ดูปากณัชชานะคะ อายุ 12 หนูคิดอย่างนี้

 

เวลาผ่านไปไม่เท่าไหร่ ณัชชาวีณ์ โกศลพิศิษฐ์ หรือ ‘น้องณัชชา ลูกสาวพี่บ๊อบ’ (ณัฐธีร์ โกศลพิศิษฐ์) เจ้าของวลี ‘ดูปากณัชชานะคะ’ ก็เติบโตเป็นสาวน้อยวัย 12 ปี และกำลังเรียนอยู่ที่โรงเรียนนานาชาติไอเอสบี

เทียบตอนนี้กับตอนเด็ก เมื่อราว 8 ปีก่อน ตอนที่เธอเป็นพิธีกรรายการ Asia connect ในช่วง ‘น้องณัชชาลูกสาวพี่บ๊อบ’ ที่หนูน้อยจะมาแนะนำผู้ชมให้รู้จักศัพท์ภาษาอังกฤษและภาษาจีน ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ก็เห็นได้ว่านอกจากเค้าหน้าจะคงเดิม กับที่เพิ่มเติมคือแววของความสาวเริ่มมาแล้ว เธอยังคงเป็นคนช่างสนทนาเหมือนเคย

“ตอนนี้พูดได้หลักๆเลยก็คือ 3 ภาษาค่ะ” ณัชชาเล่าเสียงใส

คือภาษาไทย ภาษาอังกฤษ แล้วก็ภาษาจีน ส่วนภาษาสเปน  เจ้าตัวบอกว่าเป็นเพราะอยากจัดสรรเวลาให้การเรียนอย่างอื่น เช่นการโต้วาที ซึ่งเธอคิดว่าเป็นทักษะสำคัญมากที่ควรมีเหมือนกัน เพราะจะช่วยในเรื่องการคิด ให้มีความคิดสร้างสรรค์ การวิเคราะห์สิ่งต่างๆ อีกทั้งยังได้ฝึกการพูด

อย่างไรก็ดี เจ้าตัวบอกว่าถ้ามีเวลาและโอกาส เธอก็ยังอยากเรียนภาษาเพิ่ม

“ณัชชาเป็นคนที่อยากเรียนรู้ภาษาต่างๆ เพราะว่าในโลกใบนี้มีหลายประเทศเลย พอณัชชาไปเที่ยวจะไม่เข้าใจว่าเขาพูดอะไรกันบ้าง ก็เลยสงสัยว่าถ้าพูดได้ มันจะดีไหม แล้วถ้าเราเรียนไป เราจะได้อะไร”

ณัชชาซึ่งมีความสนใจดังว่ามาตั้งแต่อายุ 4-5 ขวบยังบอกอีกว่า ภาษาที่เธอสนใจเป็นพิเศษในช่วงนี้คือภาษาญี่ปุ่น ซึ่งเป็นอิทธิพลมาจากการ์ตูนที่ชอบดู

“อยากเรียนเพื่อเข้าใจในตอนดูอนิเมะ หรือว่าไปท่องเที่ยว ที่เราสามารถไปสื่อสารกับคนที่นู่นได้”

“แต่ถ้าคิดถึงแบบรวมๆเลย ณัชชาสนใจภาษาเทคโนโลยี หรือว่าภาษาโค้ดดิ้งค่ะ เพราะรู้สึกว่าภาษาเทคโนโลยีเราจะใช้ในอนาคตเยอะมาก ตอนนี้โลกพัฒนาไปเรื่อยๆเรื่องเทคโนโลยี แล้วถ้าเรารู้จักภาษาเทคโนโลยี ในอนาคตก็จะสามารถปรับตัวได้ง่ายขึ้น”

“เป็นพวกโค้ดดิ้ง ไพทอน หรือว่าเป็นภาษาโปรแกรมมิ่งอะไรแบบนี้”

ในส่วนของภาษาเทคโนโลยี ณัชชาบอกว่าได้เริ่มเรียนแล้ว ทั้งจากในโรงเรียนและพยายามค้นคว้า เรียนรู้เพิ่มเติมด้วยตัวเอง

“ณัชชาเป็นคนที่ชอบหาโอกาสให้ตัวเองได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาษาใหม่ การโต้วาที ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย เลข วิทย์ สังคมศึกษา”

