม่ผมจะอยู่กับผู้หญิงคนนี้”

แล้วทุกวันนี้ ก็มีมุมที่ทำให้ ตลก หักมุมไปเยอะคือ จากที่เล่นคาเฟ่ แต่ก็ต้องเปลี่ยนมาเล่นทางโทรทัศน์ แต่ช่วงนี้เจอโควิดชีวิตตลกไปไหนกันบ้าง
“บ้านใครบ้านมันเลยครับ ตอนนี้”

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon