Vincenzo ภาพสะท้อนความผุพัง มาเฟียของโครงสร้างสังคม

Vincenzo ภาพสะท้อนความผุพัง มาเฟียของโครงสร้างสังคม

Vincenzo
ภาพสะท้อนความผุพัง
มาเฟียของโครงสร้างสังคม

ซีรีส์เกาหลีที่โปสเตอร์ขึ้นโชว์ดึงดูดสายตาว่าเป็นผลงานการแสดงเรื่องล่าสุดของนักแสดงชาวเกาหลีที่มีแฟนคลับคนไทยจำนวนมาก “ซงจุงกิ” ผู้ได้รับฉายาหนึ่งในสามีแห่งชาติของสาวไทยในซีรีส์เรื่อง “Vincenzo” หรือ “วินเชนโซ่” ทนายมาเฟีย ที่ออกฉายทางช่อง TVN และ Netflix ด้วยเรื่องราวอาชญากรรมที่มีทั้งตลกร้ายผสมดราม่า กลายเป็นซีรีส์เกาหลียอดนิยมของคนไทยในช่วงนี้

เรื่องราวของ วินเชนโซ่ กาซาโน่ ทนายความชาวอิตาลีเชื้อสายเกาหลี ผู้ทำหน้าที่เป็นทั้งทนาย และคอนซีเยเร (Consigliere) คือตำแหน่งที่ปรึกษาผู้ให้คำแนะนำ-ผู้ดูแล-มือขวาของหัวหน้าแก๊งมาเฟียในอิตาลี ตัดสินใจเดินทางมาเกาหลีเพื่อมาเอาทองคำมหาศาลที่ซุกซ่อนอยู่ในห้องลับใต้ตึก “คึมกาพลาซ่า” ในกรุงโซลเพื่อจะไปตั้งต้นชีวิตใหม่ที่เกาะมอลตา หลังจากหัวหน้าแก๊งมาเฟียที่เปรียบเสมือนพ่อบุญธรรมของเขาเสียชีวิตลง และ “วินเชนโซ่” ปฏิเสธการเป็นมือขวาเคียงข้างให้เจ้าพ่อมาเฟียคนใหม่

ซีรีส์ปูพื้นตัวละคร “วินเชนโซ่” ในแบบสร้างเสน่ห์อย่างเต็มที่ ด้วยการเปิดตัว “ซงจุงกิ” ในฐานะคอนซีเยเรอย่างหรูหรา ด้วยมาดทนายความหนุ่มที่มีทั้งความบู๊และบุ๋น ฉลาดมีไหวพริบสูง โดยฉากเปิดเรื่องที่ “วินเชนโซ่” เดินทางออกนอกเมืองไปตกลงดีลเจรจากับหัวหน้าแก๊งมาเฟียฝ่ายตรงข้าม ก่อนที่เขาจะดัดหลังแบบโหดๆ ถือเป็นฉากเปิดปฐมบทเรื่องได้น่าติดตาม โดยเฉพาะใน episode แรกของซีรีส์ที่ใส่งาน CG ด้านภาพมาเต็ม ซึ่งทุกฉากที่ดำเนินเรื่องราวในอิตาลีใช้การทำ CG ทั้งหมด ถือว่าทำได้เนียนจนน่าชื่นชม

เรื่องราวใน “Vincenzo” วางจังหวะซ้อนพล็อตไว้น่าติดตาม ทำให้ตัวซีรีส์ที่มี 20 ตอน ที่นอกจากโครงเรื่องหลักแล้วยังมีความหลากหลายในเส้นเรื่อง จากการเดินทางมาเกาหลีของ “วินเชนโซ่” เพื่อปฏิบัติการเปิดห้องลับใต้ดินในตึก “คึมกาพลาซ่า” เพื่อขนทองออกไป แต่แผนไม่เป็นใจ เมื่อตึกแห่งนี้มีกลุ่มคนที่เป็นผู้ประกอบการเปิดร้านทำมาหากินและพักอาศัยอยู่ในนั้น

ระหว่างที่ “วินเชนโซ่” ต้องคิดหาทางเปิดเซฟลับที่ถูกออกแบบระบบรักษาความปลอดภัยไว้อย่างซับซ้อน เรื่องราวก็พาให้เขาต้องจับพลัดจับผลูมาช่วยเป็นที่ปรึกษากฎหมายให้กับสำนักงานทนายความด้านสิทธิมนุษยชนที่ตั้งอยู่ในตึกนี้ และยังรับทำคดีด้านสิทธิมนุษยชนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ทรงอิทธิพล “บาเบลกรุ๊ป” ที่มีธุรกิจหลากหลาย ซึ่งเบื้องหลังก็โยงใยไปถึงความฉ้อฉลของบริษัทยักษ์ใหญ่ส่งผลให้มีประชาชนได้รับผลกระทบมากมาย เชื่อมโยงไปถึงการคอร์รัปชั่นในระบบราชการ และกระบวนการยุติธรรม ที่เอื้อต่อทุนใหญ่ที่ไร้ธรรมาภิบาล