ในบรรดาหลากหลายวิชาที่กำลังเรียนรู้ เธอชอบวิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ แล้วก็พละมากที่สุด

“วิทยาศาสตร์ณัชชาชอบ เพราะว่าทุกอย่างบนโลกใบนี้มันมีเหตุผลค่ะ” เธอว่า

และเหตุผลต่างๆนั้น วิทยาศาสตร์สามารถอธิบาย

“วิทยาศาสตร์อธิบายทุกอย่างได้ ว่าทำไมถึงเกิดขึ้น ทำไมมนุษย์ถึงเกิดขึ้น มันน่าสนใจมากเลย ทุกอย่างบนโลกใบนี้มีเหตุผล แล้ววิทยาศาสตร์ให้เหตุผลกับเรา”

“ส่วนวิชาภาษาอังกฤษชอบเพราะว่าถ้าเรามีเหตุผลแล้วเราก็ต้องสามารถสื่อสารออกมาได้ ถูกไหมคะ วิชาภาษาอังกฤษก็ฝึกฝนในส่วนของการพูด การเขียน รู้สึกว่ามันลิงค์ ( Link ) กับวิชาวิทยาศาสตร์ ทำให้สนุกค่ะ”

ส่วนพละนั้น คนที่ชอบเล่นกีฬาหลากหลาย ทั้งวอลเล่ย์บอล บาสเก็ตบอล เทนนิส อีกทั้งยังเป็นนักกีฬาที่ลงแข่งขันเป็นประจำ คงไม่ต้องให้เหตุผลเพิ่ม

งั้นถามใหม่ว่า แล้ววิชาอะไรที่ไม่ชอบ หรือรู้สึกว่าตัวเองไม่ถนัด?

“จริงๆแล้วก็ไม่ค่อยมีนะคะ” ตอบพลางหัวเราะ

“ถ้าตั้งใจเรียนทุกวิชา ณัชชาถนัดได้ค่ะเพราะคิดว่าตัวเองเป็นคนที่เรียนรู้ได้เร็วถ้าตั้งใจและมุ่งมั่น ณัชชาทำได้อยู่แล้วค่ะ”

นอกเหนือจากการเรียน ณัชชาบอกว่าอีกอย่างที่เธอกำลังชอบมาก คือเรื่องของการแสดงละครเวที ที่ปีนี้เธอได้รับเลือกให้เป็นตัวแสดงหลัก จึงต้องทุ่มเทหนักให้กับการซ้อม

“ปกติไม่ค่อยมีเวลาว่างค่ะ เพราะหลังเรียน ก็จะเล่นกีฬา หรือว่าละครเวที แล้วก็มีประชุมค่ะ เพราะว่าณัชชาอยู่ในคลับเยอะอยู่นะคะ มีกิจกรรมหลายอย่างมากเลย”

“ชมรมหรือคลับที่อยู่หลักๆมี 3 อย่างค่ะ คือกีฬา ละครเวที แล้วอย่างที่ 3 เป็นชมรมที่ณัชชากำลังสร้างขึ้นมาใหม่ เป็นชมรมโต้วาทีของที่โรงเรียน”

ซึ่ง “สำหรับชมรมนี้ราก็หวังสูงมากเลยค่ะ นั่นก็คือการฝึกฝนเด็กในโรงเรียนไปเป็นตัวแทนประเทศไทยค่ะ” หัวหน้าชมรมบอกพลางหัวเราะ

ในช่วงสถานการณ์ที่โควิดกำลังระบาด เธอบอกว่าที่โรงเรียนก็ปรับให้นักเรียนเรียนออนไลน์อยู่ที่บ้าน ซึ่งแน่นอนละว่า “อาจจะไม่สนุกเท่าโรงเรียนจริงๆ” เพราะไม่ได้เจอเพื่อนฝูง

“แต่ณัชชาคิดว่าในสถานการณ์โควิดก็มีเวลาว่างมากขึ้น”

แล้วเธอก็บริหารจัดการเวลานั้นมาทำอะไรหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือริเริ่มจัดทำ โครงการ Chance หรือถ้าแปลเป็นภาษาไทยก็คือโอกาส

“ณัชชาบริจาคให้เด็กป่วยมาตั้งแต่เด็กๆเลย อย่างแรกที่ทำคือ บริจาคผมให้เด็กผู้หญิงที่เป็นโรคมะเร็ง ณัชชารู้สึกว่าเขาก็ควรมีความสุขแบบของเขาบ้าง เลยบริจาคผมให้ ตอนโตขึ้นก็เริ่มเอาน้องเข้ามาช่วย แล้วก็นำความสามารถในการเรียนรู้ของเราไปแลกกับเงิน เพื่อเอาไปบริจาคให้กับมูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก วันนั้นณัชชากับน้องๆได้ไปเชิดสิงโตที่ตลาด เพื่อให้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาช่วยกันทำบุญ”

“แล้วณัชชาก็เริ่มคิดว่าจะทำยังไงดีเพื่อให้ได้ผลประโยชน์ทั้งสองด้าน นั่นก็คือผู้ให้และผู้รับ ผู้รับเขาได้ผลประโยชน์อยู่แล้ว แต่เราจะทำยังไงเพื่อให้ผู้ที่บริจาคเงินสามารถได้รับประโยชน์ด้วย ก็เลยคิดว่าณัชชาสอนภาษาอังกฤษได้ แล้วก็สามารถทำกิจกรรมกับเพื่อนๆ เพื่อให้เขามีความสุขและเรียนรู้ได้พร้อมๆกัน ก็เลยเปิดคอร์ส Chance ให้ทุกคนมาทำกิจกรรมและใช้ภาษาอังกฤษไปพร้อมกัน”

คอร์สดังกล่าวถูกแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ อายุ 5-7 ปี สำหรับเด็กเล็กอายุ 8-10 ปี แล้วก็ 11-13 ปี

“เป้าหมายของโครงการนี้คือการเปิดโอกาส อย่างแรกเลยเป็นการเปิดโอกาสการเรียนรู้ให้ไม่มีขีดจำกัดสำหรับเด็กๆวัย 5 ขวบถึง 13 ตอนนี้เฉพาะภาษาอังกฤษก่อนนะคะ ต่อไปเราอาจจะเปิดคอร์สอีก เช่น Course Art หรือว่าเป็นคอร์ส Life Skill ที่เราจำเป็นต้องใช้ในอนาคต”

“อย่างที่สองเราจะเปิดโอกาสการเป็นผู้ให้ค่ะ เราจะส่งต่อลมหายใจ แปลว่าเราจะทำบุญ หรือว่าบริจาคให้มูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก เพื่อที่เขาจะได้นำเงินบริจาคไปช่วยชีวิต ไปต่อลมหายใจให้เด็กที่ป่วยอยู่  เพราะเราอยากสร้างสังคมแห่งการแบ่งปัน นั่นก็คือเด็กที่เป็นผู้ให้เขาก็จะเรียนได้ว่าการเป็นผู้ให้มันรู้สึกดี เพราะว่าเราช่วยสังคมของเราให้พัฒนาขึ้น”

ถึงตอนนี้ณัชชาบอกว่าโครงการดังกล่าวมีผู้สนใจเป็นจำนวนมาก จนคอร์สเต็มไปเรียบร้อย

“ต้องขอบคุณทุกคนเลยนะคะ” บอกแล้วก็ยิ้ม

สำหรับ “อย่างที่ 2” ที่เธอใช้ในช่วงที่มีเวลาว่างมากขึ้น ก็คือ “ใช้เวลาเพื่อเรียนเยอะขึ้น แล้วก็พัฒนาตัวเองให้มากขึ้นค่ะ”

“และอย่างที่ 3 ใช้เวลากับครอบครัวค่ะ เพราะณัชชาคิดว่าการใช้เวลากับครอบครัวสำคัญมาก ถ้าเราอยู่โรงเรียนเราก็จะใช้เวลาอยู่กับเพื่อนๆ แต่ว่าอยู่บ้าน เราก็มีครอบครัว ซึ่งมันทำให้ครอบครัวเราสนิทกันมากขึ้น”

“ตอนนี้นะคะกิจกรรมหลักๆเลยคือเล่นกีฬา ดูหนัง แล้วก็เล่นบอร์ดเกม บางครั้งก็ทำอาหารเพื่อใช้เวลาครอบครัวกัน”