ตัวซีรีส์เล่าเรื่องอาชญากรรมที่ผสมความหรรษาสอดแทรกความตลกขบขันทำให้เส้นเรื่องเล่าผสมไปมาระหว่างการชิงไหวชิงพริบความดราม่า ตลกร้าย ซึ่งข้อดีคือ ซีรีส์มีพล็อตที่ทำให้คนดูลุ้นและติดตามไม่ชวนเบื่อในแบบฉบับความบันเทิงดูเพลิดเพลิน แต่ข้อด้อยคือ ความที่ใส่พล็อตยิบย่อยเข้ามามาก ทำให้เรื่องแตกแขนงจนบางครั้งก็เข้ามาลดทอนประเด็นหลักที่ทิ้งปมไว้ ขณะเดียวกันวิธีเล่าเรื่องหลายต่อหลายครั้ง มักใช้สไตล์หนังแฟรนไชส์ตระกูล Ocean’s Eleven บ่อยเกินไป คือมีการชิงไหวชิงพริบมีแผนตลบหลังกันไปมา ผลคือคนดูเริ่มชินไม่ลุ้นอะไรมาก เพราะสามารถจับจังหวะเล่าเรื่องแบบนี้ได้

อย่างไรก็ตาม หนึ่งในประเด็นหลักที่น่าสนใจของซีรีส์เรื่องนี้คือ การพูดถึงความชั่วร้ายของการทุจริตคอร์รัปชั่นระหว่างกลุ่มทุนประเภทที่ไร้จริยธรรม ระบบราชการที่อ่อนแอ โดยเฉพาะการขุดถึงกระบวนการยุติธรรมที่สำแดงฤทธิ์ในทางร้ายกาจ โดยเสนอให้เห็นแบบชัดเจนผ่านทนายความที่ใช้แต่กลยุทธ์ตุกติกใต้ดิน ตำรวจที่กลายเป็นโจร อัยการที่ตีสองหน้า ผู้พิพากษาที่ถูกหว่านล้อมชักจูงได้ หรือแม้กระทั่งถูกขู่จนต้องยินยอม ระบบการเมืองที่มีนักการเมืองบางจำพวกตักตวงผลประโยชน์ เรื่อยไปถึงสื่อสารมวลชนที่ถูกกลืนจากระบบทุนนิยมจนไปอยู่ในกระบวนการสร้างข่าวปลอม

ทั้งหมดคือมุมมองที่ซีรีส์สะท้อนให้เห็นถึงความผุพังทั้งระบบที่พร้อมทำให้คนตัวเล็กตัวน้อย ชาวบ้านทั่วไป หรือคนที่คิดจะลุกขึ้นมาเรียกร้องต่อสู้อย่างถูกต้องโดยใช้กระบวนการยุติธรรมแทบจะเป็นไปได้ยาก เมื่อระบบที่ควรจะต้องผดุงความยุติธรรมถูกตัวละครหลักในเรื่องเปรียบเปรยอย่างสิ้นหวังว่าเป็นองค์กรมาเฟียกระจัดกระจายอยู่ในโครงสร้างของประเทศ

วามประชดต่อกลไกและกระบวนการยุติธรรมไปจนถึงหน่วยงานภาครัฐที่ฉ้อฉลถูกใส่ไว้ในซีรีส์เรื่องนี้ตลอดเรื่อง เมื่อระบบที่ควรจะอำนวยความเป็นธรรม แต่ไม่ได้ทำหน้าที่นั้น จึงถูกแทนที่ด้วยวิธีตาต่อตาฟันต่อฟัน ดังนั้นในเรื่องเราจึงได้เห็นว่า ตัวละครอย่าง “วินเชนโซ่” ถูกออกแบบให้อยู่ในแนวทางซุปเปอร์ฮีโร่จากโลกมืด และใช้วิธีนอกกฎหมายในแบบฉบับทนายมาเฟียของตัวเองในการจัดการความร้ายกาจของอีกฝ่าย ด้วยคอนเซ็ปต์ปีศาจร้ายก็ต้องเจอปีศาจร้าย

ตัวละครอย่าง “วินเชนโซ่” จึงกลายเป็นภาพแทนด้านมืดที่อาจจะถูกใจผู้คนที่รู้สึกหมดหวัง และเห็นถึงความล้มเหลวของกระบวนการยุติธรรม จึงต้องใช้วิธีโหดกว่ามาจัดการ แม้จะลงเอยที่อาจไม่ได้แก้ปัญหาทั้งโครงสร้าง แต่ก็สามารถให้บทเรียนกับอำนาจทุนนิยมที่ใช้วิธีฉ้อฉล และเหล่าคนที่ยอมก้มหัวตามน้ำให้กับระบบผุพังนั้น

ซีรีส์ “Vincenzo” จึงทำหน้าที่ราวกับความบันเทิงที่มาสร้างความสะใจให้คนดูที่รู้สึกว่านี่คือ การเอาคืนกระบวนการยุติธรรมที่ไม่ทำหน้าที่ให้สมกับเครื่องมือความยุติธรรมที่สังคมคาดหวัง เมื่อตัวละครอย่าง “วินเชนโซ่” ก้าวเข้ามาท้าทายและโยนระเบิดทำลายล้างโครงสร้างผุพังได้บางส่วน แต่ด้านหนึ่งเราต่างก็รู้กันดีว่าหลังความบันเทิง 20 ตอนนี้จบลง มันก็เพียงเรื่องราวชวนเพ้อฝันที่สวนทางกับโลกความเป็นจริง

ภาพประกอบ Youtube Video/Netflix

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้กระทรวงวัฒนธรรม เตรียมจัดกิจกรรมพระพุทธศาสนา เทศกาลวันวิสาขบูชาออนไลน์
บทความถัดไปสลด พันตำรวจโทหนุ่มวัย 33 สารวัตร สภ.บางลาย ป่วยติดเชื้อโควิด เสียชีวิตแล้ว