โดยอย่างหลังนั้น ณัชชาบอกว่าปกติถ้าไม่ใช่แม่ พี่เลี้ยงจะเป็นคนทำหน้าที่นี้ แต่พอได้ลงมือทำเองแล้วก็รู้สึกเลยว่า “เป็นสกิลที่ต้องใช้ในอนาคต เราก็ควรจะทำอาหารอร่อยๆเป็นด้วยค่ะ”

กับน้องชายทั้ง 3 คือ แฝด พุฒ กับ พร้อม วัย 8 ปี และ เภา ในวัย 6 ปี ณัชชาบอกว่าเธอไม่ได้ช่วยเลี้ยงอะไรเท่าไหร่ เพราะทั้งแม่และพ่อคอยดูแลอย่างใกล้ชิด

“แต่ว่าสิ่งที่ณัชชาทำได้ในการเป็นพี่ ก็คือการเป็น model หรือว่าการเป็นตัวอย่างให้น้องค่ะ เพราะถ้าน้องเห็นว่าพี่ทำได้ แค่ณัชชามีความรับผิดชอบ มีวินัย แล้วเรียนได้ดี น้องก็จะทำตาม น้องจะคิดว่าเราควรเหมือนพี่ แล้วพ่อแม่ก็จะภูมิใจ พี่ก็จะภูมิใจ ทางบ้านก็จะมีความสุขค่ะ”

ถามณัชชาว่าคิดหรือยังว่าในอนาคตเธออยากจะเป็นอะไร?

“อันนี้เป็นคำถามที่ยากมากเลยนะคะ” นักเรียนซึ่งถ้าเทียบกับโรงเรียนไทยแล้ว คือกำลังจะขึ้นชั้นมัธยม 2 ออกตัว

“เพราะณัชชาก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกันค่ะว่าตอนโตอยากเป็นอะไร แต่ตอนนี้ก็พยายามเตรียมตัวเองในทุกๆด้าน เพื่ออนาคตจะได้มีโอกาสได้เลือก ว่าอยากทำอะไร และอยากเป็นอะไร แล้วตอนนี้ณัชชาก็ฝึกฝนทักษะเอาตัวรอด เพราะไม่ว่าจะทำอาชีพอะไรต่างๆ ทักษะการเอาตัวรอดมันสำคัญมากเลยค่ะ”

สำหรับเสียงชื่นชมว่าเธอเป็นคนเก่ง อีกทั้งยังเป็นคนดีที่เริ่มต้นช่วยเหลือคนอื่น ตั้งแต่อายุยังน้อย ณัชชาลูกสาวพี่บ๊อบยิ้มนำ จากนั้นบอก “ขอบคุณค่ะ” ตามมา

จากนั้นก็ว่า “ณัชชารู้สึกว่าอันนี้เป็นแค่จุดเริ่มต้นค่ะ เพราะว่าตอนนี้เรายังทำโครงการไม่ได้ใหญ่ขนาดนั้น ซึ่งต้องขอบคุณมากเลยนะคะที่เห็นณัชชาเป็นเด็กเก่งแบบนี้ แต่ณัชชาก็รู้สึกว่ามันไม่ได้มีแค่ณัชชาคนเดียวที่พัฒนาเด็กๆในประเทศขณะนี้ เพราะว่าในประเทศไทยเราทุกคนสามารถพัฒนาได้มากขึ้น แล้วถ้าเราพัฒนาไปพร้อมๆกัน เด็กในปัจจุบันเป็นอนาคตของประเทศ ถ้าเราฝึกฝนให้เด็กพวกนี้มี Life skill หรือว่า Soft Skill ในอนาคตประเทศไทยเราจะพัฒนาขึ้นไปด้วยค่ะ”

 และแน่นอนว่านั่นคือสิ่งที่เธออยากจะเห็น

 

ขอบคุณภาพจาก natchaandfamily, bobnattee

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้หน้า 1 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันเสาร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ.2564
บทความถัดไปคุมอยู่! ไบเดนประกาศ ฉีดวัคซีน 300 ล้านโดส ใน 150 วันแรกสำเร็จ-ให้เครดิตนักวิทย์